×

ทำไมไม่สั่งฟ้อง ‘นักการเมือง’ ฟังประธาน กกต. ชี้แจงมติคดีทุจริต สว.

14.09.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกพร้อมข้อความ ‘ทำไมไม่สั่งฟ้องนักการเมือง’ และรูป ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.

ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงเบื้องหลังและรายละเอียดการพิจารณาสั่งฟ้องคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือ ‘คดีฮั้ว สว.’ หลังจากที่ประชุม กกต. มีมติส่งคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อเอาผิดผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย จากทั้งหมด 427 ราย ซึ่งรวมถึง สว. ชุดปัจจุบัน 26 ราย

 

 
 

แต่มีมติ ‘ยกคำร้อง’ ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นนักการเมืองและกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พรรคภูมิใจไทย รวม 21 ราย

 

ใช้ประสบการณ์ศาล ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน-เส้นทางการเงิน

 

ณรงค์อธิบายถึงกระบวนการพิจารณาสำนวนอย่างละเอียดว่า กกต. พิจารณาเป็นรายบุคคลและรายกรณีตามข้อกล่าวหาและพฤติการณ์ โดยยกกรณีจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นตัวอย่างความผิดที่ชัดเจนว่า ผู้ถูกร้องที่ 84 ดำรงตำแหน่ง สว. ในปัจจุบัน มีพฤติการณ์ในการจูงใจ หรือเรียกง่ายๆ ว่าให้ทรัพย์สินเงินทองกับผู้มีสิทธิเลือก สว. เพื่อจะลงคะแนนให้กับตัวเอง

 

ซึ่งจากการไต่สวน พบความเชื่อมโยง พบเส้นทางการเงินไปยังตามผังต่างๆ ฟังได้ว่าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาตามมาตรา 77 คือจูงใจผู้สมัครให้มาเลือกตัวเอง หรือเรียกว่าจ้างโหวตเตอร์ จึงมีมติว่าให้ส่งศาลฎีกาเพื่อตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา

 

ประธาน กกต. ย้ำว่าตนเองมาจากศาล จึงใช้บรรทัดฐานการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเช่นนี้เหมือนกันทุกกลุ่มจังหวัด ในทางกลับกัน หากผู้ถูกร้องแก้ข้อกล่าวหาและนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนจนฟังได้ว่าไม่ได้มีการจูงใจโดยใช้เงินทอง กกต. ก็มีมติยกคำร้องไปเป็นจำนวนมาก สำหรับกรณีการชักจูงนั้น

 

“การมีชื่อในโพยไม่ได้หมายความว่าจะต้องส่งฟ้องศาล ต้องมีพฤติการณ์อื่นประกอบ ระเบียบการแนะนำตัวฟรีสไตล์ แต่มีอยู่ข้อหนึ่งคือ ถ้าคุณทำผิด เกี่ยวกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ถ้าคุณเข้าไปยุ่งเกี่ยว ชักจูง โน้มน้าวให้ลงคะแนนให้คุณ คุณผิด ยกตัวอย่างตามมาตรา 77 ชักจูง จูงใจให้ลงคะแนน คนมีชื่อในโพย มีพฤติการณ์ให้ทำแบบนี้ จำนวน 20 กว่าคนถูกดำเนินคดี ต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้” ณรงค์กล่าว

 

ไม่เคยเชื่อถือ ‘พยาน 16/26’ ตั้งแต่แรก แม้ก่อนกลับคำให้การ

 

ในประเด็นที่ กกต. เสียงข้างมากมีมติยกคำร้อง ไม่ส่งศาลฎีกาเพื่อเอาผิดนักการเมืองและกรรมการบริหารพรรคสีน้ำเงินนั้น ประธาน กกต. ชี้แจงว่าสำนวนนี้อาศัยพยานบุคคลเป็นหลัก โดยเฉพาะประจักษ์พยานรหัส 16/26 ซึ่ง กกต. พบข้อพิรุธด้านความน่าเชื่อถือหลายประการ

 

“เหตุการณ์ในการเลือก สว. การรับรองผลมันล่วงเลยมาเป็นเวลานาน ทำไมพยานรหัสนี้ 16/26 ไม่เคยออกมาแจ้งเหตุ หรือแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ กกต. เลยว่ากลุ่มคนเหล่านี้กระทำความผิด”

 

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภูมิหลัง ‘พยานรหัสที่ 16/26’ ซึ่งเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกถึง 11 ปี ในข้อหายักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า 500 ล้านบาท และถูกตัดสิทธิทางการเมืองในคดีจริยธรรม

 

นอกจากนี้ คำกล่าวอ้างเรื่องการประชุมฮั้ว สว. ของพยานปากนี้กลับไม่มีหลักฐานใดรองรับ ในช่วงที่เกิดขึ้นไม่ว่าเหตุการณ์ 1-2 ไม่ได้ความว่าในการประชุมของกลุ่มนี้มีการเก็บเครื่องมือสื่อสาร และไม่ปรากฏหลักฐานอื่น ไม่ว่าภาพถ่ายหรือสิ่งอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่ามีการกระทำ ไม่ปรากฏกระทั่งหลักฐานการปฏิบัติการของ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่อ้างว่ามีเงินค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล ไม่พบว่าจ่ายให้ใคร ตรวจสอบเส้นเงินก็ไม่มี เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ

 

ยิ่งไปกว่านั้น พยานรหัสที่ 21/26 และ 22/26 ยังให้การไม่สอดคล้องกัน และในที่สุดพยานทั้ง 3 ปากได้ทำหนังสือกลับคำให้การ โดยระบุว่าพฤติการณ์ที่เคยอ้างถึงไม่เป็นความจริง

 

“ผมอยู่ศาลมา 38 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา พยานกลับคำผมลงโทษมาเยอะ แต่พยานปากนี้ หรือรวม 3 ปาก ไม่มีความน่าเชื่อถือแต่แรก” ประธาน กกต. ระบุ

 

เข้าใจธรรมชาติการเมือง-ไม่ปฏิเสธหลักฐานจาก DSI

 

ประธาน กกต. ยืนยันว่าการไต่สวนในคณะที่ 26 มีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมอยู่ด้วยตลอด เส้นทางการเงิน โทรศัพท์และหลักฐานต่างๆ ล้วนได้จาก DSI ใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยไม่ปฏิเสธรับพยานหลักฐาน และทำงานร่วมกันตลอด แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะระบุความผิดอาญาตามข้อกล่าวหาได้

 

“โทรศัพท์อาจจะมีโทรหากัน แต่ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเขาคุยกันเรื่องอะไร ถ้าเรายอมรับความจริง ธรรมชาติของนักการเมืองหรือคนเป็น สว. ได้ใหม่ๆ ต้องยอมรับว่าเขาต้องดำเนินการอย่างไร เขาต้องจับกลุ่มตกลงกัน”

 

ส่วนการพบกันที่โรงแรมพูลแมนนั้น “มีพยานกล่าวถึงว่าพบ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด และ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ไม่มีรายละเอียดว่าท่านไปทำอะไรกัน เป็นไปได้ทุกทางถึงพบ แต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานที่ชี้ว่ากระทำผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1

 

ท้ายที่สุด ประธาน กกต. ระบุว่าความเห็นของคณะกรรมการไต่สวนไม่ได้ผูกมัด กกต. เพราะ กกต. แต่ละคนต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อทำคำวินิจฉัยด้วยตนเอง

 

จุดยืนต่อกระแสวิจารณ์ ใช้ความถูกต้องเป็นเกราะป้องกัน

 

ต่อข้อวิจารณ์ที่เรียกร้องให้ กกต. ส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด ประธาน กกต. โต้แย้งอย่างหนักแน่นว่า

 

“กกต. ไม่ใช่ศาลก็ถูก พวกเราไม่ใช่ศาล แต่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบให้อำนาจเอาไว้ กรณีฟังไม่ได้เลยว่าเขาทำผิด แล้วท่านยื่นต่อศาล ถามว่าตั้งแต่แรกท่านจะร่างฟ้องอย่างไร จะนำพยานไปสืบอย่างไรว่าเขากระทำความผิด”

 

“ถ้าทำอย่างนั้นคิดว่าง่ายเลย พวกผมไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เป็นไปรษณีย์ส่งให้หมดเลย คิดว่าง่ายหรือไม่ ไม่ได้ เราทำผิดกฎหมายด้วยซ้ำไปถ้าทำแบบนั้น”

 

ประธาน กกต. ยังฝากข้อความถึงนักวิจารณ์และอดีต กกต. ว่า คาดหวังให้ท่านต้องเป็นหลักให้สังคม อย่าชี้นำผิดๆ อันไหนถูกก็ว่าถูก อันไหนผิดก็ว่าผิด

 

“ท่านเคยอยู่บ้านนี้ ทำไมท่านไม่รักษาบ้านเดิมท่านบ้าง”

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising