×

สถาบันหรือตัวบุคคล? การเดิมพันกับตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่

25.04.2026
  • LOADING...
เควิน วอร์ช ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ

ช่วงตึงเครียดของสงครามสหรัฐฯ อิหร่าน ความสนใจของนักลงทุนส่วนใหญ่มักติดอยู่กับประเด็นสงครามรายวัน เสมือนว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้ว

 

แต่ที่จริงในตลาดการเงินกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่สำคัญมากไม่แพ้กันก่อตัวอยู่ นั่นคือการพิจารณารับรอง Kevin Warsh ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่จากวุฒิสภาสหรัฐฯ และในช่วงที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ ตลาดยังไม่รู้ผลลัพธ์ที่แน่นอน

 

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งประธาน Fed ครั้งนี้ อาจเป็นหนึ่งในครั้งที่วุ่นวายและผันผวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์

 

คำถามไม่ใช่แค่ Warsh จะได้รับการยืนยันตำแหน่งนี้หรือไม่ แต่รวมไปถึงธนาคารกลางควรกำหนดนโยบายการเงินอย่างไรในช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัวจากสงคราม และราคาน้ำมัน สลับกับแรงกดดันของประธานาธิบดี Trump ที่ต้องการให้ Fed ลดดอกเบี้ยทันที

 

ความเป็นอิสระของ Fed ยังสำคัญสำหรับเศรษฐกิจและตลาดการเงินแค่ไหน นักลงทุนอย่างเราควรต้องรู้ให้เท่าทันตลาด

 

การเปลี่ยนตัวประธาน Fed รอบนี้ต่างจากทุกครั้ง ผมเชื่อว่าเป็นเพราะความขัดแย้งที่รุนแรงผิดปกติ ระหว่างประธานาธิบดีกับประธาน Fed

 

จุดเริ่มต้นการเสนอชื่อ Warsh เกิดขึ้นหลังจาก Trump ส่งข้อความผ่าน Truth Social ว่า “Powell’s termination cannot come fast enough” กลางปี 2025 ตามด้วยการที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ออกหมายศาลสอบสวน Jerome Powell เรื่องค่าปรับปรุงอาคาร Eccles Building มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์

 

ความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับ Fed ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในประวัติศาสตร์ ความเป็นอิสระกับไม่เป็นอิสระมักมีผลลัพธ์ที่ต่างกันมาก

 

เช่นก่อนเลือกตั้งปี 1972 ปธน. Nixon กดดัน Arthur Burns ให้ผ่อนคลายนโยบายการเงิน Burns ดำเนินการตามที่ขอ หนุนให้เศรษฐกิจร้อนแรงจน Nixon ชนะเลือกตั้ง แต่สองปีถัดมาเงินเฟ้อกลับพุ่งขึ้นสูง ทั้งจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป ซ้ำเติมด้วยวิกฤติน้ำมัน OPEC ปี 1973 จน Fed ต้องใช้ยาแรงขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไล่เงินเฟ้อออกจากระบบ

 

กลับกันเมื่อปี 1984 James Baker ในฐานะ White House Chief of Staff และตัวแทน Ronald Reagan สั่งประธาน Fed, Paul Volcker ตรงๆ ว่าอย่าขึ้นดอกเบี้ยก่อนเลือกตั้ง แต่ Volcker เลือกที่จะดำเนินนโยบายตามที่เห็นสมควร จนถูก Reagan ลดบทบาทด้วยการแต่งตั้ง Board ใหม่จน Volcker แพ้โหวตใน FOMC และลาออกในที่สุดปี 1987 ผลลัพธ์จากการที่ Fed รักษาความเป็นอิสระในช่วง 1979 – 1984 คือเงินเฟ้อถูกกำจัดออกจากระบบ หนุนเศรษฐกิจให้เข้าสู่วัฏจักรการเติบโตที่ยาวนานกว่า 90 เดือนในทศวรรษ 1980

 

ประเด็นต่อมา คือสถานการณ์สงครามเพิ่มโอกาสการกำหนดนโยบายการเงินผิดพลาด อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ในอนาคต

 

เช่น ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1942–1951) Fed ช่วยตรึงดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์ไว้ที่ 0.375-2.5% เพื่อช่วยรัฐบาลออกพันธบัตรสงคราม ผลคือหนี้ต่อ GDP สหรัฐฯ พุ่งจาก 42% ไปแตะระดับ 110-120% เงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 10-20% ต่อปีหลังสงคราม นำไปสู่การตั้งข้อตกลง Treasury-Fed Accord ในปี 1951 เพื่อคืนอิสระให้ Fed กลายเป็นรากฐานของระบบ Monetary Policy ปัจจุบัน

 

สงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้จะไม่รุนแรงเท่าสงครามโลก แต่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจากการปิดช่องแคบ Hormuz เป็นความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ต้องจับตา

 

ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธาน Fed ก็ต้องระวังว่าถ้าต้องลดดอกเบี้ยทันทีตามที่ Trump ต้องการ อาจสร้างความกังวลต่อความเป็นอิสระของ Fed ตลาดหุ้นและยีลด์จะผันผวนจน Fed Put อาจเป็นสัญญาณลบกับตลาดการเงินมากกว่าบวก

 

เมื่อเราเข้าใจว่าการตัดสินใจของ Fed อาจนำไปสู่ทิศทางของโลกการเงินที่หลากหลาย ก็ต้องพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์

 

กรณีฐาน โอกาสเกิดสูงสุดคือ Warsh ได้เป็นประธาน Fed คนใหม่ และปรับลดดอกเบี้ยแบบ Hawkish Cut

 

ผมคาดว่า Warsh จะได้รับการยืนยันแต่งตั้งภายในวันที่ 15 พ.ค. แทนที่ Powell ที่หมดวาระ

 

แต่ Warsh ต้องถ่วงดุลและเลือกดำเนินนโยบายการเงินให้ Fed ดูมีความเป็นอิสระมากที่สุด เป็นไปได้ที่ Warsh จะลดดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันจาก Trump แต่เลือกสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความเป็นอิสระของ Fed ด้วยการลดขนาดงบดุล (QT) และสนับสนุนการลงทุน AI เพื่อลดต้นทุนเศรษฐกิจระยะยาว

 

กรณีนี้ ผมมองว่าดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสลดลงอย่างน้อย 1 ครั้ง (25bps) ช่วงปลายปี แต่ยีลด์ระยะยาว 7-10 ปีจะทรงตัวในกรอบ 4.0 – 4.5% จากทั้งความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูง การทำ QT และค่าใช้จ่ายลงทุน

 

สำหรับกรณีฐาน ผมประเมินว่าดัชนี S&P 500 จะสามารถยืนได้ที่ระดับ 7,000 จุด จากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แต่การลดดอกเบี้ยอาจทำให้ดอลลาร์อ่อนค่ากลับลงไปที่ระดับ 31.3 บาท กลยุทธ์การลงทุนจึงเป็นการกระจายการลงทุนไปสู่หุ้นทั่วโลกเป็นหลัก

 

กรณีเสี่ยง ผมมองว่าเป็น Warsh ที่ลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป ส่งผลให้ตลาดกังวลกับเงินเฟ้อ ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นกดดันโลกการเงิน

 

กรณีนี้คือ Warsh ได้รับการแต่งตั้งภายในกลางปี และเลือกที่จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยทันที 2-3 ครั้งในปีนี้ตามที่ Trump ต้องการ

 

แม้ระยะสั้นตลาดหุ้นอาจตอบรับในเชิงบวก แต่ความเสี่ยงในระยะยาวจะก่อตัวขึ้นเพราะเงินเฟ้อไม่ได้รับการควบคุม ในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ทรงตัวระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อคาดหวังจะสูงกว่า 3.0% ตลอดปี

 

ด้านตลาดการเงิน บอนด์ยีลด์จะชันขึ้นมากที่สุด ยีลด์ 10 ปีอาจขึ้นสูงไปได้ถึง 4.5-5.0% จากความกังวลด้านเงินเฟ้อและวินัยทางการคลัง

 

ดัชนี S&P 500 มีโอกาสย่อตัวกลับไปที่ 6,400 – 6,700 จุด แต่ดอลลาร์จะแข็งค่าไปที่ 32.6 บาทจากทั้งยีลด์ที่สูงขึ้น และนักลงทุนที่เลือกหลบภัยในสินทรัพย์ปลอดภัย

 

กรณีวิกฤติ และอาจต้องระวังไว้คือ Constitutional Chaos จากการแต่งตั้ง Warsh ที่ล้มเหลวและ Trump เดินหน้าปลด Powell ออกจากตำแหน่ง

 

ถ้าวุฒิสภาไม่ยืนยัน Warsh ก่อน 15 พ.ค. และ Powell ต้องนั่งรักษาการ จะส่งผลให้ Trump พยายามปลดเขาออกจากตำแหน่งโดยอ้างความผิดทางวินัย

 

ผมมองว่าตลาดจะเข้าสู่โหมดตื่นตระหนกอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่กังวลเรื่องนโยบาย แต่คือการสั่นคลอนความเป็นอิสระของ Fed โดยตรง

 

แม้ในกรณีนี้ ดอกเบี้ยอาจไม่ลดเลยเพราะไม่มีใครกล้าตัดสินใจอย่างชัดเจน หนุนยีลด์ระยะยาวทรงตัวสูง

 

แต่ระดับดอกเบี้ยที่สูงจากเหตุการณ์นี้ ไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งหรือการควบคุมเงินเฟ้อได้เลย ในทางตรงข้ามอาจเป็นความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ร้ายที่สุดอาจลุกลามไปจนเป็นแรงกดดันให้นักลงทุนสถาบันและธนาคารกลางทั่วโลกต้องลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ

 

ผมมองว่านี่คือวิกฤติที่แท้จริงที่อาจกดดันให้ดัชนี S&P 500 ร่วงต่ำกว่า 6,500 จุด พร้อมกับดอลลาร์ที่อ่อนค่าเชิงโครงสร้างลงไปที่ระดับ 30.6 บาท

 

การเดิมพันของ Trump บนตำแหน่งประธาน Fed ครั้งนี้ จึงเป็นความไม่แน่นอนที่เราต้องเตรียมพร้อมรับมือ ในมุมมองของผม บทเรียนในอดีตสอนเราว่า ตลาดรับได้กับดอกเบี้ยสูง มากกว่า Fed ที่ไม่เป็นอิสระ

 

สิ่งที่นักลงทุนควรตีความให้ได้ จึงไม่ใช่แค่ว่า Warsh จะมาหรือไม่ หรือจะลดดอกเบี้ยได้กี่ครั้ง แต่คือบุคคลที่ถูกแต่งตั้งจาก Trump จะยืนหยัดต่อสู้เพื่ออิสระของธนาคารกลางหรือไม่ ชาวโลกการเงินจะได้เห็นสิ่งนี้ไปพร้อมกันครับ

 

ภาพ: Tom Williams / Contributor / Getty Images

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories