×

13 ปี กระบวนการพูดคุยสันติภาพ อนาคตพื้นที่สันติสุข และเจตจำนงยุติความรุนแรง

โดย THE STANDARD TEAM
18.07.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกสรุป 13 ปี กระบวนการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้ และอนาคตพื้นที่สันติสุข

หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้เปิดใจครั้งแรก เตรียมกำหนดพื้นที่นำร่องลดความรุนแรง ยืนยันคู่พูดคุย BRN เป็นตัวจริง ยอมรับกระบวนการแบบ ‘ไทย-ไทย’ อาจเดินช้า แต่ต้องให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ด้านภาคประชาสังคมชี้ แม้ความหวังริบหรี่ แต่การพูดคุยยังเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพ

 

วันนี้ (18 กรกฎาคม) ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีการจัดเสวนาหัวข้อ ‘มองสถานการณ์ชายแดนใต้ ซีซั่นใหม่: ข้อท้าทายและความหวัง’ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังรัฐบาลแต่งตั้งหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขคนใหม่ และเริ่มกลับไปพูดคุยกับขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี หรือ BRN อีกครั้ง

 

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW), ผศ.ดร.รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัช อาจารย์สถาบันสันติศึกษา, ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และรอมซี ดอฆอ ประธานสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP)

 

ดำเนินรายการโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters และซาฮารี เจ๊ะหลง จาก The Motive โดยมีผู้สื่อข่าวจากโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสื่อมวลชน สื่อภาคพลเมือง และสื่อสาธารณะเพื่อสันติภาพร่วมรับฟัง

 

เปิดเส้นทาง 13 ปี กระบวนการพูดคุยสันติภาพ

 

ผศ.ดร.ศรีสมภพกล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ข้อมูลที่นำเสนอในวงเสวนาระบุว่า เกิดเหตุการณ์รวม 23,755 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 7,806 คน และบาดเจ็บ 14,879 คน โดยระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นและลดลงสลับกันไปในแต่ละช่วงเวลา

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแนวโน้มรายปี พบว่าสถานการณ์ความรุนแรงเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดกระบวนการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการ

 

“เหตุปัจจัยที่ทำให้ความรุนแรงลดลงคือการพูดคุยเพื่อสันติภาพ เห็นได้ว่าแม้ในช่วงหลังจะยังเกิดเหตุการณ์ขึ้น แต่ระดับความรุนแรงไม่ได้กลับไปสูงเท่ากับช่วงก่อนหน้านั้น ดังนั้นทิศทางใหญ่ถือว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปในทางที่ดี หากดูจากเหตุการณ์รายปีจะพบว่าลดลงตั้งแต่ปี 2556” ผศ.ดร.ศรีสมภพกล่าว

 

ผศ.ดร.ศรีสมภพยังระบุว่า ตลอดช่วงกว่า 23 ปี รัฐบาลแต่ละสมัยจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้รวมแล้วกว่า 513,000 ล้านบาท ขณะที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการลดระดับความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ

 

การพูดคุยอย่างเป็นทางการเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญไทย แม้ข้อเสนอ 5 ข้อของ BRN ในเวลานั้นไม่ได้รับการยอมรับและยังไม่ถือเป็นข้อตกลงร่วมกัน แต่ถือเป็นเอกสารทางการที่ชัดเจนที่สุดฉบับหนึ่งของกระบวนการพูดคุย ก่อนที่สถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงจากการรัฐประหารในปี 2557

 

ต่อมาในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขขึ้นใหม่ โดยฝ่ายไทยพูดคุยกับกลุ่มมาราปาตานี ซึ่งเป็นการรวมตัวของหลายกลุ่ม และพยายามผลักดันแนวคิดพื้นที่ปลอดภัย แต่ไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ภายหลังจึงเกิด ‘Berlin Initiative’ หรือการริเริ่มที่กรุงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการระหว่างฝ่ายไทยกับ BRN ก่อนนำไปสู่การกลับมาเปิดโต๊ะพูดคุยระหว่างพล.อ.วัลลภ รักเสนาะ หัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายไทยในขณะนั้น กับอานัส อับดุลเราะห์มาน ตัวแทน BRN เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันให้มาเลเซียทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก และมีผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศเข้าร่วม

 

กระบวนการดังกล่าวพัฒนาไปสู่กรอบสารัตถะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การลดความรุนแรง การปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ และการแสวงหาทางออกทางการเมืองโดยไม่ใช้ความรุนแรง

 

ต่อมา วันที่ 31 มีนาคม 2565 ทั้งสองฝ่ายลงนามในหลักการทั่วไปของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 เห็นชอบแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม หรือ JCPP เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินงานครอบคลุมทั้งการลดความรุนแรง การปรึกษาหารือสาธารณะ และการแสวงหาทางออกทางการเมือง

 

อย่างไรก็ตาม กระบวนการพูดคุยต้องเผชิญความไม่ต่อเนื่องจากการเปลี่ยนรัฐบาลและการเลือกตั้งหลายครั้ง ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะแต่งตั้งฐนัตถ์เป็นหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขในปี 2569

 

‘ฐนัตถ์’ เปิดใจ ขอเริ่มใหม่ด้วยการคุยแบบคนไทยกับคนไทย

 

ฐนัตถ์กล่าวว่า ตำแหน่งของตนคือ ‘หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุข’ ไม่ใช่หัวหน้าคณะพูดคุยเช่นที่ผ่านมา โดยเข้ามารับช่วงต่อจากกระบวนการที่ดำเนินมานานกว่า 13 ปี และยังคงมีกรอบเบื้องต้นระหว่างฝ่ายไทยกับ BRN อยู่ 3 เรื่อง ได้แก่

 

  • การยุติความรุนแรง
  • การปรึกษาหารือสาธารณะ
  • การแสวงหาข้อตกลงหรือทางออกทางการเมือง

 

หลังรับตำแหน่ง ฐนัตถ์เริ่มต้นจากการพูดคุยกับหน่วยงานและประชาชนฝ่ายไทย โดยลงพื้นที่รับฟังภาคประชาสังคม นักการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนักวิชาการ ก่อนรวบรวมข้อเสนอไปหารือกับ BRN

 

ข้อเรียกร้องสำคัญจากประชาชนในพื้นที่ครอบคลุมทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การยุติความรุนแรง ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ การศึกษา รวมถึงปัญหายาเสพติด

 

ฐนัตถ์เปิดเผยว่า ในการพบ BRN ครั้งแรก ตนขอพูดคุยในฐานะประชาชนคนไทย ไม่ใช่คู่เจรจาที่กำลังต่อรองผลประโยชน์ระหว่างกัน

 

“ผมขอเริ่มใหม่ ผมเป็นหัวหน้าการพูดคุย มาตัวคนเดียวกับฝ่ายเทคนิคที่ทำงาน ผมไม่มีคำว่าเจรจาต่อรอง ไม่มีดีล แต่ขอมาทำงานร่วมกันว่าจะทำให้พื้นที่สงบสุขได้อย่างไร

 

“เราคุยกันด้วยใจกับใจ เขาเป็นคนไทย การทำงานไม่ใช่เรื่องทางทหาร ไม่ใช่การเจรจาต่อรอง แต่เป็นคนไทยกับคนไทยที่เห็นต่างกัน ซึ่งอาจมาจากความไม่ยุติธรรมหรือความบีบคั้น” ฐนัตถ์กล่าว

 

ระหว่างการหารือ ฝ่าย BRN ตั้งคำถามว่ารัฐไทยยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตหรือไม่ ซึ่งฐนัตถ์ตอบว่าประวัติศาสตร์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่การยอมรับว่ามีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นถือเป็นประตูบานแรกที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มต้นพูดคุยกัน ก่อนนำไปสู่การหารือในระดับเทคนิค

 

เตรียมเปิด ‘พื้นที่สันติสุข’ หมุดหมายแรกปลายกันยายน

 

ฐนัตถ์เปิดเผยว่า การพูดคุยครั้งล่าสุดมีการหารือถึงการกำหนดพื้นที่ลดความรุนแรง โดยไม่ต้องการใช้คำว่า ‘Safety Zone’ หรือพื้นที่ปลอดภัย แต่อาจใช้คำว่า ‘พื้นที่สันติสุข’ อย่างไรก็ตาม ชื่อ รูปแบบ ขอบเขตพื้นที่ และระยะเวลายังไม่ได้ข้อยุติ

 

ข้อเสนอที่อยู่ระหว่างหารือมีทั้งการกำหนดพื้นที่ครอบคลุม 37 อำเภอ หรือเลือกนำร่องประมาณ 10 อำเภอ รวมถึงการกำหนดช่วงเวลา 40 วัน หรือระยะเวลาอื่นตามความเหมาะสม ซึ่งฝ่ายเทคนิคจะต้องหารือรายละเอียด ก่อนนำกลับมารับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่

 

“ทุกอย่างที่ไปคุยกัน เราต้องกลับมาปรึกษาหารือกับประชาชนและประชาสังคมในพื้นที่ ผมพร้อมจะนำทุกคนไปคุยด้วยกัน เราคนไทยด้วยกันต้องคุยกันทั้งหมดว่า 3 ข้อที่เดินกันมา 13 ปี จะใช้ต่อไปหรือไม่ หรือจะต้องยอมรับเรื่องอัตลักษณ์ ภาษา และวัฒนธรรมอย่างไร

 

“หากเดินไปด้วยกันได้ จะเป็นการเปิดประตูการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างสันติสุขรอบใหม่” ฐนัตถ์กล่าว

 

ฐนัตถ์ระบุว่า ตั้งใจให้เดือนกันยายนเป็นหมุดหมายแรกของการขับเคลื่อนกระบวนการอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปลายเดือนกันยายน แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น จำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นภายในพื้นที่ให้มากที่สุด

 

ยืนยันคู่พูดคุย BRN เป็น ‘ตัวจริง’ เชื่อมั่นมากกว่า 80%

 

เมื่อถูกถามว่าฝ่ายไทยกำลังพูดคุยกับตัวแทน BRN ที่มีอำนาจควบคุมสถานการณ์จริงหรือไม่ ฐนัตถ์ยืนยันว่าเป็นตัวแทนตัวจริง โดยประเมินจากสัญญาณหลายประการ ทั้งความต่อเนื่องของการหารือระดับเทคนิค การกำหนดเงื่อนไขในการพูดคุย และลักษณะข้อเสนอที่แต่ละฝ่ายยังคงยืนยันจุดยืนของตนเอง

 

ฐนัตถ์ประเมินว่า มีสัญญาณที่ทำให้เชื่อมั่นมากกว่า 80% ว่าบุคคลที่ฝ่ายไทยกำลังพูดคุยด้วยเป็นตัวแทนที่แท้จริงของ BRN

 

ยอมรับฝ่ายไทยขาดเอกภาพ เปลี่ยนรัฐบาลกระทบความต่อเนื่อง

 

ฐนัตถ์ยังถอดบทเรียนการพูดคุยตลอด 13 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ซึ่งทำให้หัวหน้าคณะพูดคุยและแนวทางดำเนินงานเปลี่ยนแปลงไปตามรัฐบาลแต่ละชุด

 

อีกปัจจัยคือความไม่มีเอกภาพของฝ่ายไทย เพราะคณะพูดคุยในอดีตประกอบด้วยตัวแทนจากหลายหน่วยงาน ทำให้การหาข้อยุติบนโต๊ะเจรจาเกิดขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อแต่ละหน่วยงานมีมุมมองและข้อจำกัดแตกต่างกัน

 

ฐนัตถ์จึงตัดสินใจปรับรูปแบบให้ตนเองเป็นผู้พูดคุยหลักเพียงคนเดียว ขณะที่เบื้องหลังมีคณะทำงานสนับสนุน 3 ส่วน ได้แก่

 

  • ทีมฝ่ายเทคนิคที่ทำงานต่อเนื่องมาตลอด 13 ปี
  • ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ประกอบด้วย กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ทหาร และตำรวจ
  • ฝ่ายข่าวกรอง ซึ่งเชื่อมโยงกับบทบาทของฐนัตถ์ในฐานะผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

 

“ทีมงานบนโต๊ะขอผมคนเดียว ผมบากหน้ามา เราถูกถามตลอดว่ามีสิทธิอะไรไปคุยหรือแลกเปลี่ยน หากผมไปคนเดียว ผมก็ตอบได้ว่าไปคุยทำไม เพราะคนในพื้นที่ไม่มีความสุข

 

“เราไม่ได้ยกย่อง BRN ให้เป็นรัฐคู่กับประเทศไทย แต่เป็นผมคนเดียวที่ไปพูดคุยกับคนไทยอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อหาทางทำให้คนในพื้นที่กลับมามีความสุข” ฐนัตถ์กล่าว

 

ยอมรับเป็นการพูดคุยแบบ ‘ไทย-ไทย’ แต่ผ่านกระบวนการสันติภาพสากล

 

หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขยอมรับว่า รูปแบบการพูดคุยในปัจจุบันเป็นการพูดคุยแบบ ‘ไทย-ไทย’ หรือ Thai Ways of Peace Dialogue แต่กระบวนการกว่าจะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ ผ่านหลักการและมาตรฐานของกระบวนการสันติภาพสากลมาแล้ว

 

ฐนัตถ์ยืนยันว่า รัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองอย่างจริงจังในการยุติความรุนแรง โดยตนปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีได้แสดงความตั้งใจอย่างชัดเจนว่าต้องการให้สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยุติลง

 

นอกจาก BRN แล้ว ฐนัตถ์ระบุว่าจะพูดคุยกับทุกกลุ่มโดยไม่ทอดทิ้งกลุ่มใด เพราะกระบวนการสันติภาพไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะคู่ขัดแย้งหลัก แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเข้ามามีบทบาท

 

“ถึงเวลาที่ต้องให้พลเรือนเข้ามามีบทบาท พลังของพวกเราจะพาไปถึงเป้าหมายสันติสุข ผมบอกรัฐบาลเสมอว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุก็คือพี่น้องของเรา ลูกหลานของเรา ไม่ใช่สงครามที่เราทำกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับเยาวชนและลูกหลานของเราเอง” ฐนัตถ์กล่าว

 

หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขยังกล่าวถึงการใช้ความรุนแรงของรัฐต่อประชาชนว่า จำเป็นต้องลดระดับลงและไม่ควรนำเหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นเงื่อนไขในการปราบปรามอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันยอมรับว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ถูกใช้โดยทั้งสองฝ่าย

 

“ผมอยากให้ทุกฝ่ายหยุดใช้ IO เพราะภาคใต้ไม่ใช่สงคราม ผมจะพยายามสื่อสารให้ยุติการใช้ IO ใส่ร้ายกัน” ฐนัตถ์กล่าว

 

ศอ.บต. พร้อมหนุนการพัฒนาควบคู่กระบวนการสันติภาพ

 

นันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. กล่าวว่า ศอ.บต. ในฐานะหน่วยงานด้านการพัฒนา ต้องทำงานภายใต้กรอบสันติภาพ โดยคำนึงถึงวิถีชีวิต คุณภาพชีวิต และอัตลักษณ์ของประชาชนในพื้นที่

