ช่วงหลังเราเริ่มเห็นคนที่ไม่ได้เป็นเบาหวานหันมาติด CGM (Continuous Glucose Monitoring) กันมากขึ้น บ้างอยากรู้ว่าอาหารที่กินทุกวันส่งผลกับระดับน้ำตาลอย่างไร หรือร่างกายตอบสนองต่อน้ำตาลอย่างไร แต่เมื่อมีตัวเลขให้ดูแทบตลอดทั้งวัน คำถามสำคัญคือ เราควรอ่านข้อมูลเหล่านี้อย่างไร และเราควรกังวลทุกครั้งที่กราฟน้ำตาลพุ่งขึ้นหรือเปล่า ?
ประเด็นสำคัญ
- เตรียมตัวติด CGM ต้องทำอะไรบ้าง?
- CGM คืออะไร ทำไมถึงเห็นน้ำตาลได้ตลอดวัน
- ไม่เป็นเบาหวาน ติด CGM ได้ไหม?
- อาหารเดียวกัน ไม่ได้ให้กราฟเหมือนกันทุกคน
- น้ำตาลพุ่ง ไม่ได้แปลว่ามีอะไรผิดปกติเสมอไป
- อย่าดูแค่ตัวเลขครั้งเดียว ให้ดูเป็น Trend
- ก่อนติด ต้องถามตัวเองก่อนว่าเราจะรับมือกับข้อมูลได้ไหม
- รีวิวหลังติด CGM เป็นอย่างไร?
และเพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น THE STANDARD LIFE ได้พูดคุยกับ นพ.วิน ภาคสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม โรงพยาบาล MedPark ว่า CGM ทำงานอย่างไร คนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเบาหวานจะได้อะไรจากการติดครั้งนี้ ไปจนถึงข้อจำกัดของข้อมูลที่เราควรรู้ ก่อนจะเริ่มอ่านกราฟน้ำตาลของตัวเอง

นพ.วิน ภาคสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์
เตรียมตัวติด CGM ต้องทำอะไรบ้าง?
ครั้งนี้นอกจากพูดคุยกับคุณหมอแล้ว เรายังได้ทดลองติด CGM ที่โรงพยาบาล MedPark ด้วย โดยงดอาหารมาก่อน ขั้นตอนแรกเริ่มจากการวัดความดัน ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง ก่อนเข้าพบแพทย์เพื่อพูดคุยและประเมินเบื้องต้น จากนั้นพยาบาลจะเป็นผู้ติดเซ็นเซอร์ให้ โดยทำความสะอาดบริเวณที่จะติดด้วยแอลกอฮอล์ ก่อนติดตั้งเซ็นเซอร์ขนาดประมาณเหรียญ 2 บาทลงบนต้นแขน ซึ่งตัวเซ็นเซอร์สามารถติดอยู่กับร่างกายและใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 2 สัปดาห์

หลังติดเรียบร้อย พยาบาลจะสอนวิธีเชื่อมต่อและใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อให้เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในแต่ละวันได้ โดยในเคสของเรา มีนัดกลับมาอีก 1 ครั้งเพื่อ Calibrate เครื่อง ด้วยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว แล้วนำค่ามาเปรียบเทียบกับเซ็นเซอร์ เพื่อเช็กความเสถียรและช่วยให้การอ่านค่ามีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งคุณหมออธิบายว่า CGM แต่ละยี่ห้อมีวิธีจัดการเรื่อง Calibration ต่างกัน บางรุ่นไม่จำเป็นต้องทำ ขณะที่บางรุ่นสามารถหรือจำเป็นต้องเทียบค่ากับการเจาะปลายนิ้ว
CGM คืออะไร ทำไมถึงเห็นน้ำตาลได้ตลอดวัน
CGM คืออุปกรณ์ติดตามระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง โดยใช้เซ็นเซอร์ขนาดเล็กติดอยู่กับร่างกาย ต่างจากการตรวจน้ำตาลแบบดั้งเดิมที่ต้องเจาะเลือดหรือเจาะปลายนิ้วเป็นครั้งๆ เพราะ CGM วัดระดับน้ำตาลจาก ของเหลวระหว่างเซลล์ หรือ Interstitial Fluid แล้วส่งข้อมูลเข้าสู่แอปฯ ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลต่อเนื่องตลอดวัน ตั้งแต่หลังตื่น กินอาหาร ออกกำลังกาย ไปจนถึงช่วงนอนหลับ

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่การรู้ว่าตอนนี้น้ำตาลเท่าไร แต่คือการได้เห็นแพทเทิร์น และ เทรนด์ของตัวเอง เช่น หลังอาหารมื้อหนึ่งกราฟเปลี่ยนอย่างไร วันที่ออกกำลังกายต่างจากวันพักหรือไม่ หรือพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำเป็นประจำสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลอย่างไร ซึ่งเป็นข้อมูลที่การตรวจเป็นครั้งๆ อาจทำให้เราไม่เห็นภาพต่อเนื่องแบบนี้
ไม่เป็นเบาหวาน ติด CGM ได้ไหม?
แม้ต้นกำเนิดและข้อมูลทางการแพทย์ส่วนใหญ่ของ CGM จะอยู่กับการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน แต่คุณหมอมองว่าคนทั่วไปสามารถใช้ได้ เพียงแต่ต้องเริ่มจากการถามตัวเองก่อนว่า เราติดไปเพื่ออะไร?
หากจุดประสงค์คืออยากเรียนรู้พฤติกรรมและการตอบสนองของร่างกาย CGM ก็สามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งได้ แต่หากหวังว่าจะใช้เป็นเครื่องชี้วัดสุขภาพโดยรวม ลดน้ำหนัก หรือเพิ่ม Performance โดยตรง ประโยชน์ของข้อมูลอาจมีข้อจำกัดมากกว่า

สำหรับคนทั่วไป คุณหมอมองว่าไม่จำเป็นต้องติดตลอดเวลา การทดลองเป็นช่วงๆ ราว 2 สัปดาห์ ก็สามารถใช้เป็นช่วงเรียนรู้ได้แล้ว และแทนที่จะใช้ชีวิตเพื่อทำให้กราฟออกมาสวยที่สุด คุณหมอแนะนำให้ทดลองกับพฤติกรรมจริงของเรา เช่น กินอาหารที่กินเป็นประจำ สังเกตวันที่ออกกำลังกาย หรือทดลองเปลี่ยนลำดับการกิน เพื่อดูว่าร่างกายตอบสนองแตกต่างกันอย่างไร
อาหารเดียวกัน ไม่ได้ให้กราฟเหมือนกันทุกคน
อีกเรื่องที่ CGM ทำให้เห็นได้ชัดคือ ร่างกายของเราไม่ได้ตอบสนองต่ออาหารเหมือนกันทุกคน โดยอาหารที่มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมันอาจทำให้รูปแบบของกราฟต่างจากการกินน้ำตาลเพียงอย่างเดียว ขณะที่อาหารบางชนิดที่เราคิดว่าไม่น่ามีผลมาก ก็อาจทำให้ระดับน้ำตาลของเราขึ้นได้
คุณหมออธิบายต่อว่า แต่ละคนมีพื้นฐานและสถานะของร่างกายไม่เหมือนกัน สิ่งที่ใช้ได้กับคนหนึ่ง ‘อาจไม่ได้’ ให้ผลแบบเดียวกันกับอีกคน เราเลยควรใช้ CGM เปรียบเทียบกับตัวเราเอง มากกว่าเทียบกับคนอื่น

น้ำตาลพุ่ง ไม่ได้แปลว่ามีอะไรผิดปกติเสมอไป
คุณหมอกล่าวว่า อย่าคิดว่ากราฟที่ดีจะต้องนิ่ง และทุกครั้งที่น้ำตาลพุ่งคือเรื่องไม่ดี เพราะในความเป็นจริงระดับน้ำตาลสามารถเปลี่ยนแปลงตามกิจกรรมที่ร่างกายกำลังทำอยู่ เช่น การออกกำลังกาย หากเป็น Aerobic Exercise ความเข้มต่ำและทำต่อเนื่อง ระดับน้ำตาลอาจค่อยๆ ลดลงเมื่อร่างกายนำพลังงานไปใช้ และอาจมีผลต่อเนื่องหลังออกกำลังกาย
ขณะที่การออกกำลังที่ใช้ความเข้มสูงหรือมีลักษณะ Anaerobic เช่น Sprint หรือ Resistance Training ระดับน้ำตาลสามารถพุ่งขึ้นในช่วงแรกได้ จากกระบวนการนำพลังงานมาใช้ ดังนั้นการเห็นกราฟขึ้นหรือลงจึงต้องอ่านควบคู่กับบริบทด้วยว่า ตอนนั้นเรากินอะไร หรือกำลังทำอะไรอยู่

อย่าดูแค่ตัวเลขครั้งเดียว ให้ดูเป็น Trend
สิ่งที่คุณหมอย้ำคือ CGM ไม่ใช่มาตรฐานเดียวกับการตรวจน้ำตาลจากเลือด เพราะเซ็นเซอร์วัดจากของเหลวระหว่างเซลล์ จึงมีทั้ง ค่าคลาดเคลื่อนและ Delay จากระดับน้ำตาลในเลือดจริง คุณหมออธิบายว่าค่าจาก CGM อาจคลาดเคลื่อนประมาณ 9-18% และมีความหน่วงราว 5-15 นาที หรือมากกว่านั้นได้ในช่วงที่ระดับน้ำตาลกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นประโยชน์ของ CGM จึงอยู่ที่การดูภาพรวมมากกว่าตัวเลขจุดเดียว เช่น ระดับน้ำตาลส่วนใหญ่อยู่ในช่วงไหน มีช่วงสูงหรือต่ำมากน้อยเพียงใด และอะไรเกิดขึ้นก่อนที่กราฟจะเปลี่ยน
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขแปรปรวนได้ ตั้งแต่การนอนกดทับเซ็นเซอร์ ไปจนถึงสารบางชนิดที่อาจรบกวนเซ็นเซอร์ในบางยี่ห้อ ดังนั้นหากเห็นค่าผิดปกติหนึ่งครั้ง ก็ยังไม่ควรรีบตีความจากตัวเลขนั้นทันที
ก่อนติด ต้องถามตัวเองก่อนว่าเราจะรับมือกับข้อมูลได้ไหม
ยิ่งมีข้อมูลมาก ไม่ได้แปลว่ายิ่งดีสำหรับทุกคน คุณหมอแนะนำว่า หากเป็นคนที่เห็นตัวเลขแล้วมีแนวโน้มกังวล ต้องคอยเปิดแอปเช็กตลอดเวลา หรือเห็นน้ำตาลขึ้นเล็กน้อยแล้วกลัวว่าจะเกิดโรค การติด CGM อาจสร้างความวิตกมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ แต่สำหรับคนที่มองมันเป็นเครื่องมือชั่วคราวเพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของตัวเอง ข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ทำกับการตอบสนองของร่างกายได้ชัดขึ้น
รีวิวหลังติด CGM เป็นอย่างไร?
เราได้ทดลองติดประมาณ 20 วัน สิ่งที่ได้กลับมาคือข้อมูลและแนวโน้มของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเรากินมื้ออาหาร ด้วยความที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน และไม่ได้มีปัญหากับค่าน้ำตาลในเลือด รวมถึงไม่ได้เป็นคนติดขนมหวาน กราฟน้ำตาลของเราจึงไม่ได้ดูน่าตื่นเต้นมาก ส่วนใหญ่ 98-99% อยู่ในเกณฑ์ที่คุณหมอตั้ง จะมีน้ำตาลต่ำกว่าเกณฑ์บ้างแต่ส่วนใหญ่เกิดในช่วงที่นอนหลับ ที่อาจเป็นได้ว่านอนทับแขนด้านที่ติด
ข้อมูลเป็นประโยชน์ที่ได้คือ รู้ว่าอาหารประเภทไหนที่กินแล้ว กราฟน้ำตาลพุ่งสูงมาก เราเจอว่าอาหารอย่าง ข้าวเหนียว ข้าวมันไก่ มะม่วงมัน (ไม่สุกด้วย) หรืออาหารที่มีคาร์บและไขมันสูงในจานเดียวกันจะเล่นงานกับน้ำตาลเราหนักมาก รวมถึงน้ำผึ้งเทียมที่กินไปนิดเดียวน้ำตาลก็พุ่งสูงเกิน 200
ส่วนขนมที่กิน เราเจอว่าการกินเพียง 2-3 คำ ไม่ได้ส่งผลกับกราฟเท่าไรนัก เช่นเดียวกับผลไม้ที่นอกจากมะม่วงแล้วก็ไม่เจอว่ากินอะไรแล้วน้ำตาลพุ่ง ในขณะเดียวกัน การออกกำลังกายก็ส่งผลกับกราฟน้ำตาล เพราะเราออกกำลังกายโซน 2 เบาๆ เพียง 25-30 นาที ก่อนมื้ออาหาร ก็ทำให้ระดับน้ำตาลลดลงอย่างชัดเจน
ดังนั้นถ้าใครอยากติดแนะนำว่าติดแล้วให้ใช้ชีวิตปกติ กินอาหารที่เรากินเป็นประจำ ไม่ต้องพยายามกินคลีน จะได้รู้ว่าอาหารที่เราชอบๆ นั้นจะทำให้น้ำตาลเราขึ้นหรือไม่ เพราะนี่คือสิ่งที่ยั่งยืน มากกว่าการพยายามงด 2 สัปดาห์เพื่อให้กราฟดูสวย
ใครที่สนใจ CGM และอยากรู้ว่าเหมาะกับตัวเองหรือไม่ สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์ต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม ชั้น 5 โรงพยาบาล MedPark โทร. 02-090-3122 เปิดทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น.

