สิทธิโชติ อินทรวิเศษ หนึ่งในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย เผยเบื้องหลังการลงมติคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชี้ให้เห็นความขัดแย้งในการมองพยานหลักฐาน โดยระบุว่ามีเส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อและการจัดทำโพยที่เชื่อมโยงกับคนในพรรคการเมืองอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันว่าการพิจารณาคดีต้องมองภาพรวมขององค์ประกอบทั้งหมด “ให้เห็นช้างทั้งตัว” ไม่ใช่การแยกส่วนพิจารณา
ประเด็นสำคัญ
ช่วงเย็นวันนี้ (15 กันยายน) สิทธิโชติได้ออกมาพบกับสื่อมวลชนที่สำนักงาน กกต. และตอบคำถามเกี่ยวกับการแถลงข่าวของ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เมื่อวานนี้ (14 กันยายน) โดยระบุว่า ไม่ใช่ไม่พอใจ แต่ก่อนการแถลงข่าวได้มีการตกลงกันภายในแล้วว่า จะต้องชี้แจงมติในแต่ละข้อกล่าวหาให้ชัดเจนว่ามีมติเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยจำนวนเท่าใด โดยยึดรูปแบบการแถลงข่าวของศาลรัฐธรรมนูญเป็นแนวทาง เพื่อให้สังคมรับทราบว่ามติในหลายประเด็น ‘ไม่ได้เป็นเอกฉันท์’
“ในที่ประชุมพูดกันว่า ไม่ถึงขนาดต้องบอกชื่อว่าเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยเป็นใคร แต่ขอให้ชัดว่าในแต่ละข้อกล่าวหานั้น กกต. ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร เราเคารพเสียงข้างมาก แล้วเสียงข้างน้อยมีกี่เสียง”
สิทธิโชติเน้นไปที่ข้อกล่าวหา 1 และ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยเปิดเผยว่า มติของ กกต. ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ บุคคลสำคัญบางราย กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง และบางรายมีมติ 6 ต่อ 1 ขณะที่กรรมการบริหารพรรคบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลย ก็มีมติยกคำร้องเป็นเอกฉันท์
สิทธิโชติเปิดเผยว่า ตนเองและ ชาย นครชัย กกต. เป็นเสียงข้างน้อย 2 คน ที่มีความเห็นว่า พยานหลักฐานที่ปรากฏมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ เนื่องจากการกระทำไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว แต่กระจายไปทั่วประเทศ
ส่วนที่จับได้ไล่ทันปรากฏหลักฐานกระบวนการจัดทำโพยในโรงแรมหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และสุโขทัย ซึ่งสามารถยึดโพยได้จำนวน 12 โพย โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 7 อันดับแรกล้วนอยู่ใน 12 หมายเลขที่ระบุไว้ในโพยดังกล่าว การกระทำนี้ถือเป็นการทุจริตการเลือกตั้งตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และเข้าข่ายความผิดอาญาตามมาตรา 77(1)
ฟากเสียงข้างน้อยยังตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ที่พบการกระทำความผิดทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว โดยผู้เกี่ยวข้องล้วนเป็นสมาชิกพรรคหรือมีความเกี่ยวพันกับพรรคดังกล่าว ข้อมูลนี้สอดคล้องกับคำให้การครั้งแรกของพยานที่ระบุว่า มีการจัดการประชุมพรรคเพื่อมอบหมายให้ สส. ในพื้นที่หรือบุคลากรของพรรคเป็นผู้ดำเนินการ
“ผมไม่ได้เชื่อว่าคำพูดคนจะมีน้ำหนักเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมเชื่อถือว่าคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติและเกิดขึ้นจริงตามคำพูดหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้จากพยานนี้ว่าเกิดขึ้นจริง เป็นไปตามคำของเขา ก็น่าเชื่อถือ”
เงื่อนงำการสื่อสาร เส้นทางการเงิน และการนัดพบหลังเลือกตั้ง
นอกจากนี้ พยานซึ่งเป็นเลขาธิการของ สส. และหน้าห้องรัฐมนตรี ที่ปัจจุบันได้รับเลือกเป็น สว. ได้ให้การว่า หลังจากการประกาศผล มีการนัดประชุม สว. กลุ่มดังกล่าวที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 21 เพื่อกำหนดตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา
ในการประชุมดังกล่าว มีการยึดเครื่องมือสื่อสารของผู้เข้าร่วม และพบเห็นบุคคลสำคัญของพรรค รวมถึงประเด็นที่หัวหน้าพรรคอาจอยู่ในสถานที่เดียวกันแต่อยู่คนละห้อง ข้อมูลเหล่านี้ประกอบกับการตรวจพบการติดต่อทางโทรศัพท์ของรัฐมนตรีบางคนในช่วงเวลาการเลือกตั้ง ทำให้เสียงข้างน้อยเชื่อว่าเป็นการสนับสนุนให้เกิดการฮั้วในแต่ละจังหวัด
สำหรับประเด็นเส้นทางการเงิน สิทธิโชติเปิดเผยว่า ไม่พบเส้นทางการเงินที่ออกจากบัญชีของนักการเมืองโดยตรง แต่มักออกจากบุคคลรอบข้างที่เกี่ยวข้อง มีคำกล่าวอ้างจากพยานถึงการใช้เงินสดบริเวณชั้น 4 ของที่ทำการพรรค แต่ไม่มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเส้นทางการเงินของ สว. ตัวจริงจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ตรวจพบว่ามีการโอนเงินไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ กกต. เสียงข้างมากมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับพิจารณาเส้นทางการเงินนี้ ทำให้กระบวนการตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวต้องยุติลง แม้เสียงข้างน้อยจะเห็นว่ามีความผิดก็ตาม