 

ศอ.บต. พร้อมพัฒนากลไกเพื่อรองรับข้อเสนอใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการพูดคุย เช่น การแก้ไขปัญหาของสถาบันศึกษาปอเนาะ ผ่านความร่วมมือกับคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ประชาสังคมเรียกร้องยุติกฎหมายปิดปาก-IO

 

ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่า กระบวนการสันติภาพยังเผชิญข้อท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะการใช้มาตรการทางกฎหมายและกฎหมายปิดปาก หรือ SLAPP ต่อผู้ที่แสดงความคิดเห็น การปิดล้อมตรวจค้น ตลอดจนการใช้ IO ที่ขยายผลไปถึงนักวิชาการและภาคประชาสังคม

 

ลม้ายเรียกร้องให้ยกเลิกการดำเนินคดีลักษณะดังกล่าว และระมัดระวังการกล่าวถึงประวัติศาสตร์โดยปราศจากความรู้ความเข้าใจ พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ติดตามและมีส่วนร่วมกับกระบวนการพูดคุย

 

“แม้เราอาจไม่กล้าคาดหวัง เพราะผิดหวังมาตลอด แต่เราไม่เคยหมดหวังกับการสร้างสันติสุขและสันติภาพ จึงหวังว่าสื่อมวลชนจะช่วยกันถ่ายทอดเรื่องนี้ให้มากขึ้น” ลม้ายกล่าว

 

แม้ความหวังริบหรี่ แต่ไม่มีทางออกอื่นนอกจากการพูดคุย

 

รอมซี ดอฆอ ประธาน CAP กล่าวว่า การมองสถานการณ์ชายแดนใต้ใน ‘ซีซั่นใหม่’ ต้องยอมรับทั้งข้อจำกัด ความท้าทาย และความหวัง โดยที่ผ่านมา การเจรจามักจำกัดอยู่เฉพาะคู่ขัดแย้ง แต่จากนี้ต้องดึงกระบวนการลงมาสู่ระดับประชาชน เพื่อให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าตนเองเป็นหุ้นส่วนของสันติภาพ ไม่ใช่เพียงผู้ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของรัฐหรือกลุ่มขบวนการ

 

รอมซียอมรับว่า สถานการณ์ของกระบวนการสันติภาพมีความเปราะบางมากขึ้น เนื่องจากขาดการสนับสนุนและกลไกเสริมที่จะทำให้กระบวนการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้แนวทางการพูดคุยแบบ ‘ไทย-ไทย’ อาจถูกมองว่าเป็นการถอยหลังจากมาตรฐานเดิม แต่ทุกฝ่ายไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกหดหู่บดบังความจำเป็นของการพูดคุย

 

“แม้ความหวังจะริบหรี่ แต่เราในฐานะภาคประชาชนไม่เห็นทางออกอื่น นอกจากการใช้การพูดคุย กระบวนการสันติภาพต้องเดินหน้าให้ได้

 

“โจทย์สำคัญคือเราต้องยอมรับความจริงและรากเหง้าของความขัดแย้ง วิธีการแก้ไขต้องชัดเจน และต้องไม่ลดทอนความเชื่อมั่นของสังคม” รอมซีกล่าว

 

รอมซียังเรียกร้องให้ลดวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง และสร้างหลักประกันด้านความจริงและความยุติธรรม โดยยกกรณีที่เกิดขึ้นกับทนายกมลศักดิ์เป็นตัวอย่างว่า หากเหตุการณ์ยังไม่คลี่คลายและเจ้าหน้าที่รัฐยังรู้สึกอึดอัดในการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย ก็เป็นเรื่องยากที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสันติภาพ

 

CAP ยืนยันว่าจะทำหน้าที่รับฟังและนำเสนอเสียงของประชาชน แม้บางครั้งจะถูกหน่วยงานรัฐระแวง โดยเสนอให้ทั้งรัฐไทยและ BRN เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนสื่อสารอย่างปลอดภัย มีเสรีภาพ และมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม หรือ Inclusive เพื่อสร้างความเป็นธรรม ความชอบธรรม และเป็นเกราะป้องกันไม่ให้กระบวนการพูดคุยล้มลง

 

จี้นายกฯ ประกาศเจตจำนง ตั้งกลไกสันติภาพระดับชาติ

 

ผศ.ดร.รุ่งระวีกล่าวถึงข้อเสนอจากรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งควรถูกนำกลับมาผลักดันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการกำหนดให้กระบวนการสันติภาพเป็นแกนกลางในการแก้ไขปัญหา และให้นายกรัฐมนตรีแสดงเจตจำนงทางการเมืองต่อสาธารณะอย่างชัดเจน

 

ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย การจัดตั้งศูนย์บูรณาการสันติภาพเพื่อเป็นกลไกกำกับและสั่งการหน่วยงานรัฐทั้งหมด ผ่านคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี การตั้งคณะกรรมการกำกับทิศทางกระบวนการสันติภาพ และการปรับปรุงพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเพิ่มบทบาทด้านการสร้างสันติภาพให้แก่ ศอ.บต.

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ทบทวนและยกเลิกกฎหมายพิเศษในพื้นที่ ยุติการใช้กฎหมาย SLAPP แก้ไขปัญหาการลอยนวลพ้นผิด เปิดพื้นที่ให้ศึกษาประวัติศาสตร์ที่แตกต่าง ส่งเสริมการกระจายอำนาจและศึกษารูปแบบการเมืองการปกครองที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของประชาชนในพื้นที่

 

รวมถึงเสนอให้สภาความมั่นคงแห่งชาติจัดโครงสร้างกระบวนการสันติภาพใหม่ โดยมีพลเรือนเป็นหัวหน้า และให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อสร้างสันติภาพ

 

ความคืบหน้าล่าสุด มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาแนวทางส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ภายใต้คณะกรรมาธิการการกฎหมาย เพื่อหยิบรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กลับมาพิจารณาและผลักดันอีกครั้ง

 

เสนอรื้อฟื้น ‘พื้นที่กลาง’ ให้ทุกฝ่ายพูดคุยอย่างแท้จริง

 

ผศ.ดร.ศรีสมภพกล่าวสรุปว่า แนวทางของหัวหน้าการพูดคุยคนใหม่มีลักษณะเป็นการพูดคุยแบบไทย หรือ Thai Ways of Peace Dialogue โดยฐนัตถ์ทำหน้าที่พูดคุยในระดับบุคคล ขณะที่ยังคงรักษาสารัตถะเดิม 3 ด้าน ได้แก่ การลดความรุนแรง การปรึกษาหารือสาธารณะ และการแสวงหาทางออกทางการเมือง

 

แม้กรอบการพูดคุยอาจไม่ได้ยึดรูปแบบ PDIF หรือ JCPP อย่างเคร่งครัด แต่ยังคงใช้สาระสำคัญเดิม โดยแบ่งการทำงานออกเป็นหลายระดับ มีคณะทำงานสนับสนุนหลายฝ่าย และให้ประชาชนในพื้นที่กับภาคประชาสังคมเป็นองค์ประกอบหลักของกระบวนการมากขึ้น

 

ผศ.ดร.ศรีสมภพเห็นว่า นี่เป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ยังมีความท้าทายอีกมาก โดยเฉพาะการสร้างหลักประกันว่าทุกฝ่ายจะสามารถแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมได้อย่างปลอดภัย

 

“เราอยากให้มีการรื้อฟื้นพื้นที่กลางเพื่อการสร้างสันติภาพ เพราะพื้นที่กลางเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดภาวะของการพูดคุยได้อย่างแท้จริง” ผศ.ดร.ศรีสมภพกล่าว

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising