×

ประธานสภา กทม. แจงปมเสียบบัตรแทนกัน ชี้ระบบค้าง เปิดโอกาส ส.ก. ยื่นร้องเรียน-ม. 157

โดย THE STANDARD TEAM
03.08.2026
  • LOADING...
ภาพการประชุมสภากรุงเทพมหานคร กรณี ส.ก. เสียบบัตรแทนกัน

การประชุมสภากรุงเทพมหานครเกิดข้อถกเถียงในวาระการแจงข้อเท็จจริงกรณีการลงคะแนนและการเสียบบัตรแทนกันของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)

 

 
 

ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงถึงระบบการทำงานของกล้องและการเช็กองค์ประชุม พร้อมระบุว่าภายในห้องประชุมสภาไม่มีกล้องวงจรปิด (CCTV) และประธานไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการชี้ถูกชี้ผิดแก่สมาชิก

 

ขณะที่ นภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก. เขตยานนาวา พรรคประชาชน ยอมรับว่าได้กดเครื่องให้ไซราม ประกายกิจ ส.ก. เขตสาทร พรรคประชาชน จริง ด้าน วิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก. เขตมีนบุรี กลุ่มเพื่อไทยไลฟ์ ยื่นประท้วงเรียกร้องขอเอกสารสรุปผลการสอบสวนเบื้องต้นทั้งหมดอย่างเป็นทางการ

 

ประธานสภาชี้แจงเหตุการณ์ ย้อนดูได้ผ่านไลฟ์

 

ในช่วงต้นของการประชุม ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภา กทม. ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องการกดบัตรลงคะแนน โดยระบุว่ากล้องบันทึกภาพภายในห้องประชุมสภามีทั้งหมด 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องที่หันหน้าเข้าหาบัลลังก์ประธาน 1 ตัว และกล้องที่หันหน้าเข้าหาสมาชิก 2 ตัว

 

ซึ่งกล้องทั้ง 3 ตัวจะทำการบันทึกและซูมภาพโดยอัตโนมัติเฉพาะเมื่อมีผู้เปิดไมโครโฟนพูดในสภาเท่านั้น ไม่ได้บันทึกวิดีโอมุมกว้างเหมือนกล้องวงจรปิด และยืนยันว่าในห้องประชุมสภา กทม. ไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดหรือ CCTV

 

สำหรับระบบถ่ายทอดสดมีกล้องทั้งหมด 4 ตัว ประกอบด้วยกล้องที่จับภาพจากด้านหลังช่วงกลางของสมาชิกไปยังบัลลังก์ประธาน 2 ตัว และกล้องจากด้านหน้าฝั่งซ้ายและฝั่งขวาจับภาพไปยังสมาชิก 2 ตัว ทำให้ได้ภาพมุมกว้างตามที่ปรากฏในการถ่ายทอดสด

 

ประธานสภา กทม. ได้ระบุถึงแนวปฏิบัติการดึงบัตรลงคะแนนว่า โดยปกติเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการสภาจะดึงบัตรออกทุกครั้งที่สมาชิกไม่อยู่ในห้องประชุม แต่ในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดึงบัตรออกทุกใบ ซึ่งความผิดพลาดในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นตั้งแต่วันเปิดสภาวันแรกเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ในวาระที่ 7.9 ที่มีจำนวนสมาชิกเกินและมีผู้ไม่ลงคะแนน 1 ท่าน ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่าสมาชิกไม่อยู่ในห้อง เจ้าหน้าที่จึงมาดึงบัตรออกและให้มีการโหวตใหม่

 

ส่วนกรณีล่าสุดจากการตรวจสอบคลิปถ่ายทอดสดการประชุมสภา พบว่าขณะที่ ไซราม ประกายกิจ ส.ก. เขตสาทร พรรคประชาชน และ ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ส.ก. เขตยานนาวา พรรคประชาชน ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่เมื่อเปิดระบบเช็กองค์ประชุม กลับปรากฏชื่อของทั้งสองคนบนจอ เนื่องจากบัตรได้ถูกเสียบค้างอยู่ในช่องเสียบอยู่แล้ว และเจ้าหน้าที่ซึ่งเดินทยอยดึงบัตรของสมาชิกที่ไม่อยู่ในห้องประชุมออก ไม่ได้ดึงบัตรของไซรามและภัทรศักดิ์ออก โดยสามารถตรวจสอบคลิปดังกล่าวได้จากไลฟ์สดในช่อง YouTube ของสภากรุงเทพมหานคร ที่ชั่วโมง 4:53:24

 

ปชป. แย้งมีพยานเห็นเหตุการณ์กดแทนกัน

 

นภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายโต้แย้งคำชี้แจงเรื่องระบบองค์ประชุม โดยระบุว่าผู้ที่อยู่ข้างนอกแล้วเข้ามาลงคะแนนต้องเป็นผู้กดด้วยตนเอง พร้อมระบุว่าแท่นลงคะแนนไม่ได้เสียตามที่กล่าวอ้าง เนื่องจากชื่อยังปรากฏบนจอ และมีสมาชิกในบริเวณแถวเดียวกันอย่างน้อย 3 ถึง 4 คนเห็นเหตุการณ์การกดบัตรแทนกัน

 

นภาพลได้อธิบายกระบวนการกดบัตรลงคะแนนว่า ผู้ที่กดแทนจะทำการกดปุ่มของตนเองก่อนจนสัญญาณไฟกระพริบเปลี่ยนเป็นไฟสีเขียวค้าง จากนั้นจึงเอื้อมไปกดในแท่นที่ยังคงมีสัญญาณไฟกระพริบอยู่ ซึ่งระยะห่างของแท่นลงคะแนนไม่สามารถนั่งกดแทนกันได้โดยไม่เอื้อม

 

นภาพล ระบุว่าในวันดังกล่าวมีตัวเลขแสดงการตัวตนจำนวน 48 คน แต่มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมจริงเพียง 40 คน และจากการตรวจสอบทั้งหมด ภัทรศักดิ์ได้ยอมรับว่าตนเองเป็นผู้ไปกดเครื่องของไซราม ซึ่งถือเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว และการกดปุ่ม 2 ครั้งไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยความผิดพลาดทั่วไป

 

ภัทราภรณ์ได้กล่าวชี้แจงแทรกนายนภาพลว่า การยืนยันตัวตนเป็นองค์ประชุมในสภากรุงเทพมหานคร ไม่ต้องกดปุ่มใดๆ แต่เป็นการเสียบบัตรลงไปในช่องเสียบบัตรเท่านั้น ซึ่งจากคลิปถ่ายทอดสดเมื่อเปิดระบบ บัตรได้เสียบค้างไว้อยู่แล้ว ทำให้ไซรามและภัทรศักดิ์มีชื่อเป็นองค์ประชุมโดยที่เจ้าตัวไม่ได้อยู่ในห้องประชุม

 

จี้ขอเอกสารการสอบสวนประกอบคำร้องเรียน

 

ภัทราภรณ์ ชี้แจงถึงกระบวนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่า ประธานสภาไม่สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนเองได้ ต้องรอหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการยื่นมายังประธานสภาเสียก่อน ซึ่งในขณะนั้นสำนักงานเลขานุการสภายังไม่ได้รับหนังสือจากตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย และการที่ ส.ก. พรรคประชาชน จะยื่นร้องเรียนกันเองอาจเกิดข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส

 

ทั้งนี้ หากได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างโปร่งใส ยุติธรรม และเท่าเทียม ส่วนกรณีที่มีการระบุถึงการดำเนินคดีตามมาตรา 157 สามารถดำเนินการได้ตามสะดวก พร้อมย้ำว่าประธานสภาไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการวินิจฉัยชี้ถูกชี้ผิดแก่สมาชิก เนื่องจากสมาชิกทุกคนมีศักดิ์เท่ากันและมาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

 

อย่างไรก็ตาม นภาพลได้พยายามขออภิปรายต่อหลายครั้ง โดยภัทราภรณ์ไม่อนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นการพูดซ้ำประเด็นเดิม จนช่วงหนึ่งนภาพลกล่าวว่า ประธานไม่สามารถปิดปากสมาชิกเช่นนี้ได้

 

ในระหว่างการโต้ตอบ กันตพงศ์ ดีชัยยะ ส.ก. เขตตลิ่งชัน พรรคประชาชน ได้ยกข้อบังคับการประชุมข้อ 11(4) ขึ้นประท้วงประธานสภา โดยระบุว่าประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุม และขอให้เข้าสู่วาระหลักซึ่งมีผู้บริหารและข้าราชการมารอพิจารณาเรื่องงบประมาณ ประธานสภาจึงวินิจฉัยให้อภิปรายตามระเบียบวาระต่อไป

 

ด้าน วิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก. เขตมีนบุรี กลุ่มเพื่อไทยไลฟ์ ได้ประท้วงประธานสภา โดยระบุว่าประธานสภาได้เปิดประเด็นนี้ในระเบียบวาระที่ 1 และระบุว่ามีการสอบสวนเบื้องต้นแล้ว ดังนั้น ในการรายงานต่อสภา ประธานสภาจะต้องจัดทำเป็นเอกสารสรุปรายละเอียดการสอบสวนเบื้องต้น ว่าได้สอบสวนบุคคลใดบ้าง มีการบันทึกอย่างไร เพื่อให้สมาชิกนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อไป ซึ่งภัทราภรณ์รับทราบและมอบหมายให้เลขานุการสภาจัดส่งเอกสารตามที่ร้องขอ

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising