×

K-Beauty อิ่มตัว สู่ยุคทอง T-Beauty! ดันมูลค่าตลาดความงามไทยจ่อแตะ 3.26 แสนล้านบาท ชี้คนรุ่นใหม่ใช้ ‘เลเซอร์’ มากกว่า Botox-ฟิลเลอร์

18.05.2026
  • LOADING...
ผู้หญิงกำลังรับบริการเลเซอร์บำรุงผิวในคลินิกความงาม สะท้อนเทรนด์ T-Beauty ที่เติบโตและคนรุ่นใหม่นิยมการทำเลเซอร์มากกว่า Botox-ฟิลเลอร์

อุตสาหกรรมความงามและเวลเนสของไทย หรือ T-beauty กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาทอง โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของไทย คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะแตะ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.26 แสนล้านบาท) ภายในปี 2030 จากอัตราการเติบโต 5% ต่อปี

 

แม้ตัวเลขจะเล็กกว่าเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ โดยจีนครองอุตสาหกรรมความงามมูลค่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.45 ล้านล้านบาท) ตามมาด้วยญี่ปุ่น 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 9.14 แสนล้านบาท) และเกาหลีใต้ ผู้นำด้าน K-beauty 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.24 แสนล้านบาท) แต่ไทยกำลังหาช่องเจาะตลาดเฉพาะของตัวเอง จากการผสมจุดแข็งหลายด้าน

 

ความเชี่ยวชาญครบครัน-ราคาเอื้อมถึง ดึงดูดลูกค้าระดับโลก

 

ขุมพลังของ T-beauty คือการรวมความเชี่ยวชาญและบริการด้านความงามที่ครบครัน, ต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่ามหานครตะวันตก และฐานลูกค้าระดับโลกที่เดินทางมาเพื่อรับแสงแดด, อาหารรสจัด รวมถึงการ ‘อัปเกรดผิวพรรณ’

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคลินิก The Demis ในกรุงเทพฯ ของ หมอโจ้ หรือ นพ.ดิสพงศ์ ปณิฐาภรณ์ แพทย์ผิวหนังชั้นนำ ที่มีลูกค้าระดับเซเลบโลก ทั้ง คิม คาร์เดเชียน, กวินเน็ธ พัลโทรว์ และ แจ็คสัน หวัง โดยปัจจุบันคิวรับการรักษาที่คลินิกของเขายาวกว่า 2 เดือน ขณะที่ลูกค้าผู้มีฐานะบางรายถึงขั้นบินตรงมากรุงเทพฯ เพียงไม่กี่ชั่วโมงเพื่อเข้ารับการทำหัตถการ

 

คอร์สเลเซอร์ฟื้นฟูผิวที่คลินิกเริ่มต้นราว 1,000 ดอลลาร์ (ราว 32,630 บาท) และสามารถสูงถึง 3,000 ดอลลาร์ (ราว 97,890 บาท) ซึ่งแม้ราคาดูสูง แต่ยังถูกกว่าลอนดอนหรือนิวยอร์กหลายเท่า

 

เทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยน หนุนจุดต่างของ T-beauty ไทย

 

แรงผลักดันสำคัญที่หนุน T-beauty มาจากเทรนด์ผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนทิศ

 

“เทรนด์โดยรวมเปลี่ยนจากต่อต้านริ้วรอยไปสู่การดูแลผิวให้คงความอ่อนเยาว์ ป้องกันและบำรุงรักษา มากกว่าการแก้ไขหรือซ่อมแซม” หมอโจ้ระบุ พร้อมเสริมว่า คนรุ่นใหม่ในวัย 20 ตอนกลาง กำลังถอยห่างจากการศัลยกรรมและการฉีดฟิลเลอร์ ไปหาทางเลือกที่เป็นธรรมชาติมากกว่า

 

“แพทย์ผิวหนังต่างจากศัลยแพทย์พลาสติก ศัลยแพทย์สามารถเปลี่ยนคุณได้ แต่หน้าที่ของเราไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบหวือหวา” หมอโจ้กล่าวเพิ่ม

 

ส่งผลให้กระแสจาก Botox และฟิลเลอร์ริมฝีปาก เริ่มเปลี่ยนไปทางเลเซอร์ที่ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่าและกระทบผิวน้อยกว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอินฟลูเอนเซอร์ที่ชูเรื่องเครื่องสำอางเฉพาะบุคคล

 

รวมถึงความกังวลด้านความปลอดภัย จากหัวข้อข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตจากกระแสรุนแรง อย่าง ‘looksmaxxing’ หรือเทรนด์ปรับโฉมตัวเองตามคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ออนไลน์, การฉีดยาลดน้ำหนักที่ไม่ได้รับอนุญาต และการฉีดฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

 

“คำที่สำคัญที่สุดคือ ‘เพียงพอ’ คุณต้องรู้ว่าเมื่อไหร่และอะไรคือเพียงพอ ต้องใช้เวลา ไม่มีทางลัด นี่คือการดูแลผิวอย่างจริงจัง” หมอโจ้กล่าว

 

ขณะที่จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ครองตลาดความงามในเอเชียมายาวนาน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเริ่มเข้ามาแบ่งฐานลูกค้า ด้วยจุดขายเรื่องราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า โดยกระแสการเดินทางไปทำความงามที่นครโฮจิมินห์และกรุงเทพฯ หรือที่เรียกกันว่า ‘ทัวร์ Glow Up’ กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของเอเชียที่มีกำลังจ่าย ขณะที่แบรนด์ T-beauty อย่าง Panpuri และ Gravich ก็เริ่มขายดีทั่วภูมิภาค

 

จุดที่ไทยทำได้ดีกว่าคู่แข่งคือ การปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับรายบุคคล เนื่องจากคนไทยไม่ได้มีโทนสีผิวหรือรูปหน้าแบบเดียวกันเหมือนคนเอเชียตะวันออก อุตสาหกรรมจึงต้องออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้รองรับความหลากหลายนี้

 

“ตอนนี้เราอยู่ในยุคทองของวงการความงามไทย” นุชาตา สุขแก่ง หรือที่รู้จักกันในวงการคือ ‘มายด์’ ช่างแต่งหน้าที่คลิปสอนแต่งหน้าบนช่อง TikTok ‘mindmakeup’ ของเธอเป็นไวรัล กล่าว พร้อมเสริมว่า “K-beauty มีช่วงเวลาของมัน แต่ดูเหมือนกำลังเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว มาตรฐานความงามเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลายมากขึ้น”

 

นุชชาตา ผู้จบสถาปัตยกรรมศาสตร์ก่อนเปิดสตูดิโอแต่งหน้าของตัวเอง เคยร่วมงานกับนักแสดงและนักร้องบนหน้าจอไทย รวมถึงซีรีส์ Girls Love (GL) และ Boys Love (BL) ที่มีฐานแฟนคลับตั้งแต่บราซิลถึงจีน ระบุว่า ความงามแบบไทยมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน

 

“Korean beauty เน้นลุคที่นุ่มนวลและละมุน แต่หากมองในมุมของเอเชีย ความงามแบบไทยจะอยู่ตรงกลาง เรามีลักษณะแบบเอเชีย แต่โครงหน้าของเราแบนกว่าคนตะวันตก และคมลึกกว่าคนเกาหลี จุดนี้ทำให้ความงามแบบไทยมีเอกลักษณ์ของตัวเอง”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.63 บาท ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ: ME Image / Shutterstock

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories