พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีสำคัญต่อสุขภาวะและความสมดุลของธรรมชาติโดยรวมของประเทศ ทว่า ณ ปัจจุบันนี้พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งของเรากำลังถูกคุกคาม ดังเช่นที่เวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย ซึ่งกรมชลประทานได้แปลงระบบนิเวศที่เคยโอบอุ้มความหลากหลายทางชีวภาพ กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ หมดสิ้นสภาพความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติอย่างน่าเสียดาย

ป่าต้นอั้น หรือโกงกางน้ำจืด ในเวียงหนองหล่ม โดย ชวลิต วิทยานนท์
แต่ไรมาเวียงหนองหล่มนั้นเคยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแหล่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะครอบคลุมพื้นที่กว่า 14,000 ไร่
(22.5 ตารางกิโลเมตร) ในแอ่งเชียงแสน ส่งผลดีต่อระบบการไหลของน้ำ รองรับความหลากหลายทางชีวภาพ และอำนวยความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นมาตลอดเวลาหลายศตวรรษ และเมื่อ พ.ศ. 2545 เวียงหนองหล่ม ซึ่งอยู่ติดกับทะเลสาบเชียงแสน (หนองบงคาย) ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความ
สำคัญระดับนานาชาติ (พื้นที่แรมซาร์) และประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญานี้ รัฐบาลจึงได้กำหนดให้เวียงหนองหล่มเป็นระบบนิเวศเชิงยุทธศาสตร์

ดงต้นอั้น หรือโกงกางน้ำจืด ในเวียงหนองหล่ม โดย ชวลิต วิทยานนท์

ปึ้ง (fresh water peat) ในพรุน้ำจืด โดย ชวลิต วิทยานนท์
เวียงหนองหล่มเป็นแหล่งอาศัยของพืช 286 ชนิด ปลา 143 ชนิด และนกกว่า 290 ชนิด รวมถึงนกที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น นกแสกทุ่งหญ้า นกนางนวลแกลบแม่น้ำ และเป็นแหล่งพักนอน (roosting site) ใหญ่ที่สุดในประเทศของเหยี่ยวทุ่งถึง 4 ชนิด
ในบรรดาพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยที่สมควรได้รับการคุ้มครองทั้งหมดทั้งมวล เวียงหนองหล่มถือเป็นพื้นที่สำคัญเป็นพิเศษ เพราะที่นี่มี “ป่าพรุน้ำจืด” ลักษณะของแหล่งที่อยู่อาศัยและขยายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ซึ่งหาได้ยากและพบน้อยมากในประเทศไทย

พืชน้ำในเวียงหนองหล่ม โดย ชวลิต วิทยานนท์

ฝูงควายของชาวบ้านในบริเวณเวียงหนองหล่ม โดย นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์
เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่สถานภาพระบบนิเวศเชิงยุทธศาสตร์ ไม่สามารถป้องกันเวียงหนองหล่มจากการถูกเปลี่ยนเป็นภูมิทัศน์แห่งนรกโดยโครงการขุดลอกขนาดใหญ่ที่มุ่งเพียงการเพิ่มแหล่งเก็บน้ำให้ถึง 24 ล้านลูกบาศก์เมตร ภารกิจของกรมชลประทานคือการปรับปรุงสมรรถนะในการกักเก็บน้ำ อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจให้ “ปริมาตรน้ำ” เพิ่มขึ้นไม่ใช่เหตุผลสมควรในการทำลายระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์

ภาพถ่ายทางอากาศของเวียงหนองหล่มระหว่างดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ กรมชลประทาน
กระบวนการอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำเวียงหนองหล่มยังขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชุมชน แม้จะมีข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 วรรคสอง ที่ต้องปรึกษาหารือกับประชาชน ขอความคิดเห็นจากคนในท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติ กระบวนการดังกล่าวเป็นการสื่อสารจากบนลงล่างของส่วนกลางเท่านั้น เสียงของประชาชนผู้มีชีวิตผูกพันอยู่กับเวียงหนองหล่มมาหลายชั่วอายุคน และนักอนุรักษ์ที่ตระหนักถึงความสำคัญทางนิเวศวิทยาของพื้นที่นี้ ถูกกลบด้วยเสียงคำรามกึกก้องของเครื่องจักร ชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ตัดสินอนาคตถิ่นที่อยู่ของตนเอง ความเข้าใจระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างลึกซึ้งของพวกเขาไร้ค่าในสายตาของวิศวกรผู้ออกแบบอ่างเก็บน้ำ โดยปราศจากความเข้าใจอย่างแท้จริง
เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันมุมมองของตนในเวทีสาธารณะ สยามสมาคมจะจัดงานเสวนาเกี่ยวกับเวียงหนองหล่มในวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 ตามรายละเอียดท้ายเรื่องนี้

สภาพเวียงหนองหล่มหลังการขุดลอก โดย นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์
อ่างเก็บน้ำที่ขุดขึ้นใหม่สามารถเก็บน้ำได้มากก็จริง ทว่าหน้าที่ของมันมีเพียงแค่นั้น ในทางกลับกัน พื้นที่ชุ่มน้ำในธรรมชาติกลับมีบทบาทหลายอย่างที่ให้ผลต่อเนื่องผูกพัน ทั้งกักเก็บน้ำ เพิ่มปริมาณน้ำใต้ดิน ควบคุมการไหลของน้ำในลำธาร กรองมลพิษ แปรสภาพสารอาหาร กักเก็บคาร์บอน สลายพลังงานน้ำหลาก เป็นแหล่งประมง เป็นแหล่งอาศัยของนก เป็นแหล่งอาหารของปศุสัตว์ และเอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน
หากเปรียบเทียบอย่างง่าย อ่างเก็บน้ำโล่งลึกอาจเหมือนโทรศัพท์บ้านรุ่นเก่าที่โทรออกได้เพียงอย่างเดียว แต่พื้นที่ชุ่มน้ำดั้งเดิม เปรียบได้กับสมาร์ทโฟนที่โทรก็ได้ ถ่ายรูปก็ได้ ส่งอีเมล นำทาง ทำธุรกรรม และเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน
ในยุคที่โลกเผชิญความแปรปรวนของน้ำ วิกฤตภูมิอากาศ และความไม่มั่นคงทางอาหาร
การลดทอนระบบนิเวศที่ซับซ้อนให้เหลือเพียงฟังก์ชันเดียวอาจไม่ใช่ความก้าวหน้าที่เรากำลังสูญเสียระบบอัจฉริยะของธรรมชาติที่ทำงานได้มากกว่าที่ตาเห็น
แม้วันนี้เราไม่อาจแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างถาวรกับพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่มได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เราควรใช้หายนะทางนิเวศที่เกิดจากการขุดลอกเวียงหนองหล่มนี้เป็นบทเรียนของการพัฒนาระบบชลประทาน ที่มองมิติเดียว วัดความสำเร็จเป็นเพียงลูกบาศก์เมตร ไม่ให้เกิดซ้ำในพื้นที่อื่นในประเทศ
เราต้องเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ว่า “พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่ที่รกร้าง แต่คือระบบพยุงชีวิตของโลก” การทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำเท่ากับทำลายแหล่งกำเนิดน้ำ อาหาร และชีวิต
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาครัฐ และพวกเราทุกคนในฐานะพลเมืองที่ตระหนักรู้ ควรรู้ชัดถึงบทบาทสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเวียงหนองหล่มที่มีต่อมรดกทางธรรมชาติของไทย เป็นทรัพย์สินอันมีค่าของชาติ เราต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้ไว้เพื่อคนรุ่นหลัง
เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันมุมมองของตนในเวทีสาธารณะ สยามสมาคมจึงได้จัดงานเสวนาเกี่ยวกับเวียงหนองหล่มในวันเสาร์ที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ Facebook : The Siam Society Under Royal Patronage
คำอธิบายภาพเปิด : นกแสกทุ่งหญ้า โดย ชวลิต วิทยานนท์


