×

กรณ์ตั้งกระทู้สดถามสูตรค่าการกลั่นที่เป็นธรรม-รักษาวินัยคลัง ด้านเอกนิติรับมีค่าการกลั่นทิพย์ เล็งออก พ.ร.ก.กู้เงิน รับมือวิกฤต

โดย THE STANDARD TEAM
23.04.2026
  • LOADING...
เปิดปม 'ค่าการกลั่นทิพย์': รัฐบาลเร่งแก้สูตรค่าการกลั่นที่เป็นธรรม รับมือวิกฤตพลังงาน 2569

วันนี้ (23 เมษายน) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี โสภณ ซารัมย์ เป็นประธานในการประชุม กรณ์ จาติกวณิช สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาต่อ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงวิกฤตด้านพลังงานที่ประชาชนแบกรับจากราคาน้ำมันมาอย่างหนัก แต่วันนี้ราคาน้ำมันเริ่มลดลงแล้วยังไม่เห็นการปรับลดราคาสินค้า

 

ขณะที่ คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง(คตร.) ที่เอกนิติเป็นประธาน ผ่านกรอบเวลา 15 วันที่จะต้องชี้แจงมาตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม วันนี้มีข้อสรุปแล้วหรือไม่ว่าสูตรกำหนดค่าการกลั่นราคาขายน้ำมันที่เป็นธรรมต่อประชาชนควรจะเป็นที่เท่าไหร่ และจะดำเนินการอย่างไรในการคืนกำไรส่วนเกิน 20,000 ล้านบาทกลับคืนประชาชนอย่างไร

 

เอกนิติได้ชี้แจงว่า เรื่องค่าการกลั่น ในฐานะประธาน คตร. เมื่อเราไปดูตัวเลขในรายละเอียดก็เป็นแค่ตัวเลขอ้างอิง ซึ่งในที่ประชุมเราได้เรียกกันว่าเป็นแค่การกลั่นทิพย์ โดยไปอ้างอิงตัวเลขของสิงคโปร์ โดยที่ยังไม่อ้างอิงสถานการณ์ช่วงสงคราม และเชิญโรงกลั่นแต่ละแห่งเข้ามาคุยพบว่าต้นทุนของการกลั่นที่แท้จริงแต่ละโรงก็ไม่เท่ากัน

 

คตร. ก็มีผลสรุปออกมาแล้ว ว่าค่าการกลั่นไม่สะท้อนตามความเป็นจริง จึงขอให้มีการปรับตามความเป็นจริง ส่วนค่าการกลั่นทิพย์ก็ขอให้กระทรวงพลังงานปรับให้ถูกต้องสอดคล้องตามความเป็นจริง ขณะที่ผลตอบแทนส่วนเกินก็มีข้อเสนอแนะ ให้ใช้พระราชกำหนดในช่วงที่น้ำมันขาดแคลน และได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีแล้วซึ่งทำเสร็จก่อนกรอบเวลา 15 วัน

 

ส่วนเรื่องภาษีสรรพสามิต ต้องดูความสมดุลจริงๆ ว่าฐานะการคลังและการช่วยเหลือประชาชนเราใช้เครื่องมืออะไร วันนี้ที่เราตัดสินใจใช้กลไกของกองทุนน้ำมันในการรักษาเสถียรภาพเรื่องราคาและการดูแลราคา หลายประเทศไม่มีลักษณะของกองทุนนี้

 

ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิตเป็นรายได้หลัก วันนี้คลังต้องดูแลเรื่องรายจ่ายอีกจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อให้มีเงินรายได้เพียงพอต่อรายจ่ายส่วนต่างๆ รวมถึงการดูแลประชาชนในทุกภาคส่วนไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้น้ำมัน ผู้ใช้รถเท่านั้น แต่ยังมีประชาชนที่ไม่ได้ใช้รถมีความเดือดร้อน จึงจำเป็นจะต้องมีการใช้งบประมาณไปดูแลประชาชนอื่นๆ ให้เพียงพอ

 

“หากเราไม่สามารถรักษาความสมดุลตรงนี้ สิ่งที่ตามมาถ้าใช้ทรัพยากรไปกับบางกลุ่ม อาจจะมีคนอีกหลายกลุ่มได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือที่ผิด และสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ถ้าเราไม่สามารถบริหารจัดการวิกฤติครั้งนี้ด้วยการดูแลประชาชนทุกคน นอกจากประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว วิกฤติพลังงานอาจจะนำมาสู่วิกฤตอื่นๆ เช่น วิกฤตการคลัง ซึ่งอาจจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่า” เอกนิติกล่าว

 

จากนั้น กรณ์ถามย้ำว่า ต่อในคําถามที่ 2 ว่า รองนายกฯ เอกนิติยังไม่ได้ตอบ ว่าจะนำกำไรส่วนเกินคำนวณอย่างน้อย 20,000 ล้านบาทกลับคืนประชาชนอย่างไร ส่วนเรื่องภาษีสรรพสามิตยังมีความเห็นต่างกัน ตนจึงอยากจะบอกว่าผู้ใช้น้ำมันคือคนไทยทุกคนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม และเมื่อ คตร. ทำหน้าที่เสร็จแล้ว สิ่งที่สังคมรอฟังคือสูตรการคำนวณค่าการกลั่นจะเปลี่ยนไปหรือไม่

 

ส่วนคำถามที่ 2 ที่อยากจะถาม ไม่กี่วันที่ผ่านมาปรากฏข่าวการเตรียมการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท ต้องยอมรับว่าเป็นการแถลงที่ค่อนข้างพิสดาร เพราะไม่มีการปรึกษาหารือกับทางกระทรวงการคลัง เชื่อว่าเรื่องนี้ต้องมีคนสั่งการ แต่ตนเป็นห่วง ว่าในอนาคตท่านรองนายกฯ จะสามารถรักษาวินัยทางการคลังต่อไปได้หรือไม่ และจากสถานการณ์ตอนนี้วิกฤตถึงขั้นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ตามมาตรา 172 แล้วหรือไม่

 

“ทุกรัฐบาลอยากใช้เงิน ทุกรัฐบาลสามารถที่จะอ้างถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ แต่เรื่องของวินัยทางการเงินการคลังไม่มีใครใส่ใจในเรื่องนี้ นอกเหนือจากกรณีจำเป็นเร่งด่วน หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ กฎหมายเขาระบุชัด เราต้องบริหารภายในกรอบ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ไม่ใช่ไปออก พ.ร.ก.อย่างพร่ำเพรื่อ” กรณ์กล่าว

 

ด้าน เอกนิติกล่าวตอบว่า ความหมายของสถานการณ์วิกฤตวันนี้มีหลายอย่าง หลายครั้งที่ผ่านมาการออกเป็น พ.ร.ก. เพื่อเตรียมพร้อมล่วงหน้าป้องกันไม่ให้วิกฤตซ้ำเติมหนักกว่าเดิม ดังนั้นอาจจะไม่ใช่แค่จีดีพีเพียงอย่างเดียว และจากการที่ตนได้ไปประชุมที่ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ทุกคนยอมรับว่านี่คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนเจอเหมือนกัน

 

ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อม หากมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นต้องมีทรัพยากรทางการเงินมาดูแลประชาชน และสิ่งแรกที่ตนทำคือมอบหมายให้กรมบัญชีกลางไปดูเม็ดเงินการเบิกจ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำมาดูแลเยียวยาประชาชน แต่การดูแลเยียวยาจะไม่ใช่วิธีการหว่านแห ดังนั้นจึงต้องใช้ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายช่วยคนที่เดือดร้อนจริงๆ

 

ส่วนเรื่องการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ต้องมีการเตรียมกระสุนไว้ ถ้างบประมาณที่เราจะสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอก็ต้องเตรียมเงินอื่นเพื่อมาเยียวยาประชาชน ขณะเดียวกันก็จะนำมาใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านประเทศทำให้ประเทศไทยหากพ้นวิกฤติครั้งนี้ สามารถกลับมาเข้มแข็งจากประเทศที่พึ่งพาน้ำมัน พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ พึ่งพาการนำเข้า หันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น และอีกประเด็นคือการยกระดับให้ประเทศไทยให้มีขีดความสามารถการแข่งขันที่ดีขึ้น

 

ส่วนเรื่องเพดานงบประมาณ ตนก็จำหลักการมาตั้งแต่ทำงานกับกรณ์ วันนี้เราใช้เต็มเพดานเพราะเราไม่มีหนทางอื่น จึงต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่า และหากมีความจำเป็นก็อาจจะต้องใช้มาตรา 172

 

จากนั้น กรณ์ระบุว่า เอกนิติอาจจะใหม่ในการตอบกระทู้สดจึงไม่ได้เคร่งในการรักษาเวลา ก่อนตั้งคำถามที่ 3 ถึงกรณีของ วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลอนุทิน1 หรือบุคคลอื่นๆ ที่มีการฟอกเงินผ่านตลาดทุน ที่เป็นเครือข่ายของเบน สมิธ และยิมเลียก รวมถึงกรณีที่ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 จากกรณี ปลัดกระทรวงดีอีร่วมลงนามใน MOU ของกองทุน เบน สมิธ ที่ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งเดิมอยู่เหมาะสมและเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนการกำจัดกลุ่มฟอกเงินทุนเทาในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่

 

ด้าน เอกนิติชี้แจงว่า ขออภัยมือใหม่ที่อธิบายยาว แต่ทั้งนี้ตนได้กำชับเลขาฯ ก.ล.ต.แล้ว ส่วนกรณีอดีตรัฐมนตรี ขอยืนยันว่าตนเป็นคนที่เน้นเรื่องความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต ฉะนั้นคนโกงทั้งหมดจะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นอดีตรัฐมนตรีหรือใครก็ตาม เราจะต้องยึดหลักความถูกต้อง ความโปร่งใส ซึ่งหากมีข้อมูลหลักฐานต่างๆ ต้องดำเนินการให้สุดทางและเป็นไปตามกฎหมาย หากใครมีข้อมูลใดๆ ก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ แต่ขอให้ถูกต้องตามกฎหมาย

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising