ตลาดขนมเพื่อสุขภาพในเอเชียกำลังโต จากแรงหนุนของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งส่งผลให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารดุเดือดขึ้น และยังไม่ได้วัดกันแค่รสชาติหรือราคา แต่ขยายไปสู่การสร้างแบรนด์ และประสบการณ์ใหม่หวังขยายฐานผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน เทรนด์ Longevity Economy หรือเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ กำลังผลักดันความต้องการอาหารโปรตีนสูงและไฟเบอร์สูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดศักยภาพอย่างจีน, เกาหลีใต้, ยุโรป, และไทย ที่ตลาดกลุ่มนี้เริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มว่าอาหารเซกเมนต์ดังกล่าว จะก้าวขึ้นเป็น New Growth Markets ของอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต
อภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด หรือ LACO ซึ่งเป็นบริษัทฯ ผู้ผลิตและส่งออกถั่วแระญี่ปุ่นแช่แข็งมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเริ่มต้นจากการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ก่อนขยายตลาดไปอีกหลายประเทศทั่วโลก
อภิรักษ์ ฉายภาพว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจเลือกซื้ออาหารจากรสชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ คุณค่าของแบรนด์ และเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังสินค้า ที่สำคัญไปกว่านั้นผู้บริโภคต้องการรู้ว่าแบรนด์นี้เป็นใคร มีแนวคิดอย่างไร สอดคล้องกับความต้องการของพวกเขาได้หรือไม่
ท่ามกลางอินไซต์ดังกล่าว จากเดิมที่บริษัทเป็นแค่ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร โดยมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจรับจ้างผลิต ส่วนสินค้าของบริษัทเองมีสัดส่วนที่ยังน้อย จากนี้ตั้งใจเปลี่ยนโครงสร้างบริษัท ด้วยการปั้นสินค้าให้เป็นแบรนด์ของตนเองชัดเจนขึ้น เริ่มจากการพัฒนาสินค้าใหม่ ในกลุ่มถั่วแระญี่ปุ่น และกลุ่มนมถั่วแระ ภายใต้แบรนด์ ‘มินนะมาเมะ’ เพื่อตอบรับกระแสสุขภาพที่กำลังเติบโตทั่วโลก
ส่วนฐานการผลิต ปัจจุบันซึ่งได้มีโรงงานผลิตในภาคเหนือของไทย ที่ผ่านมาบริษัททำ Contract Farming ร่วมกับเกษตรกรกว่า 4,000 ครอบครัว ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 2 หมื่นไร่ ในจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน และลำปาง
ปัจจุบัน ‘มินนะมาเมะ’ ส่งออกไปยังหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่น, สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และตลาดเอเชีย จากนี้มีเป้าหมายเปลี่ยนภาพจำของถั่วแระญี่ปุ่นจากเพียงอาหารทานเล่น ไปสู่ Healthy Lifestyle Snack สำหรับคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังนำ พิมฐา – ฐานิดา มานะเลิศเรืองกุล ซึ่งเป็นเน็ตไอดอลและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของไทย เข้ามารับหน้าที่พรีเซนเตอร์ สื่อสารแบรนด์ให้ผู้บริโภคได้รับรู้ในวงกว้าง
แม้ปัจจุบันรายได้เกือบ 95% ของบริษัทยังมาจากธุรกิจ OEM แต่ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทมองว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนรายได้จากแบรนด์ของตัวเองจากที่มีอยู่ 5% ขยับเป็น 20% ของรายได้รวมทั้งหมด หรือเติบโตมากกว่า 5 เท่า
อภิรักษ์ ย้ำว่า ต่อจากนี้มีแผนจะขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อต้องการให้เดินไปถึงเป้าหมายสร้างรายได้รวมอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท
ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าการเดินเกมของ LACO สอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารโลกได้ชัดเจนว่า วันนี้การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การเป็นผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันด้านการสร้างแบรนด์ สร้างความผูกพันกับผู้บริโภค และเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้กลายเป็นแบรนด์อาหารที่ผู้คนทั่วโลกจดจำได้ในระยะยาว

