ทุกคนมี Routine ของตัวเอง มี Playlist ส่วนตัว มีมุมฝึกสมาธิที่ไม่ต้องมีใครรบกวน แต่กลางกรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่หนึ่งที่ทุกคนมาทำสิ่งเดียวกัน พร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน โดยไม่มีใครนัดใคร นั่นคือลานเต้นแอโรบิกในสวนลุมพินี พื้นที่แห่งนี้เปิดไฟตั้งแต่ตี 5 รอคนมาตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง
สิ่งที่น่าสนใจคือทำไมคนเหล่านั้นถึงกลับมาทุกวัน ทั้งที่บางคนบอกว่าตัวเองไม่ได้รักการเต้น ไม่ได้เก่งเต้น แต่รู้สึกดีขึ้นและได้รับการฮีลใจทุกครั้งที่มา ซึ่งคำตอบอาจไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย แต่เป็นเรื่องที่ชุบชูใจมากกว่าที่คิด
ทำไมการเต้นพร้อมกันถึงทำให้รู้สึกดีกว่าการเต้นคนเดียว
มีปรากฏการณ์ที่นักประสาทวิทยาเรียกว่า Entrainment หรือการที่ร่างกายของเรา Sync เข้าหากันโดยอัตโนมัติเมื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ หรือการเคลื่อนไหว เมื่อเราเต้นพร้อมกับคนอื่นในจังหวะเดียวกัน สมองจะหลั่ง Endorphin และ Oxytocin มากกว่าการออกกำลังกายเพียงลำพัง งานวิจัยจาก Oxford University ในปี 2011 พบว่า Synchronized Movement หรือการเคลื่อนไหวพร้อมกันเพิ่ม Pain Threshold ได้จริง ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ Social Bonding ระหว่างมนุษย์
พูดง่ายๆ คือ ร่างกายเราถูกออกแบบมาให้รู้สึกดีกว่าเมื่อเคลื่อนไหวร่วมกับคนอื่น และลานแอโรบิกสวนลุมฯ ทำสิ่งนั้นได้โดยไม่ต้องเรียกมันว่าอะไรเลย
ลานแอโรบิกคือ Third Place ที่หายากมากในกรุงเทพฯ
นักสังคมวิทยาชื่อ Ray Oldenburg เคยอธิบาย Third Place ว่าคือสถานที่ที่ไม่ใช่บ้าน (First Place) และไม่ใช่ที่ทำงาน (Second Place) แต่คือพื้นที่ที่ทำให้เราได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่ต้องการอะไรจากเราล่วงหน้า
ลานเต้นแอโรบิกในสวนลุมฯ คือ Third Place แบบที่กรุงเทพฯ หายากมากๆ ที่แห่งนี้เปิดกว้าง โอบรับทุกคน ไม่มีใครถามว่าคุณเป็นใคร มาจากไหน และเต้นเก่งแค่ไหน ทุกคนพร้อมใจมายืนเรียงกันในแถวที่ไม่มีใครกำหนด ปล่อยใจ ปล่อยจอยเคลื่อนไหวตามผู้ฝึกสอนที่อยู่ข้างหน้า แล้วก็ค่อยๆ ลืมไปว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไรอยู่ก่อนที่จะมาถึงที่นี่
เมื่อ Movement กลายเป็น Moving Meditation
สิ่งที่ทำให้การเต้นแอโรบิกต่างจากการนั่งสมาธิคือวิธีนี้ไม่ได้ขอให้เราหยุดคิด แต่เป็นการดึงความสนใจของสมองไว้กับจังหวะดนตรีและการประสานงานของร่างกาย จนไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับ Mental Chatter ที่สะสมมาตลอดวัน สภาวะนี้ใกล้เคียงกับที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Flow State ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองอยู่ในความสมดุลระหว่างความท้าทายและความสามารถพอดีจนทำให้เราหลงลืมตัวเองไป
ซึ่งถ้าลองสังเกตดูจะพบว่าคนที่มาเต้นที่สวนลุมฯ ส่วนใหญ่ไม่ได้มาเพื่อลดน้ำหนัก หลายคนมาเพื่อหยุดพัก แม้จะเรียกมันไม่ออกว่าหยุดพักจากอะไร
สิ่งที่เมืองสอนไม่ได้ แต่ลานแอโรบิกสอนได้
ภาระหน้าที่ของคนเมืองหลายๆ คน อาจจะเหมือนกัน คือถูกวัดด้วย Performance และ Progress แต่การได้มายืนเคลื่อนไหวพร้อมคนแปลกหน้าโดยไม่มีใครสนใจว่าคุณเต้นถูกหรือผิด คือสิ่งที่หาได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ ลานนี้ไม่มีการจับผิด ไม่มีเมนเทอร์ ไม่มีใครจับเวลา ไม่มีใครให้คะแนน มีแค่เสียงเพลงที่เปิดซ้ำจนบางคนจำได้หมด และร่างกายที่ค่อยๆ อุ่นขึ้นจากการเคลื่อนไหว เราคิดว่านี่คือสิ่งที่คนเมืองต้องการไม่ใช่ Wellness Program ที่ดีกว่า แต่คือพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ต้องการอะไรพิเศษ ก็มาได้ แถมยังได้รอยยิ้มและความสุขกลับบ้านไปด้วย









