×

ข้อสังเกตจากอดีต กสทช. : ความพยายามรักษาสถานะ นพ.สรณ เสี่ยงทำให้เกิดห่วงโซ่ผลกระทบอะไรบ้าง

โดย THE STANDARD TEAM
14.08.2026
ภาพกราฟิกแสดงห่วงโซ่ผลกระทบจากการรักษาสถานะประธาน กสทช.

นพ. ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะที่ปรึกษาบอร์ด กสทช. เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มี ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.

 

การชี้แจงครั้งนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์วินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติของ นพ.สรณ นำมาสู่การเปิดประเด็นตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความพยายามออกเอกสารชี้แจงของมหาวิทยาลัยมหิดลและคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่มีเจตนาสนับสนุนสถานะของ นพ.สรณ

 

นพ.ประวิทย์ ชี้ว่า เอกสารดังกล่าวมีข้อพิรุธหลายประการที่ต้องได้รับการตรวจสอบ ทั้งในส่วนของขั้นตอนการจัดทำ ความรวดเร็วในการตอบข้อหารือ และถ้อยคำที่ใช้ยืนยันสถานะ

 

นพ.ประวิทย์ อธิบายลำดับเหตุการณ์ว่า ก่อนหน้าที่คณะกรรมการสรรหาจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติ ทั้งกรรมาธิการ ICT วุฒิสภาชุดเดิมและคณะกรรมการสรรหา ได้ส่งหนังสือเชิญ นพ.สรณ ให้เข้าชี้แจงหลายครั้ง แต่ นพ.สรณ ปฏิเสธการเดินทางไปให้ข้อมูล

 

แม้ทางคณะกรรมการสรรหาจะเสนออำนวยความสะดวกเดินทางไปรับฟังคำชี้แจงในสถานที่ที่ นพ.สรณ สะดวก แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากคณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ กลับมีการเปิดเผยเอกสารและพยานหลักฐานจากมหาวิทยาลัยมหิดลออกมาเป็นจำนวนมาก

 

เปิดข้อพิรุธเอกสารจาก ม.มหิดล

 

นพ.ประวิทย์ เปรียบเทียบลักษณะการดำเนินการดังกล่าวว่าคล้ายกับการพิจารณาคดีในศาลที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมยื่นพยานหลักฐานในช่วงการไต่สวนข้อเท็จจริง แต่เมื่อมีคำตัดสินแล้วจึงนำเอกสารออกมาร้องเรียนหรือโต้แย้งในภายหลัง

 

1. รวดเร็วผิดปกติ

 

นพ.ประวิทย์ ชี้ว่า นพ.สรณ ยื่นเรื่องต่อมหาวิทยาลัยมหิดลในวันที่ 4 จากนั้นมหาวิทยาลัยได้ส่งเรื่องต่อให้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในวันเดียวกัน ทางคณะแพทยศาสตร์ตอบกลับในวันที่ 7 และมหาวิทยาลัยมหิดลสามารถออกหนังสือสรุปได้ในวันที่ 8 ซึ่งตรงกับวันหยุดราชการ

 

นอกจากนี้ หนังสือดังกล่าวยังมีการอ้างอิงถึงเอกสารของอดีตอธิการบดี ซึ่งตรวจสอบพบว่าไม่มีเลขรับในระบบสารบรรณสำหรับการอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง และไม่มีการประทับตรา ‘ด่วน’ ตามระเบียบปฏิบัติของราชการ

 

นพ.ประวิทย์ จึงตั้งคำถามถึงเหตุผลที่ทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาอันสั้น และกระบวนการลงนามหนังสือในวันหยุดราชการ

 

2. ใช้ถ้อยคำผิดพลาด

 

ในส่วนของเนื้อหาและถ้อยคำในหนังสือชี้แจง นพ.ประวิทย์ ระบุว่ามีการเรียก นพ.สรณ ว่าเป็น ‘แพทย์ผู้ประกอบโรคศิลปะ’ ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดทางกฎหมาย เนื่องจากตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 กำหนดให้แพทย์ใช้คำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม” ในขณะที่คำว่า ‘ผู้ประกอบโรคศิลปะ’ เป็นถ้อยคำตามกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง

 

นพ.ประวิทย์ มองว่า คณบดีคณะแพทยศาสตร์ย่อมทราบถึงความแตกต่างนี้เป็นอย่างดี การใช้ถ้อยคำที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งรีบในการจัดทำเอกสารและการขาดความรัดกุมในแง่ของข้อกฎหมาย

 

ประเภทค่าตอบแทน ส่อเข้าข่ายเลี่ยงภาษี

 

สำหรับข้อโต้แย้งที่ระบุว่า นพ.สรณ ได้รับค่าตอบแทนในประเภทเงินได้ตามมาตรา 40(6) ซึ่งเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระ จึงทำให้ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างนั้น นพ.ประวิทย์ ชี้แจงว่า เอกสารที่มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยไม่ได้ระบุสถานะลูกจ้าง แต่ระบุเพียงประเภทเงินได้พึงประเมิน ประเภทเงินได้ทางภาษีไม่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือชี้ขาดสถานะความเป็นลูกจ้างได้

 

โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อปี 2564 ที่ นพ.สรณ ดำรงตำแหน่งรองคณบดี ก็ได้รับเงินได้ตามมาตรา 40(6) เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่สามารถสรุปจากประเภทเงินได้เพียงอย่างเดียวว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง

 

นพ.ประวิทย์ อธิบายถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมหาวิทยาลัยมหิดลยืนยันหลักเกณฑ์นี้ว่า อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออาจารย์แพทย์ที่ปฏิบัติงานในคลินิกพิเศษ (Premium Clinic) เนื่องจากอาจารย์แพทย์เหล่านั้นมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย แต่ได้รับค่าตอบแทนในลักษณะเงินได้ตามมาตรา 40(6) แทนที่จะเป็นมาตรา 40(1) ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งคำถามด้านภาษีว่า สถานะการทำงานและความสัมพันธ์ทางนิติสัมพันธ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร

 

นพ.ประวิทย์ เตือนว่า หากแนวทางการตีความนี้ถูกนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ทั่วไป สรรพากรจะต้องดำเนินการตรวจสอบย้อนหลังในกลุ่มบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคลินิกพิเศษ และเอกสารที่รับรองการจ่ายเงินทุกฉบับจะถูกตีความว่าเป็นการยืนยันการหลบเลี่ยงภาษีของลูกจ้างมหาวิทยาลัยทุกคน นพ.ประวิทย์ สรุปว่า สิ่งที่ถูกนำเสนอมาเพื่อใช้เป็นข้ออ้างนั้น ขัดแย้งกับการปฏิบัติจริง

 

ช่วงเวลาพ้นสภาพพนักงานคาบเกี่ยว

 

ประเด็นต่อมาคือหนังสือแก้ไขข้อเท็จจริงจากฝ่ายบริหารทุนมนุษย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุว่า นพ.สรณ พ้นสภาพการเป็น ‘พนักงานค่าตอบแทนรายชั่วโมง’ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 นพ.ประวิทย์ ระบุว่าถ้อยคำนี้มีความสำคัญเพราะเป็นการระบุสถานะทางนิติสัมพันธ์อย่างชัดเจน และวันที่พ้นสภาพก็เกิดขึ้นภายหลังจากที่ นพ.สรณ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น กสทช. แล้ว

 

นพ.ประวิทย์ ย้ำว่า ไม่ว่าข้อความนี้จะเกิดจากความผิดพลาดในการจัดทำเอกสารหรือไม่ แต่การใช้คำว่า ‘ขอพ้นสภาพพนักงานค่าตอบแทนรายชั่วโมง’ ย่อมหมายความว่า นพ.สรณ พ้นสภาพจากการเป็น กสทช. และถือว่าสละสิทธิ์ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่สถานะของ นพ.สรณ ในช่วงเวลาที่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาตามกฎหมาย

 

สถานะ ‘แพทย์อิสระ’ คลุมเครือ

 

นอกจากนี้ นพ.ประวิทย์ ยังได้โต้แย้งแนวคิดที่อ้างว่าการทำงานในโรงพยาบาลรัฐเป็นลักษณะวิชาชีพอิสระ โดยอธิบายว่าโมเดลการประกอบวิชาชีพอิสระมีที่มาจากระบบโรงพยาบาลเอกชน ในขณะที่โรงพยาบาลของรัฐมีโครงสร้างการจัดการและภาระความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน

 

นพ.ประวิทย์ ตั้งคำถามว่า ไม่มีกฎหมายใดของรัฐที่อนุญาตให้นำเงินงบประมาณไปอุดหนุนแพทย์ที่มีสถานะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระโดยตรง

 

ในประเด็นความรับผิดทางละเมิด หากเกิดความผิดพลาดในการรักษาจนผู้ป่วยได้รับความเสียหายหรือเสียชีวิต นพ.ประวิทย์ ระบุว่ากฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ได้กำหนดกรอบความรับผิดของหน่วยงานรัฐไว้

 

หากเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐ การฟ้องร้องจะต้องกระทำต่อหน่วยงานก่อน แล้วหน่วยงานจึงจะสามารถไปไล่เบี้ยกับแพทย์ได้ แต่หากเป็นการประกอบอาชีพอิสระหรือแพทย์คลินิกรักษาผู้ป่วยเสียชีวิต แพทย์ผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายด้วยตนเอง ไม่สามารถเรียกร้องให้รัฐช่วยออกเงินแทนได้ การอธิบายความสัมพันธ์ด้วยแนวคิดวิชาชีพอิสระจึงมีความผิดปกติและควรต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ โรงพยาบาล และรัฐให้เกิดความชัดเจน

 

ส่วนกรณีการจัดเก็บค่ารักษาพยาบาลผ่านใบเสร็จของโรงพยาบาลรามาธิบดี นพ.ประวิทย์ ระบุว่าการอ้างว่าเป็นการเรียกเก็บเงินแทนนั้นเป็นคำกล่าวอ้างลอยๆ และขัดต่อระเบียบเงินรายได้ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อเงินเข้าสู่ระบบของคณะฯ จะต้องพิจารณาให้เป็นรายได้และรายจ่ายของคณะฯ ตามกฎหมาย

 

หากเป็นการแบ่งผลประโยชน์กันจริงตามแนวคิดวิชาชีพอิสระ นพ.สรณ จะต้องเป็นผู้เรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยด้วยตนเอง แล้วจึงนำไปจ่ายเป็นค่าสถานที่ให้กับโรงพยาบาลรามาธิบดี การอธิบายเพียงว่าโรงพยาบาลทำหน้าที่เก็บเงินแทนเพื่อแยกความสัมพันธ์ทางนิติสัมพันธ์จึงไม่สมเหตุสมผล

 

ปม ‘Rama Channel’ เข้าข่ายประโยชน์ทับซ้อน

 

ประเด็นสุดท้ายที่ นพ.ประวิทย์ นำเสนอ คือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ‘รามาแชนแนล’ (Rama Channel) ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจจาก กสทช.

 

“ต่อให้อ้างว่า นพ.สรณ เป็นลูกจ้างของคณะแพทยศาสตร์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ นิติสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างก็อาจเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากโรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นผู้รับใบอนุญาต จึงไม่สามารถเข้ามาเป็น กสทช. ได้”

 

นพ.ประวิทย์ ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า นพ.สรณ เคยเสนอแต่งตั้งคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยและมีบทบาทกำกับดูแลสถานีโทรทัศน์ เข้ามาเป็นอนุกรรมการของ กสทช. โดยได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ 8,000 บาท

 

นพ.ประวิทย์ เปรียบเทียบพฤติการณ์นี้ว่ามีลักษณะคล้ายการ ‘ผลัดกันเกาหลัง’ พร้อมตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีการเอื้อประโยชน์ต่างตอบแทนกันหรือไม่ และความสัมพันธ์นี้เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารรับรองคุณสมบัติของ นพ.สรณ หรือไม่

 

นพ.ประวิทย์ ทิ้งท้ายว่า การพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาไม่ได้อิงจากสถานะลูกจ้าง ชื่อเรียก หรือรูปแบบการจ่ายเงินของ นพ.สรณ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพิจารณาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 8(2) ซึ่งมุ่งเน้นในเรื่องการดำรงตำแหน่งที่ต้องรักษาความเป็นอิสระและป้องกันปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories