×

สหภาพยุโรปกำลังจะมีสมาชิกใหม่? เมื่อ ‘มอนเตเนโกร’ อาจเป็นประเทศถัดไปของ EU

12.05.2026
  • LOADING...
ธงชาติมอนเตเนโกรซ้อนทับกับธงสหภาพยุโรป แสดงถึงความพยายามในการเข้าร่วม EU

กว่า 13 ปี หลังการขยายสมาชิกครั้งล่าสุด ดูเหมือนว่าสหภาพยุโรปกำลังเข้าใกล้การต้อนรับสมาชิกใหม่อีกครั้ง และในครั้งนี้ ประเทศในคาบสมุทรบอลข่านอย่าง ‘มอนเตเนโกร’ ถูกจับตามองในฐานะตัวเต็งที่อาจก้าวเข้าสู่ EU เป็นประเทศถัดไป

 

 
 

เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพจของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้ออกมาเปิดเผยว่า มอนเตเนโกรถือเป็นประเทศผู้สมัครที่มีความคืบหน้าในการเข้าร่วม EU มากที่สุด หลังมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อเริ่มร่าง “สนธิสัญญาการเข้าร่วมสหภาพยุโรป” อย่างเป็นทางการ

 

นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษที่สหภาพยุโรปเดินหน้ากระบวนการลักษณะนี้ หลังจากประเทศโครเอเชีย เข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี 2013 และทำให้ในปัจจุบัน EU มีสมาชิกทั้งหมด 27 ประเทศ หลังสหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปผ่านกระบวนการ Brexit ในปี 2020

 

ปัจจุบัน มอนเตเนโกรสามารถปิดบทเจรจาได้แล้ว 14 บท จากทั้งหมด 33 บท และตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบภายในปี 2028 ซึ่งหากสำเร็จ จะทำให้ประเทศกลายเป็นสมาชิกใหม่ลำดับที่ 28 ของ EU

 

ท่ามกลางบรรยากาศที่สหภาพยุโรปได้เฉลิมฉลอง “วันยุโรป” เมื่อ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา อันเป็นวันครบรอบของ ‘ปฏิญญาชูมัน’ ซึ่งนำไปสู่การรวมยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง วาระการเข้าเป็นสมาชิกของมอนเตเนโกรได้ถูกพูดถึงมากขึ้นเช่นกัน โดยกระทรวงกิจการยุโรปของมอนเตเนโกร ได้ออกมาระบุว่า “ประเทศมอนเตเนโกรกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญสู่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์สูงสุด นั่นคือการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง การทำงานอย่างหนัก และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาสังคมให้สอดคล้องกับคุณค่าของยุโรปและมาตรฐานระดับสูง”

 

ในบทความนี้ THE STANDARD จะพาไปสำรวจสถานการณ์ล่าสุดของมอนเตเนโกรในกระบวนการเข้าร่วมสหภาพยุโรป พร้อมย้อนดูเส้นทางการขยายสมาชิกของ EU ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

ความคืบหน้าในการเข้าเป็นสมาชิก

 

การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาร่วมระหว่างสหภาพยุโรปและมอนเตเนโกร (JCC) ครั้งที่ 22 ได้จัดขึ้นที่กรุงพอดโกรีตซา (Podgorica) เมื่อ 24 เมษายนที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการดังกล่าว เป็นคณะที่ก่อตั้งขึ้นระหว่าง “สหภาพยุโรป” และ “ภาคประชาสังคมของมอนเตเนโกร” อันมีบทบาทเป็นเวทีสะท้อนมุมมองของภาคประชาชนภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่าย

 

Maida Gorčević รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปของมอนเตเนโกร กล่าวว่า การเริ่มต้นร่าง “สนธิสัญญาการเข้าร่วม” ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการเจรจา และเป็นสัญญาณชัดเจนว่าการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของมอนเตเนโกรมีเป้าหมายที่จะบรรลุภายในปี 2028

 

เธอย้ำว่า ภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการเจรจา โดยตัวแทนภาคประชาสังคมได้มีส่วนร่วมในคณะทำงานต่างๆ และช่วยยกระดับคุณภาพของการปฏิรูปและกระบวนการเข้าร่วมโดยรวม

 

ด้าน Riccardo Serri รองหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำมอนเตเนโกร ได้ออกมากล่าวถึงโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ในการเข้าร่วมสหภาพยุโรปของมอนเตเนโกรว่า “มอนเตเนโกรมีโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ในการปิดฉากกระบวนการเข้าร่วมสหภาพยุโรป ซึ่งความคืบหน้าจะขึ้นอยู่กับการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยกระบวนการนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนโดยสถาบันรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคประชาสังคมซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปสร้างประโยชน์อันจับต้องได้ต่อประชาชนและเศรษฐกิจ โดยมีสหภาพยุโรปสนับสนุนอย่างเข้มแข็งในช่วงสุดท้ายนี้”

 

กระบวนการเข้าร่วม “สหภาพยุโรป” มีขั้นตอนอย่างไร

 

ขั้นตอนการเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเกิดขึ้นแบบทันทีทันใด แต่เป็นกระบวนการระยะยาวที่อาจกินเวลานานนับสิบปี เนื่องจากประเทศผู้สมัครต้องปรับมาตรฐานภายในประเทศให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของ EU รวมถึงต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกทั้งหมดทั้ง 27 ประเทศ โดยบางประเทศใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าจะเข้าใกล้เป้าหมายดังกล่าว

 

ขณะที่ “มอนเตเนโกร” เอง ก็เริ่มเส้นทางสู่ EU มาตั้งแต่ปี 2008 จนได้รับสถานะประเทศผู้สมัครในปี 2010 และเริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการในปี 2012 ก่อนจะกลายเป็นประเทศผู้สมัครที่มีความคืบหน้ามากที่สุดในปัจจุบัน

 

สำหรับประเทศใดที่ต้องการจะเข้าร่วมสหภาพยุโรป ในเบื้องต้น ประเทศผู้สมัครต้องผ่าน “เกณฑ์โคเปนเฮเกน” (Copenhagen Criteria) ซึ่งถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 1993 อันได้แก่

 

  • มีสถาบันประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมที่มั่นคง
  • เคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิชนกลุ่มน้อย
  • มีระบบเศรษฐกิจตลาดที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสามารถในการรับมือกับแรงกดดันด้านการแข่งขันของตลาดสหภาพยุโรป
  • สามารถปรับกฎหมายและมาตรฐานให้สอดคล้องกับระบบกฎหมายและกฎระเบียบของสหภาพยุโรป
  • ความสามารถในการรับภาระผูกพันของการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และยึดมั่นในเป้าหมายของสหภาพยุโรป

 

โดยแต่ละประเทศที่ยื่นขอเข้าร่วมสหภาพยุโรปจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวด และผ่านกระบวนการที่รัดกุมเพื่อที่จะได้เป็นรัฐสมาชิก ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า “กระบวนการรับเข้าเป็นสมาชิก” อันมีขั้นตอนหลัก 3 ขั้นตอนได้แก่

 

  • ขั้นตอนที่ 1: สมัครเข้ารับตำแหน่ง

 

ประเทศที่ประสงค์จะเข้าร่วม “ต้องยื่นใบสมัครสมาชิก” ต่อสภาแห่งสหภาพยุโรป จากนั้นสภาจะขอให้คณะกรรมาธิการยุโรปตรวจสอบความสามารถของประเทศผู้สมัครในการปฏิบัติตามเกณฑ์การเป็นสมาชิก

 

ลำดับถัดไป สภาจะทำการตัดสินใจว่าจะให้สถานะเป็น “ประเทศผู้สมัคร” และเริ่มต้นการเจรจาอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปหรือไม่ โดยพิจารณาจากคำแนะนำของคณะกรรมาธิการ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัย “ฉันทมติ” จากสมาชิกใน EU ทั้งหมด กล่าวคือ “รัฐสมาชิกสหภาพยุโรปทุกประเทศต้องเห็นชอบกับการตัดสินใจนี้”

 

กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัด คือกรณีของประเทศ “ยูเครน” ซึ่งได้สมัครเข้าร่วมการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเช่นกัน แต่ในช่วงนั้น วิกโตร์ โอร์บาน อดีตนายกรัฐมนตรีฮังการี เคยเป็นผู้คัดค้านยูเครนอย่างแข็งขัน ขณะที่โรเบิร์ต ฟิโก นายกรัฐมนตรีสโลวาเกีย ก็ได้เรียกร้องให้ใช้เงื่อนไขการเข้าร่วมอย่างเข้มงวด ทำให้ในปัจจุบัน ยูเครนในสายตาผู้เชี่ยวชาญจึงถูกมองว่า ไม่น่าจะเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปได้ภายในปี 2027

 

  • ขั้นตอนที่ 2: เจรจาเรื่องการเป็นสมาชิก

 

ในระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิก ประเทศผู้สมัครจะต้องเตรียมพร้อมที่จะนำกฎหมายและมาตรฐานของสหภาพยุโรปมาใช้ โดยคณะกรรมาธิการจะติดตามความคืบหน้าของผู้สมัครในเรื่องการปฏิรูปเหล่านี้ และแจ้งให้สภาและรัฐสภายุโรปทราบอย่างสม่ำเสมอ

 

  • ขั้นตอนที่ 3: การลงทะเบียน

 

เมื่อการเจรจาเสร็จสิ้น คณะกรรมาธิการจะให้ความเห็นว่าประเทศผู้สมัครพร้อมที่จะเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปหรือไม่ หากพร้อมแล้ว จะมีการจัดทำ “สนธิสัญญาการเข้าเป็นสมาชิก” ซึ่งเอกสารนี้จะระบุรายละเอียดข้อกำหนดและเงื่อนไขของการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของประเทศนั้นๆ เอาไว้

 

จากนั้นสนธิสัญญาการเข้าเป็นสมาชิกจะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมาธิการยุโรป สภายุโรป และรัฐสภายุโรป และจะต้องได้รับการลงนามและให้สัตยาบันโดยรัฐสมาชิกสหภาพยุโรปทั้งหมด ซึ่งประเทศผู้สมัครจะเข้าร่วมสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการในวันที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาการเข้าเป็นสมาชิก

 

การขยายสมาชิกของสหภาพยุโรปในอดีต

 

จาก 6 ประเทศแรกเริ่ม หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สู่สหภาพการเมืองและเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีสมาชิก 27 ประเทศในปัจจุบัน เส้นทางการขยายสมาชิกของสหภาพยุโรปนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มจำนวนประเทศแล้ว ยังเชื่อมโยงกับบริบทโลกในแต่ละยุค ตั้งแต่สมัยสงครามเย็นไปจนถึงการสิ้นสุดของยุคคอมมิวนิสต์

 

  • การขยายสมาชิกครั้งที่ 1 : สหราชอาณาจักร, ไอร์แลนด์ และเดนมาร์ก เข้าร่วม

 

การขยายสมาชิกครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1973 หลังชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) หมดอำนาจ โดยก่อนหน้านั้น เดอโกลเคยคัดค้านการเข้าร่วมของอังกฤษ เพราะมองว่าอังกฤษใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากเกินไป แต่หลังจากเขาลงจากอำนาจ หลายประเทศในยุโรปกลับมองว่าอังกฤษจะช่วยถ่วงดุลอิทธิพลของเยอรมนีภายในประชาคมยุโรปได้ จึงนำมาสู่การขยายสมาชิกครั้งนี้ในที่สุด

 

  • การขยายสมาชิกครั้งที่ 2 : กรีซ เข้าร่วม

 

  • การขยายสมาชิกครั้งที่ 3: โปรตุเกส และสเปน ทยอยเข้าร่วม

 

บริบทในตอนนั้น ได้เกิดการสิ้นสุดของรัฐบาลเผด็จการในยุโรปใต้ และทำให้ประเทศเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย พร้อมกับมีการปฏิรูปเศรษฐกิจให้ทันสมัยมากขึ้น โดยการเข้าร่วมประชาคมยุโรปได้กลายเป็นแรงจูงใจในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง

 

  • การขยายสมาชิกครั้งที่ 4 : ออสเตรีย,สวีเดน และฟินแลนด์ เข้าร่วม

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว “สวิตเซอร์แลนด์” ได้ชะลอการเข้าเป็นสมาชิก เนื่องจากต้องการรักษาสถานะ “ความเป็นกลาง” รวมถึงได้มีความกังวลเกี่ยวกับระบบความลับทางธนาคารของตน ขณะที่ “นอร์เวย์” แม้จะมีการเจรจาเข้าร่วมแล้ว แต่ประชาชนในประเทศกลับลงประชามติ “ไม่เห็นชอบ” ทำให้กระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกต้องหยุดชะงักไป

 

  • การขยายสมาชิกครั้งที่ 5 : ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เอสโตเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย มอลตา โปแลนด์ สโลวาเกีย และสโลวีเนีย

 

ปี 2004 ถือเป็น “การขยายสมาชิกครั้งใหญ่ที่สุด” ของสหภาพยุโรป เมื่อมี 10 ประเทศเข้าร่วมพร้อมกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลาง

 

การขยายสมาชิกครั้งนี้ทำให้ EU กลายเป็น “ตัวแทนของยุโรป” อย่างแท้จริง ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และในทางการเมือง โดยในช่วงนั้น สหภาพยุโรปได้ดำเนินโครงการ PHARE เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศอดีตคอมมิวนิสต์ ผ่านความช่วยเหลือทางการเงินและการปรับโครงสร้างรัฐ

 

มีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้สหภาพยุโรปจะเคยกำหนดเงื่อนไขเข้มงวดเรื่องประชาธิปไตยแก่ประเทศที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก รวมถึงเรื่องของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ แต่ในการขยายสมาชิกครั้งนี้ สหภาพยุโรปกลับมีความเปิดกว้างมากขึ้น โดยมองว่าบางประเทศสามารถปรับตัวหลังเข้าเป็นสมาชิกได้

 

เยอรมนี เป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนการขยายสมาชิกครั้งนี้อย่างมาก เพราะในช่วงสงครามเย็น เยอรมนีถือเป็น “กำแพงแนวหน้า” กั้นระหว่างยุโรปตะวันตกกับตะวันออก จึงอาจมองว่า การรวมยุโรปตะวันออกเข้าสู่ EU จะช่วยลดแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ได้

 

  • การขยายครั้งที่ 6 : บัลแกเรียและโรมาเนีย เข้าร่วม

 

  • การขยายครั้งที่ 7 : โครเอเชีย เข้าร่วม

 

และหลังจากรอคอยมานานกว่าทศวรรษ ต่อจากนี้ มอนเตเนโกรจะสามารถก้าวขึ้นเป็นสมาชิกใหม่ลำดับที่ 28 ของสหภาพยุโรปได้จริงหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ภาพ: patrice6000, NanamiOu via ShutterStock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising