งานรุม นอนน้อย พักไม่พอ และยังต้องรับมือกับความเครียดต่อเนื่องวนลูปไปทุกวัน เราเชื่อว่าใครหลายคนคงต้องเคยเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้จนเกิดภาวะ ‘Burnout’ หรือหมดไฟ แต่ถ้าสังเกตให้ลึกลงไปอีกนิด นอกจากร่างกายที่เหนื่อยไร้เรี่ยวแรงแล้ว ผิวก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วย จากที่เคยดูสดใสกลับดูหมอง แห้ง โทรม สีผิวกระดำกระด่าง แต่งหน้าทีไรรองพื้นบ้วนไม่หยุด ทั้งนี้ก็เพราะผิวก็มีภาวะเบิร์นเอาต์ได้เช่นกัน
ประเด็นสำคัญ
คำว่า ‘Skin Burnout’ ไม่ใช่ศัพท์ทางการแพทย์แต่อย่างใด แต่เป็นคำที่ใช้อธิบายสภาวะที่ผิวดูเหนื่อยล้าและขาดความสดใส ซึ่งสามารถเกิดขึ้นควบคู่กับช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจต้องรับความเครียดสะสม
เมื่อผิวเริ่มส่งสัญญาณว่าไม่ไหว
ในวันที่ร่างกายต้องรับมือกับทั้งความเครียด การนอนน้อย มลภาวะ แสงแดด และปัจจัยจากไลฟ์สไตล์ การดูแลผิวจึงอาจไม่ได้จบอยู่แค่การเติมความชุ่มชื้นหรือทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น แต่เริ่มขยับไปสู่การทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับผิวในระดับที่ลึกกว่านั้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ช่วงหลังวงการสกินแคร์ให้ความสนใจกับนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานและการสื่อสารระหว่างเซลล์มากขึ้น และหนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ ‘Exosome’
Exosome คืออะไร?
เชื่อว่าหลายคนคงเข้าใจว่า Exosome คือส่วนผสมที่นำมาฉีดผิวด้วยความไฮป์จากวงการ K-Beauty แต่ที่จริงแล้ว Exosome ไม่ใช่ส่วนผสม แต่เป็น ‘Extracellular Vesicle’ หรือถุงหุ้มขนาดเล็กที่เซลล์ปล่อยออกมา
หมอจั๊ด – ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านตจวิทยา (ผิวหนัง) จากโรงพยาบาล MedPark อธิบายกลไกของ Exosome ให้เข้าใจง่ายว่า Exosome ทำหน้าที่คล้าย ‘ซองจดหมายส่งข้อความ’ ระหว่างเซลล์ เพราะเซลล์ในร่างกายไม่สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาพูดได้ จึงต้องอาศัยกลไกในการส่งต่อข้อความจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง โดย Exosome ทำหน้าที่เป็นถุงที่บรรจุข้อความเหล่านั้นเอาไว้
“เซลล์นี้จะสั่งให้เซลล์นี้ทำงานได้อย่างไร มันก็ต้องมีตัวนำข้อความ” หมอจั๊ดกล่าว

แม้ว่า Exosome จะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ภาพรวมของหลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัด ทั้งจำนวนการศึกษาในมนุษย์ที่ยังไม่มาก รูปแบบการศึกษาที่แตกต่างกัน ระยะเวลาติดตามที่ค่อนข้างสั้น รวมถึงกระบวนการสกัดและการผลิตที่ยังมีความแตกต่างกัน
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่ “Exosome ดีจริงไหม?” แต่เป็น “Exosome มาจากไหน ผลิตอย่างไร และมีหลักฐานรองรับมากแค่ไหน?” โดยเฉพาะเรื่องแหล่งที่มา เพราะ Exosome ที่นำมาศึกษาในปัจจุบันมีทั้งจากมนุษย์ สัตว์ และพืช ซึ่งแต่ละแหล่งก็มีข้อจำกัดแตกต่างกันไป โดยหมอจั๊ดอธิบายถึงข้อจำกัดของ Exosome จากมนุษย์และสัตว์ว่า
“ถ้าเราทำ Exosome จากมนุษย์เนี่ย น่าจะดีที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญคือ มันมีกฎเกณฑ์ในงานวิจัยเยอะแยะมากมาย เรื่องของจริยธรรม แล้วที่สำคัญคือ Exosome จากคนหรือสัตว์ มันจะได้ผลิตภัณฑ์น้อย”
ขณะที่ Exosome จากพืชมีข้อได้เปรียบในแง่ของการวิจัยและการผลิตในปริมาณมาก
“Exosome จากพืช อย่างแรกคือ เราสามารถทำการวิจัยและผลิตได้เต็มที่ เพราะมันไม่มีจริยธรรมสำหรับพืช ดังนั้นจะเห็นว่างานวิจัยอันนี้จะได้โปรดักต์ที่ดี ได้ Exosome ที่เยอะ เราสามารถทำได้เต็มที่จากพืช”
ด้วยข้อได้เปรียบดังกล่าว Exosome จากพืชจึงถูกนำมาศึกษาและพัฒนาต่อสำหรับการใช้งานด้านสกินแคร์ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้แหล่งที่มาจากพืชไม่ได้แปลว่าคุณภาพจะชนะเลิศยืนหนึ่ง ด้วยปัจจัยการควบคุมกระบวนการสกัด การทำให้บริสุทธิ์ การผลิต และการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติสม่ำเสมอ
แล้วองค์ความรู้เรื่อง Exosome ที่กำลังถูกศึกษานี้ ถูกนำมาต่อยอดในโลกของสกินแคร์อย่างไร? หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือการนำองค์ความรู้จากด้าน Cell Therapy มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
จากองค์ความรู้ด้าน Cell Therapy สู่สกินแคร์
แนวคิดเรื่องการสื่อสารระหว่างเซลล์นี้ถูกนำมาต่อยอดใน Helena Rubinstein Powercell Skinmunity [EXO] Serum เซรั่มขวดเขียวสูตรใหม่ซึ่งถูกพัฒนาร่วมกับ Dr. Hong แพทย์ผู้ชำนาญด้าน Cell Therapy และเป็นผู้ก่อตั้ง Clinique HUS,HU คลินิกเสริมความงามในกรุงโซล
View this post on Instagram
สิ่งที่น่าสนใจคือเทคโนโลยี [EXO]SAM™ ที่ผสาน [EXO]Samphires สารสกัดจาก Samphire พืชที่พบได้บริเวณชายฝั่งฝรั่งเศสเข้ากับส่วนผสมที่ทำงานเสริมกันอย่าง Proteasyl Peptides, Vitamin CG และ Niacinamide

[EXO]Samphires เป็นหัวใจของเทคโนโลยีดังกล่าว ขณะที่ Proteasyl Peptides ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยดูแลกระบวนการผลัดเปลี่ยนและโครงสร้างของผิว ด้าน Vitamin CG ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินซี มีคุณสมบัติด้าน Antioxidant และช่วยดูแลเรื่องความกระจ่างใส ส่วน Niacinamide ที่เราคุ้นเคยกันดี ทำหน้าที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวและดูแลผิวที่มีแนวโน้มแดงง่าย

ท้ายที่สุดแล้ว การดูแลผิวในช่วงที่รู้สึกว่า ‘หมดไฟ’ อาจไม่ได้จบลงที่การพึ่งพาสกินแคร์เพียงอย่างเดียว เพราะผิวที่ดูเหนื่อยอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชวนให้เรากลับมามองภาพใหญ่ว่า ช่วงนี้เรานอนพอหรือยัง กินดีหรือไม่ หรือจัดการกับความเครียดได้มากน้อยแค่ไหน เพราะบางครั้ง สิ่งที่ผิวต้องการอาจไม่ใช่แค่การบำรุง แต่คือการที่เจ้าของผิวได้พักบ้างเหมือนกัน
อ้างอิง:
ภาพ: Courtesy of the Brand

