พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
พริษฐ์ทบทวนความเป็นมาของคดีนี้ว่า คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและมีมติในช่วงกลางปี 2568 ว่า มีบุคคลจำนวนอย่างน้อย 229 คน ที่มีมูลกระทำความผิดเรื่องการฮั้ว สว.
โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีและยื่นฟ้องบุคคลทั้ง 229 คนต่อศาล อย่างไรก็ตาม กกต. กลับไม่ได้เห็นชอบตามมติดังกล่าว แต่ได้ตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ซึ่งคณะอนุวินิจฉัยชุดนี้กลับมีมติสวนทางว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และเสนอให้ กกต. ยกคำร้อง
พริษฐ์วิเคราะห์ว่า ขณะนี้ กกต. มีทางเลือก 3 ทางในการตัดสินใจ คือ 1. เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 2. เห็นชอบตามมติของคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 และ 3. ยื่นฟ้องเฉพาะบางคนและยกคำร้องเฉพาะบางคน ซึ่งทางเลือกสุดท้ายนี้ก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจเป็นการปกป้องบุคคลสำคัญบางราย
ทั้งนี้ คาดว่าจะทราบผลการตัดสินใจของ กกต. ภายในเดือนกันยายน 2569 ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวนไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดที่กำหนดกรอบเวลาไว้ไม่เกิน 90 วัน โดย กกต. ได้เริ่มพิจารณาคดีแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่านัดแรกจะพิจารณาข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับ สว. 4 คนจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ในการแถลงข่าวครั้งนี้ พริษฐ์ได้นำเสนอ 4 เหตุผลสำคัญที่ กกต. ควรส่งเรื่องของบุคคลทั้ง 229 คนไปยังศาล ประกอบด้วย
- ความชัดเจนและหนักแน่นของหลักฐาน
พริษฐ์ระบุว่า หลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าคดีอื่นๆ ที่ กกต. เคยส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา แม้จะยังไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดของสำนวนคณะไต่สวนได้ทั้งหมด แต่ข้อมูลสาธารณะและการให้การของผู้ที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นถึงหลักฐานหลายประเภท เช่น สถิติการลงคะแนนที่มีการเลือกกลุ่มตัวเลขเดียวกันอย่างผิดปกติ ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานโพยตัวเลข การนัดหมายของกลุ่ม สว. หลักฐานการเดินทาง อุปกรณ์ที่แจก คลิปเสียง และที่สำคัญที่สุดคือเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงกลุ่มบุคคลและทีมงาน สส. ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
พริษฐ์ตั้งคำถามว่า หาก กกต. เคยส่งหลักฐานเพียงแชตไลน์ระหว่างบุคคลให้ศาลพิจารณาได้ ทำไมหลักฐานที่หนักแน่นเหล่านี้จึงไม่ถูกส่งให้ศาลพิจารณาเช่นกัน
- ความชอบธรรมของคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36
พริษฐ์ตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ทั้งที่มีคณะอนุวินิจฉัยอยู่แล้วถึง 35 คณะ นอกจากนี้ ยังพบว่าคณะอนุวินิจฉัยชุดนี้ไม่เคยเรียกตัวแทนจาก DSI หรือคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เข้าให้ข้อมูล ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความรอบด้านในการพิจารณา
พริษฐ์ยังเปิดเผยว่า กรรมการ 3 ใน 7 คนของคณะอนุวินิจฉัยชุดนี้ มีประวัติที่ถูกสังคมตั้งคำถาม โดย 2 คนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตคอร์รัปชัน (คดีรถไฟฟ้าสายสีส้ม และคดีการจัดซื้อคอมพิวเตอร์) และอีก 1 คนมีความเชื่อมโยงกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อความเป็นกลางทางการเมือง
- ผลประโยชน์ทับซ้อนของ กกต.
พริษฐ์ชี้ว่า กกต. 4 ใน 7 คน เข้าสู่ตำแหน่งผ่านการรับรองจาก สว. ที่เป็นผู้ถูกตรวจสอบในสำนวนคดีนี้ หาก กกต. มีการตัดสินใจที่ค้านสายตาประชาชน อาจนำไปสู่ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้น วิธีที่โปร่งใสที่สุดคือการส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลเป็นผู้พิจารณาชี้ขาด
- การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.
พริษฐ์อ้างอิงคลิปวิดีโอการเลือก สว. รอบไขว้ระดับประเทศ ที่ได้จากผู้ตรวจการการเลือกตั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นหนึ่งใน กกต. เข้าตรวจสอบและกล่าวตักเตือนผู้สมัครว่า “จะเป็น สว. กันอยู่แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะ”
พริษฐ์ตั้งคำถามว่า กกต. ท่านนั้นพบเห็นสิ่งใดที่นำไปสู่การกล่าวตักเตือนและเก็บโพย และหลังจากนั้น กกต. ได้ดำเนินการอย่างไรต่อไป มีการประชุมเพื่อพิจารณาหลักฐานหรือไม่ ได้มีการตรวจสอบความเชื่อมโยงของโพยกับหลักฐานอื่นๆ ในสำนวนหรือไม่ และปัจจุบันโพยดังกล่าวถูกจัดเก็บไว้ที่ใด หาก กกต. ไม่สามารถชี้แจงประเด็นเหล่านี้ได้ และไม่ส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา อาจถูกมองว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการโกง สว.
ส่วนกรณีที่มีข้อโต้แย้งว่าผู้สมัครจากฝั่งประชาชนก็มีการจองโรงแรมล่วงหน้าก่อนวันเลือก สว. ในลักษณะเดียวกัน พริษฐ์ยืนยันว่า การดำเนินคดีต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยหลักฐานในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ไม่ได้มีเพียงเรื่องการจองโรงแรม แต่ประกอบด้วยหลักฐานหลายประเภทที่เชื่อมโยงกัน ทั้งโพยตัวเลข การนัดหมาย การซื้อตั๋วเครื่องบิน และเส้นทางการเงิน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกระทำอย่างเป็นขบวนการ


