พฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดคลินิกความงามของไทยเปลี่ยนแปลงชัดเจนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ลูกค้ามักเริ่มเข้าคลินิกในวัย 30 ปีขึ้นไปเพื่อแก้ไขริ้วรอย ปัจจุบันลูกค้าวัย 20 ปีก็เริ่มเข้าคลินิกเพื่อดูแลผิวก่อนเกิดปัญหา
ประเด็นสำคัญ
เจตบดินทร์ ประกูนภาษาพันธ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Aura Wellness ระบุอีกว่า พฤติกรรมที่เปลี่ยนของผู้บริโภคได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียที่ทำให้คนตระหนักถึงข้อได้เปรียบทางรูปลักษณ์ (Beauty Privilege) ส่งผลให้ฐานลูกค้าของ Aura Wellness ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาขยายจากกลุ่มอายุ 20-30 ปี มาเป็น 20-40 ปี (Gen Y และ Gen Z) ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และเริ่มขยายไปยังกลุ่ม 40-60 ปีเพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับการขยายตัวของตลาด โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2568 มูลค่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยอยู่ที่ราว 75,200 ล้านบาท เติบโต 1.6% เทียบปีก่อน ขณะที่ปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องราว 1.0%
ต่างชาติเดินทางมาใช้บริการในไทย ดันตลาด Medical Tourism เติบโต
นอกเหนือจากคนไทยแล้ว พบว่าลูกค้าต่างชาติก็เข้ามาใช้บริการความงามที่ไทยมากขึ้น โดย T-Beauty และ Clean Beauty ของไทยกำลังเป็นที่นิยมในระดับโลก ลูกค้าต่างชาติไม่ได้บินมาเพื่อท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งใจบินมาใช้บริการและกลับมาใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง
“T-Beauty มีความยืดหยุ่นและรองรับความหลากหลาย ได้เหนือกว่า K-Beauty ซึ่งมักจะมีรูปแบบความงามที่เฉพาะเจาะจงและตายตัวเกินไป T-Beauty ของเราสามารถปรับแต่งให้เข้ากับทุกสีผิว, โครงหน้า, เพศสภาพ และตอบโจทย์กลุ่ม LGBTQ+ ได้”
ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ระบุว่า ในปี 2569 ททท. จะเดินหน้ารุกตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีการใช้จ่าย 107,662 บาทต่อคนต่อทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 102.67% โดยไทยมีจุดแข็งเรื่องสถานพยาบาลมาตรฐานระดับโลก ได้รับการรับรองจาก JCI (Joint Commission International) มากถึง 61 แห่ง ราคาต่ำกว่าประเทศตะวันตก 30-70% และมีสถานพยาบาลครอบคลุมทั่วประเทศมากกว่า 500 แห่ง
ในปี 2568 ไทยคาดว่าจะมีรายได้จากตลาด Health Tourism ราว 1.25 แสนล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 5.8 แสนคน คิดเป็นสัดส่วน 1.74% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด โดยประเทศที่นิยมเดินทางมารักษาในไทยมาจากกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น กาตาร์ โอมาน และคูเวต กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น บังกลาเทศ
สำหรับ Aura Wellness เจตบดินทร์ ระบุว่าสิ่งที่ทำแตกต่างจากที่อื่นคือ เราไม่ได้ใช้ระบบเอเจนซี่ แม้จะเคยศึกษาโมเดลนี้ แต่พบว่ามีการเก็บค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างสูง จึงเลือกใช้วิธี Direct Marketing เจาะเข้าถึงลูกค้า ซึ่งนอกจากจะบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่ากว่าแล้ว ยังสามารถสร้างประสบการณ์แบบ Personal Touch เข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง
ปัจจุบัน Aura Wellness ดำเนินงานผ่าน 3 แบรนด์ในเครือ ได้แก่
- Aura Bangkok Clinic ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มีรายได้ระดับ 30,000 บาทขึ้นไป ซึ่งตลาดยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมี 19 สาขา
- Aura Xpress แบรนด์ใหม่ที่เปิดตัวในปี 2568 ออกแบบมาเพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบริการคุณภาพแต่มีงบประมาณจำกัดในระดับหลักพันบาท ใช้โมเดลไม่มีพนักงานขาย ซึ่งได้รับการตอบรับดีจนสามารถสร้างยอดขายเกือบ 200 ล้านบาทได้ภายในเวลาเพียง 3 ไตรมาสแรก ปัจจุบันมี 6 สาขา
- AURASOL Wellness & Spa มี 1 สาขา
เจตบดินทร์เปรียบเทียบโมเดลธุรกิจของทั้งสองแบรนด์ว่า Aura Bangkok Clinic เป็นเสมือนสายการบินแบบ Full Service ส่วน Aura Xpress คือสายการบิน Low Cost ที่เน้นความกระชับและคล่องตัว โดยทั้งสองแบรนด์ใช้ทีมแพทย์มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งมี Aura Training สำหรับฝึกอบรมพนักงานของเครือ และใช้ประโยชน์จาก Economy of Scale ในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ร่วมกัน
เปิดสาขาแรกในต่างจังหวัดที่อุดรธานี
ผลประกอบการของ Aura Wellness ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้ปี 2564 อยู่ที่ 161 ล้านบาท เพิ่มเป็น 324 ล้านบาทในปี 2565, 740 ล้านบาทในปี 2566, 1,210 ล้านบาทในปี 2567 และแตะ 1,746 ล้านบาทในปี 2568 คิดเป็น CAGR ของรายได้ในช่วง 4 ปีที่ 81% ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มจาก 123 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 214 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโต 74%
นอกจากการเติบโตจากการเปิดสาขาใหม่ ยอดขายของสาขาเดิม (Same Store Growth) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ก็เติบโต 12% เทียบปีก่อน ส่วนยอดขายต่อสาขาของ Aura Bangkok Clinic ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดถึง 3 เท่า
ด้านทำเล Aura Wellness ใช้กลยุทธ์ออนไลน์ในการสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือ ทำให้ลูกค้าตั้งใจมาใช้บริการโดยตรง ไม่ต้องพึ่งทำเลที่มีคนเดินผ่านไปมามาก นี่คือเหตุผลที่ทำให้สามารถเปิดสาขาในพื้นที่ที่ไม่จำเป็นต้องสะดุดตา เช่น การเปิดคลินิกบนชั้น 21 ของอาคารสำนักงาน หรือการเช่าพื้นที่นอกห้างสรรพสินค้า
ขณะเดียวกันเริ่มต้นเจาะตลาดระดับภูมิภาคที่ภาคอีสานเป็นหลัก เช่น ที่อุดรธานีและขอนแก่น โดยสาเหตุที่เราเลือกเปิดสาขาที่อุดรธานีเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพราะมองว่าแม้จะเป็นเมืองรองแต่เห็นกำลังซื้อที่ซ่อนอยู่ อีกทั้งสามารถหาทำเลทองในคอมมูนิตี้มอลล์ท้องถิ่นที่ควบคุมต้นทุนค่าเช่าในระยะยาวได้ดีกว่าการอยู่ในห้างสรรพสินค้า
“ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด เราเชื่อมั่นว่าผู้เล่นรายใหญ่ที่มีศักยภาพย่อมได้เปรียบกว่าผู้เล่นรายเล็ก ทั้งในแง่ของงบประมาณการตลาดที่เข้าถึงเป้าหมายได้ และโครงสร้างระบบการฝึกอบรมกับการบริการ”
ตั้งเป้าถึง 30 สาขาในปีนี้
ล่าสุด Aura Wellness ได้รับการลงทุนจาก Fullerton Thai Private Equity Fund กองทุนจากสิงคโปร์ที่ลงทุนในบริษัทไทยไปทั้งสิ้น 10 แห่ง โดย Aura Wellness เป็นรายสุดท้ายที่กองทุนเลือกลงทุนจนปิดกอง เป็นการซื้อหุ้น 2.857% จากเจตบดินทร์ จึงไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารและผู้ถือหุ้นหลักที่ยังคงเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งเดิม
ตัวแทนของ Fullerton ระบุเหตุผลในการเลือกลงทุนใน Aura ว่ามาจากศักยภาพของอุตสาหกรรม Beauty and Wellness ที่เป็น New Economy ของไทยซึ่งตอบโจทย์ Global Demand, ความสามารถในการสร้างแบรนด์ในตลาดที่แข่งขันสูง และทีมผู้บริหารที่บริหารอย่างเป็นระบบ
เจตบดินทร์ ประกูนภาษาพันธ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Aura Wellness ระบุว่าสิ่งที่ Aura ได้รับจากดีลนี้คือ “ความน่าเชื่อถือและเครือข่ายระดับโลก”
ในปี 2569 Aura Wellness วางงบลงทุนหลักหลายร้อยล้านบาทเพื่อเปิดสาขาใหม่ 4-7 สาขาต่อแบรนด์ ขึ้นอยู่กับทำเลและโอกาส โดยในระยะนี้โฟกัสการขยาย Aura Xpress ก่อน ตั้งเป้าจบปีนี้ด้วยจำนวนสาขารวมประมาณ 30 แห่ง จากเริ่มต้นปีที่ 22 สาขา ขณะที่เป้าหมายระยะยาวคือการมีสาขารวม 50 แห่ง
ท้ายที่สุดนี้ สำหรับแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ที่เดิมวางแผนในปี 2571 ปัจจุบันนั้น เจตบดินทร์ระบุว่ายังอยู่ในช่วงการศึกษา โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าต้องมีรายได้ถึงจุดใดจุดหนึ่งจึงจะพร้อมเข้าตลาด แต่มองว่า IPO คือเครื่องมือสำคัญในการระดมทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นจะ IPO ก็ต่อเมื่อโครงสร้างทีมงานและผู้บริหารมีความแข็งแกร่งและพร้อมที่สุดในการนำเงินลงทุนไปขยายกิจการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
เบื้องต้นนอกจากขยายสาขาในไทยแล้ว Aura Wellness จะมุ่งเน้นการดึงลูกค้าต่างชาติเข้ามาใช้บริการในประเทศไทยเป็นหลัก เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานในไทยทั้งบุคลากรทางการแพทย์และการบริหาร ซึ่งตอบโจทย์กว่าการออกไปเปิดสาขาในต่างประเทศ
อ้างอิง:
- https://kmc.exim.go.th/detail/economy-news/20251128090157
- https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Th-Cosmetic-plastic-surgery-IAO147-FB-2025-09-22.aspx

