×

แชมป์ยุโรป 2 สมัยติด เปิดวิธีสร้างสุดยอดทีมเปแอสเช ฉบับหลุยส์ เอ็นริเก

31.05.2026
  • LOADING...
หลุยส์ เอ็นริเก กุนซือเปแอสเช กำลังฉลองชัยชนะกับลูกทีม

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นชัยชนะที่สวยหรูอะไรนัก รูปเกมในสนามก็ไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจ เราแทบไม่ได้เห็นลีลาความมหัศจรรย์ของผู้เล่นที่คาดหวังจะได้เห็น

 

แต่อย่างน้อย ‘เปแอสเช’ ปารีส แซงต์-แชร์แมง ทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้อีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ยุโรป ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากที่โชว์ความแกร่งของจิตใจในการดวลจุดโทษเฉือนเอาชนะ อาร์เซนอล ได้อย่างหวุดหวิด

 

ความสำเร็จของทีมจากฝรั่งเศสในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ และไม่ได้เป็นแค่ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่ง

 

แต่มันคือตราประทับสำหรับหลุยส์ เอ็นริเก ผู้เปลี่ยนแปลง DNA ของสโมสรฟุตบอลที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่แหล่งรวมตัวของเหล่านักเตะซูเปอร์ สตาร์ท ที่มาเพื่อเงินตรามากกว่าความสำเร็จ ให้กลายเป็นทีมที่นอกจากจะกระหายชัยชนะแล้วยังกลายเป็นสุดยอดทีมที่แฟนบอลทั่วโลกต่างพร้อมจะปันใจเพื่อเฝ้าดูการเล่นสุดมันของพวกเขา

 

กุนซือชาวสเปนคนนี้มีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น?

 

เอ็นริเก ไม่ใช่ตัวเลือกที่ถูกมองว่าใช่นักสำหรับเปแอสเช หลังจากที่เขาได้รับการทาบทามให้มารับตำแหน่งนายใหญ่คนใหม่แห่งปาร์ค เดส์ แพรงซ์ เมื่อปี 2023

 

ก่อนหน้านี้ทีมอันดับหนึ่งแห่งนครหลวงของความรัก Paris je t’aime เคยพยายามมาแล้วมากมายกับยอดกุนซือหลายต่อหลายคน

 

คาร์โล อันเชล็อตติ, โลร็องต์ บลองก์, อูไน เอเมรี, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน, และโธมัส ทูเคิล

 

ไม่ใช่คนเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอย่างน้อยการคว้าแชมป์รายการภายในประเทศไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักสำหรับสโมสรที่มีเงินทุนมหาศาลมากที่สุดและมีขุมกำลังที่เหนือกว่าทีมอื่นไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

 

แต่ไม่มีสักคนที่จะสามารถสร้างทีมในฝันแบบที่ คัลดูล อัล-เคไลฟี นายเหนือหัวแห่ง Qatar Sports Investment (QSI) ทุนที่อยู่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของเปแอสเช หลังเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการของสโมสรแห่งนี้เมื่อ 15 ปีก่อนอยากเห็น

 

ทีมที่เล่นฟุตบอลได้ ไม่ใช่แค่ดี แต่มหัศจรรย์ และเป็นที่รักของแฟนบอลทุกคน

 

ตลอดการเดินทาง 15 ปี เปแอสเช ไม่ได้ลงทุนแค่กับการเฟ้นหาโค้ชในระดับหัวแถว พวกเขาลงทุนกับนักเตะอย่างมหาศาล ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังตบเท้าเข้ามาอยู่ในรั้วของเปแอสเชนับไม่ถ้วน เป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเหมือนในเพลง A Sky Full of Stars ของ Coldplay

 

ยกตัวอย่าง เช่น

 

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, เอดินสัน คาวานี, อังเคล ดิ มาเรีย, มาร์โก แวร์รัตติ ในระลอกแรก

 

เนย์มาร์ และคิลียัน เอ็มบัปเป เขย่าวงการด้วยค่าตัวแพงที่สุดของโลกฟุตบอลจนถึงปัจจุบัน

 

แม้แต่ลิโอเนล เมสซี ก็เคยมาอยู่ที่นี่

 

ในหลายครั้งหลายช่วงเวลาที่เปแอสเชเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ดูเหมือนพวกเขาจะยังขาดบางสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นทีมที่จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกฟุตบอล

 

มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสามารถเฉพาะตัว ไม่ใช่แค่เรื่องของแท็กติกการเล่น แต่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นคือเรื่องวัฒนธรรมในองค์กร

 

มันคือสิ่งที่อาธอส, ปอร์ธอส, อารามิส และดาตาญังน้อยชูดาบขึ้นฟ้าแล้วบอกว่า ‘Unus pro omnibus, omnes pro uno’

 

All for one, one for all

 

สำหรับเอ็นริเก เขาเองก็รับรู้ถึงปัญหาภายในสโมสรของเปแอสเชเป็นอย่างดี และ ยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่านี่ก็ไม่ใช่สโมสรสำหรับเขาเหมือนกัน เพราะแนวทางฟุตบอลของเขาไม่ได้เน้นการพึ่งพานักเตะในระดับซูเปอร์สตาร์ แต่เน้นในเรื่องของทีมเวิร์ก

 

ถึงเขาจะเคยคุมบาร์เซโลนาที่มี ‘MSN’ เมสซี-ซัวเรซ-เนย์มาร์ ซึ่งยิงประตูไปกว่า 363 ประตูใน 3 ฤดูกาลที่พวกเขาร่วมเล่นด้วยกัน และเคยพิชิตแชมป์ยูโรปมาแล้วในปี 2015 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะอยากได้ทีมที่มี เนย์มาร์-เมสซี-เอ็มบัปเป อยู่ด้วยกันอีก

 

แต่หลังการพูดคุยกันและได้รับการยืนยันจากเปแอสเชว่า แนวทางของสโมสรจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว นับจากนี้เปแอสเชจะไม่ได้เป็นทีมที่เน้นซื้อซูเปอร์สตาร์อีกต่อไป ก็ทำให้เอ็นริเกเริ่มใจอ่อน และตกปากรับคำในที่สุด

 

เปแอสเชไม่ได้พูดปากเปล่าแต่พวกเขาให้การหนุนหลังอย่างจริงจังผ่าน หลุยส์ กัมโปส ผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่ที่ถูกดึงมาแทนที่ของเลโอนาร์โด เจ้าของตำแหน่งคนก่อนที่แม้จะเป็นที่ชื่นชอบของนักเตะจากความเป็นอดีตแข้งระดับสตาร์ในอดีต แต่ก็ไม่เข้มงวดมากพอกับนักเตะสตาร์ที่ใช้ชีวิตอย่างสบายในปารีส

 

เมสซีและเนย์มาร์ รวมถึงเซร์คิโอ รามอส ถูกปล่อยตัวไปจากสโมสรเมื่อเอ็นริเกเข้ามา โดยที่สโมสรยังลงทุนอยู่และไม่ใช่น้อย แต่เป็นที่สังเกตว่านักเตะที่ซื้อเข้ามาไม่ได้มีซูเปอร์สตาร์ในระดับหัวแถวเข้ามาอีก

 

ในทางตรงกันข้ามมีกลุ่มนักเตะอนาคตไกลอย่าง อูโก เอคิติเก, อีคังอิน, แบรดลีย์ บาโกลา ที่ถูกดึงมาพร้อมกับสตาร์ที่พอมีชื่ออย่างรองดอลล์ โคโล-มัวนี, กอนซาโล รามอส และอุสมาน เดมเบเล

 

ฤดูกาลแรกของเอ็นริเกกับเปแอสเชอาจจะจบด้วยการคว้า 3 แชมป์ในแดนน้ำหอมได้หมด แต่บนเวทียุโรปแล้วพวกเขาถูกหยุดแค่รอบรองชนะเลิศ โดยไปพ่ายต่อโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

 

แต่อย่างน้อยมันทำให้บอสชาวสเปนมองเห็นว่าเขาต้องทำอะไรในขั้นต่อไป

 

ไม่ใช่แค่วิธีการเล่น แต่เป็นระบบความคิด การตัดสินใจ ทัศนคติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการจะไปสู่ทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

 

เป็น ‘Blueprint’ ที่เปลี่ยนแปลงเปแอสเชไปตลอดกาล

 

และโชคดีสำหรับเขาที่เอ็มบัปเปตัดสินใจจะไปจากสโมสรแห่งนี้ ซึ่งแม้มันจะน่าเจ็บปวดสำหรับคนลงทุนอย่าง QSI และอัล-เคไลฟี ที่ประคบประหงมมานาน แต่สำหรับเอ็นริเกมันคือช่วงจังหวะเวลาดีที่สุดที่เขาจะรีเซ็ตทุกอย่างในทีมนี้

 

ให้เป็นแบบ Clean install

 

ฤดูกาล 2024-25 คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างแท้จริงสำหรับเปแอสเช เมื่อเอ็นริเกค้นพบเสาหลักในทีมที่ชัดเจนครบแทบทุกจุด จากแนวรับที่ยังมี มาร์ควินญอส ค้ำยันเอาไว้ มาถึงแดนกลางที่วิตินญา กับชูเอา เนเวส ผนึกกำลังกันได้ราวกับเห็น ชาบี-อิเนียสตาในสนามอีกครั้ง

 

และแดนหน้าที่มีเดมเบเล ซึ่งเปลี่ยแปลงตัวเองไปแบบคนละคนหลังได้รับการชี้แนะจากเอ็นริเก

 

การชี้แนะของกุนซือเชื้อสายอัสตูเรียนสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะถ่ายทอดฟุตบอลในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เป็นฟุตบอลในแบบที่เขาคิดค้นเพื่อเปแอสเชทีมนี้ทีมเดียว เอ็นริเกยังถ่ายทอดวิธีการคิด และสำคัญที่สุดคือเขาแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วย

 

ในขณะที่โค้ชที่เคยเป็นอดีตนักเตะหลายคนเมื่อมาจับงานคุมทีมอาจจะไม่ได้มีเวลาดูแลสภาพร่างกายของตัวเองมากนัก แต่เอ็นริเกกลับดูแลตัวเองอย่างดี ร่างกายของเขาฟิตและเฟิร์ม ลีนไม่ต่างจากสมัยเป็นผู้เล่น ซึ่งเป็นผลมาจากการลงแข่งขันในรายการระดับ Iron Man หรือ Quebrantahuesos การขี่จักรยานขึ้นเขา Gran Fondo และ Pyrenees

 

โค้ชใช้ชีวิตแบบจริงจังขนาดนี้ ลูกทีมก็ต้องจริงจังตามไปด้วย เป็นการกำหนดสภาพของสิ่งแวดล้อม (Environment) ภายในสโมสรให้สะอาด ปราศจากความเป็นพิษ​ (Toxic)

 

การที่ไม่มีนักเตะสตาร์ระดับนามอุโฆษยังส่งผลให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวควบคุมได้ง่ายขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ ‘ว่าง่ายขึ้น’ สอนอะไรก็พร้อมจะเข้าใจและยินดีรับฟัง ต่อให้แท็กติกการเล่นจะละเอียดและยากขนาดไหนก็ตาม

 

และมันสำคัญอย่างมากกับกลุ่มนักเตะรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่ได้เป็นสตาร์มาตั้งแต่แรก แต่มีศักยภาพที่จะไปได้ไกล

 

นอกจากวิตินญา, เนเวส ยังมีนูโน เมนเดส, วิลเลียม ปาโช, บาโกลา ไปจนถึงเดซิเร ดูเอ ที่ย้ายมาในฤดูร้อน 2024

 

นักเตะเหล่านี้เมื่อเห็นตัวอย่างที่ดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และได้เล่นกับนักเตะระดับสุดยอดทุกวันก็ยิ่งเติบโตอย่างดี

 

แต่มันยังมีบางอย่างที่ขาดหายไป

 

สตาร์!

 

เพียงแต่สตาร์ในความหมายใหม่ของเปแอสเชและเอ็นริเก ไม่ใช่นักเตะขี้แอ็กจอมโวยที่ขี้เกียจวิ่งเหมือนในอดีตแล้ว

 

สตาร์ของพวกเขาที่โชคชะตาส่งมาให้คือนักเตะที่นอกจากจะเก่งกาจ เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ เล่นด้วยความรู้สึกที่เร่าร้อน ยังสู้จนหยดสุดท้ายด้วย

 

การได้ควิชา ควารัตสเกเลีย มาจากนาโปลี ในช่วงตลาดฤดูหนาว 2025 เปลี่ยนทีมนี้ไปอย่างสิ้นเชิง เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้เปแอสเช ซึ่งครึ่งฤดูกาลแรกของฤดูกาล 2024/25 ยังดูงงๆเหมือนหาอะไรไม่เจอ กลายเป็นทีมที่ลงตัวทุกอย่าง

 

‘ควารา’ (โดนา) พิสูจน์ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่าเขาเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วยการเล่นที่เร่าร้อน ดุดัน และสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในสนามได้อย่างรวดเร็ว และปลดปล่อยเดมเบเลให้เป็นอิสระสามารถเล่นตามจินตนาการดังใจนึก และเป็นแบบอย่างที่ดีของดูเอที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

ครึ่งหลังของฤดูกาล 2024/25 กลายเป็นช่วงเวลาที่เปแอสเชเขย่าวงการได้อย่างมหัศจรรย์ พวกเขากวาดเกือบครบทุกแชมป์ยกเว้นแค่รายการชิงแชมป์สโมสรโลกที่เสียท่าและเสียหน้าให้เชลซีนิดหน่อย

 

โดยที่นอกจากวิธีการเล่นฟุตบอลแบบเกมรุกที่รวดเร็ว ดุดัน อันตราย ยากที่จะหาวิธีรับมือได้แล้ว

 

สิ่งที่เอ็นริเกใส่ลงไปให้กับทีมคือทัศนคติของนักสู้ที่อยากจะเอาชนะให้ได้ด้วยวิธีที่เหมาะสม เล่น Good football และชนะแบบ Proper way ด้วย

 

สิ่งเหล่านี้ค่อยๆทำให้พวกเขาชนะใจแฟนฟุตบอลทั่วโลกที่กลายเป็นต้องรอดูเกมของเปแอสเช โดยเฉพาะในรายการสโมสรยุโรป (แม้ว่าจะถูกค่อนแคะว่าพวกเขาเอาจริงแค่รายการนี้ รายการในประเทศใช้ตัวสำรองลงเล่น)

 

และเรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้เอ็นริเกดีใจและภูมิใจ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทุกคนหลงรักเปแอสเชไม่ใช่ตัวซูเปอร์สตาร์ แต่เป็นการเล่นเป็นทีม

 

ในมุมของเจ้าของสโมสรอย่าง อัล-เคไลฟี และ QSI แล้ว ฟุตบอลในแบบนี้เป็นผลดีต่อ ‘แบรนดิ้ง’ ของสโมสรอย่างมาก

 

แต่ถึงอย่างนั้นในเกมฟุตบอลสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือถ้วยรางวัล

 

และการที่เอาชนะทีมคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างอาร์เซนอลในเกมที่ต้องเจอกับความยากลำบากโดยเฉพาะเกมรับที่แกร่งเหมือนกำแพงที่ไม่มีวันเจาะเข้าได้สำเร็จนั้น ก็เป็นอีกบททดสอบที่เอ็นริเกและลูกทีมสอบผ่านได้อย่างน่าประทับใจ

 

โดยที่ถึงวันนี้แล้ว แม้เจ้าตัวจะยกย่องว่าไม่มีใครบนโลกใบนี้จะยิ่งใหญ่และเก่งกาจเท่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา

 

แต่ในความรู้สึกของใครหลายคน

 

นี่แหละคือสุดยอดกุนซือเบอร์หนึ่งของโลกในเวลานี้ ต่อให้เจ้าตัวจะไม่อยากรับไว้ก็ตาม

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising