รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจ ยกเลิกข้อบังคับห้ามส่งออกอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้าง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจาก ‘นโยบายสันตินิยม’ ที่ยึดถือมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง
ประเด็นสำคัญ
การปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ในครั้งนี้ส่งผลให้ญี่ปุ่นสามารถส่งออกยุทโธปกรณ์ทางทหาร เช่น เครื่องบินขับไล่และเรือรบ ให้แก่ประเทศพันธมิตรที่ปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติได้
ทำไมญี่ปุ่นตัดสินใจยกเลิกข้อบังคับ
รัฐบาลญี่ปุ่นให้เหตุผลถึงประเด็นการรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนไป โดย ทาคาอิจิ ระบุชัดเจนว่า “ในสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีประเทศใดที่สามารถปกป้องสันติภาพและความมั่นคงของตนเองได้เพียงลำพังอีกต่อไป”
อีกทั้งการตัดสินใจดังกล่าว ยังเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติใน ‘สถานการณ์พิเศษ’ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นชี้แจงว่า แม้ญี่ปุ่นจะยังคงจำกัดการส่งออกอาวุธไปยังประเทศที่กำลังมีข้อพิพาทรุนแรง แต่ก็มีการเปิดช่องให้สามารถส่งออกอาวุธได้ใน ‘สถานการณ์พิเศษ’ โดยพิจารณาจากความต้องการด้านความมั่นคงแห่งชาติของญี่ปุ่นเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังการกระชับความร่วมมือทางทหารและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่ญี่ปุ่นได้ตกลงทำสัญญาประมูลมูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ เพื่อให้บริษัท Mitsubishi Heavy Industries สร้างเรือรบให้กับกองทัพเรือออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังมีประเทศพันธมิตรที่สนใจซื้ออาวุธจากญี่ปุ่น เช่น นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
สรุปประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนโยบาย (The Policy Shift)
รัฐบาลญี่ปุ่นและสภาความมั่นคงแห่งชาติ (NSC) ได้แก้ไข ‘หลักการ 3 ประการว่าด้วยการถ่ายทอดอุปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ’ โดยยกเลิกข้อจำกัดเดิมที่ห้ามการส่งออกอาวุธเพื่อการสู้รบ และอนุญาตให้ส่งออกอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างหรืออาวุธสังหารได้ เช่น เครื่องบินขับไล่ ขีปนาวุธ และเรือรบ
ส่วนเงื่อนไขและขั้นตอนการส่งออกนั้น อาวุธสังหารจะถูกส่งออกได้เฉพาะกับประเทศที่มีข้อตกลงร่วมกับญี่ปุ่นในการปกป้องข้อมูลชั้นความลับ ปัจจุบันมี 17 ประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร และต้องเป็นประเทศที่มุ่งมั่นจะใช้อาวุธตามกฎบัตรสหประชาชาติเท่านั้น โดยการส่งออกจะต้องผ่านการอนุมัติจากการประชุมรัฐมนตรี 4 คนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งประกอบไปด้วย นายกรัฐมนตรี, เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, รัฐมนตรีต่างประเทศ และรัฐมนตรีกลาโหม
รัฐบาลย้ำว่า ญี่ปุ่นยังคงยึดมั่นในหลักการของชาติรักสันติ โดยจะมีการพิจารณาอนุมัติการส่งออกอย่างเข้มงวดเป็นรายกรณี (Case-by-Case) และจะจำกัดเฉพาะประเทศที่มีข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศหรือเทคโนโลยีกับญี่ปุ่น รวมถึงมีข้อห้ามส่งออกไปยังประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะสงคราม (เว้นแต่จะมีสถานการณ์พิเศษที่ส่งผลต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น)
กระแสต่อต้านและผลกระทบที่ตามมา
นโยบายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า เป็นการละทิ้งนโยบายใฝ่สันติภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการ และประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่า การดำเนินการนี้ ‘ขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 9 แห่งรัฐธรรมนูญ’ ซึ่งระบุว่า ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงครามและไม่ครอบครอง ‘ศักยภาพในการทำสงคราม’ (War Potential) การส่งออกอาวุธร้ายแรงถูกมองว่าเป็นก้าวที่เบี่ยงเบนจากสถานะ ‘ชาติที่รักสันติ’ (Pacifist Nation) และอาจทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็น ‘พ่อค้าความตาย’ (Merchant of Death) ที่แสวงหากำไรจากสงคราม และเป็นผู้สนับสนุนความขัดแย้งในเวทีโลก
โดยผลสำรวจความคิดเห็นพบว่า ประชาชนชาวญี่ปุ่นถึง 67% คัดค้านการส่งออกอาวุธ และเกิดการประท้วงใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก เพื่อขับไล่รัฐบาลและต่อต้านการส่งออกอาวุธ
ผู้เชี่ยวชาญจากจีนชี้ว่า นี่คือการใช้วิธีค่อยๆ เฉือน (Salami-Slicing) เพื่อทำลายข้อจำกัดด้านกลาโหม และเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่นกำลังเร่งกลับมาสั่งสมกำลังทหาร (Remilitarization) อย่างโจ่งแจ้ง
กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ประกาศว่า จะต่อต้านแนวทางนี้ที่ ‘ขาดความยั้งคิด’ ของญี่ปุ่นอย่างถึงที่สุด เนื่องจากมองว่า จะนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ
ความตึงเครียดยังเพิ่มสูงขึ้นจากการที่ทาคาอิจิ ได้ส่งเครื่องสักการะไปยังศาลเจ้ายาสุกุนิ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของชาวจีนและเกาหลีใต้ที่เคยตกเป็นเหยื่อในช่วงสงครามอีกด้วย
แฟ้มภาพ: Philip Fong / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/4/21/japan-lifts-ban-on-lethal-weapons-exports-in-major-shift-of-pacifist-policy
- https://www.globaltimes.cn/page/202604/1359420.shtml
- https://www.bbc.com/news/articles/clyx4vlqy4vo