ข้อพิรุธพยานกลับคำให้การและมุมมองแบบ “เห็นช้างทั้งตัว”
กรณีที่พยานรหัส 16/26 และพยานอีกหนึ่งปากชื่อ ‘ดิเรก’ ซึ่งเคยให้การสอดคล้องกัน ได้มายื่นหนังสือกลับคำให้การในภายหลัง โดยอ้างว่าโพยไม่มีอยู่จริงและกล่าวหาว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นผู้จัดทำโพยขึ้นมาเองนั้น สิทธิโชติมองว่าการกลับคำให้การมีความน่าสงสัยและอ้างเรื่องการถูกข่มขู่ได้ยาก เนื่องจากพยานบุคคลหนึ่งมีสถานะเป็นผู้มีบารมีและเป็น สส. ของพรรคการเมืองในขณะที่ให้การ
ส่วนพยานอีกบุคคลหนึ่งมีสถานะเป็นถึงพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญ นอกจากนี้ การยื่นหนังสือกลับคำให้การเกิดขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทิ้งห่างจากการให้การครั้งแรกเป็นเวลานาน และเกิดขึ้นหลังจากมีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 แล้ว
สิทธิโชติเน้นย้ำถึงวิธีการพิจารณาพยานหลักฐานว่า ต้องนำข้อเท็จจริงย่อยๆ ของแต่ละกลุ่มมาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อวิเคราะห์ถึงที่มาและเบื้องหลัง เปรียบเสมือนการพิจารณาภาพ “ช้างทั้งตัว” ไม่ใช่การจับเพียงแค่งวงแล้วสรุป ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยใช้ในการวินิจฉัยคดีทางการเมือง
“ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวงที่ฟังมานี้ เชื่อว่า เมื่อฟังประกอบกับทุกสิ่ง มองช้างทั้งตัวแล้ว เราจะรู้ว่าช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือปลีกย่อยก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างงั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรว่าผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 เพียงแต่ว่าท่านประธานอาจไม่มีตัวเลขในมือในเวลานั้น” สิทธิโชติกล่าว
สิทธิโชติยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายภายใน กกต. แต่เป็นความเห็นไม่ตรงกันด้วยเพราะต่างคนต่างมีเหตุผล สำหรับเหตุผลของตนคือการหยิบเล็กหยิบน้อยการกระทำแต่ละกลุ่มนำมาวิเคราะห์รวมกัน เพื่อทำให้เห็นว่ามีเบื้องหลังที่มาอย่างไร คล้ายกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยด้วยการหยิบเล็กหยิบน้อยแล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคการเมืองหนึ่งเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย
“เราก็เหมือนกัน หยิบเล็กหยิบน้อยมารวมกันเพื่อให้เห็นว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่จับแค่งวง แล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง ซึ่งก็ถูกนั่นไม่ใช่ช้าง นั่นแค่งวง จับแค่หู แล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง เมื่อไหร่จับผสมกันได้หมดนั่นแหละคือช้าง” สิทธิโชติกล่าว
อำนาจของศาลฎีกาและการแก้ปัญหากระบวนการยุติธรรม
กระบวนการสืบสวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 มีความจำเป็นต้องดึงหน่วยงานภายนอก ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับภาค เข้ามาร่วมดำเนินการ เนื่องจากกระบวนการสืบสวนในระดับอำเภอถูกตัดตอน ทำให้ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ การบูรณาการข้อมูลจึงจำเป็นต่อการสืบสวนคดีระดับประเทศ
ปัจจุบันกระบวนการพิจารณาในชั้น กกต. ได้สิ้นสุดลงแล้ว และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมติ กกต. ได้ คดีจะเข้าสู่กระบวนการของศาลฎีกา โดยสิทธิโชติระบุว่า ศาลฎีกามีอำนาจในการเรียกดูพยานหลักฐานเพิ่มเติมในสำนวนคดีทั้งหมด รวมถึงผู้เสียหายหรือราษฎรสามารถเป็นโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง
“ก็เป็นดุลพินิจของศาลเพื่อให้บ้านเมืองนี้ไปได้ สุดแล้วแต่ศาลจะมองในมุมไหน ท่านมีอำนาจเยอะ” สิทธิโชติระบุ
กรณีคุณสมบัติ สว. และการตอบโต้ข้อกล่าวหา “กกต. สีน้ำเงิน”
สำหรับกรณี สว. ที่ลงสมัครไม่ตรงตามกลุ่มอาชีพ สิทธิโชติชี้แจงว่า ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานในกรณีผู้สมัครทำนาเกลือในกลุ่มเกษตรกรว่า หากผู้สมัครรับรองตนเองและผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอตรวจสอบยอมรับ ถือว่าการรับสมัครถูกต้อง
เช่นเดียวกับกรณีผู้ค้าก๋วยเตี๋ยวและผู้ค้าหมูที่ กกต. เคยวินิจฉัยว่าสมัครถูกกลุ่ม เนื่องจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว หากพบประเด็นขาดคุณสมบัติในภายหลัง จะเป็นกระบวนการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง
ในประเด็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า กกต. ชุดนี้เป็น ‘กกต. สีน้ำเงิน’ สิทธิโชติชี้แจงว่า การลงมติขึ้นอยู่กับเหตุผลทางข้อกฎหมาย หากมติเสียงข้างมากเป็นประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สังคมย่อมมองในมุมนั้นได้ แต่ขอให้พิจารณาจากเหตุผลในการวินิจฉัยของกรรมการแต่ละราย


