×

เรือฟริเกตลำใหม่กับโจทย์อธิปไตยทางเทคโนโลยีและโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย

03.06.2026
  • LOADING...
ภาพเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชในทะเล

เมื่อเรือรบไม่ใช่แค่ยุทโธปกรณ์ แต่คือโอกาสสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

งบประมาณกว่า 17,000 ล้านบาทสำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ของกองทัพเรือไทย กำลังถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของประเทศในรอบหลายปี

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

 

ท่ามกลางการแข่งขันของอู่ต่อเรือจากต่างประเทศ 6 รายที่ยื่นซองประกวดแบบและใกล้จะประกาศผู้ชนะเข้าไปทุกขณะ คำถามที่ถูกถามมากที่สุดในเวลานี้อาจเป็นเรื่องของแบบเรือ สมรรถนะ หรือระบบอาวุธที่จะติดตั้งบนเรือเพื่อใช้ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติและรักษาอธิปไตยเหนือเขตทางทะเล

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง โครงการดังกล่าวกำลังเปิดประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ประเทศไทยจะได้เพียง ‘เรือรบ’ หรือจะได้ “ขีดความสามารถทางเทคโนโลยี” กลับมาพร้อมกันด้วย ซึ่งเป็นโจทย์ในเรื่องความคุ้มค่ากับโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับงบประมาณมหาศาลที่ใช้ไป

 

และในยุคที่ข้อมูล ซอฟต์แวร์ และเครือข่ายการสื่อสารกลายเป็นหัวใจของการทำสงครามสมัยใหม่ การครอบครองแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากประเทศเจ้าของยุทโธปกรณ์ไม่สามารถควบคุมระบบที่อยู่ภายในได้อย่างแท้จริง

 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านคำว่า ‘อธิปไตยทางเทคโนโลยี’ (Technology Sovereignty) ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวข้อสำคัญในแวดวงความมั่นคงทั่วโลก และเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในโครงการฟริเกตลำใหม่ของไทยด้วย

 

เมื่อสงครามยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนอาวุธ

 

ในอดีต ความได้เปรียบทางทหารมักถูกวัดจากจำนวนกำลังพล รถถัง เรือรบ หรือเครื่องบินรบที่แต่ละประเทศครอบครอง หรือที่เรียกว่า ‘สงครามสมมาตร’ (Symmetric Warfare) หรือ ‘สงครามตามแบบ’ (Conventional Warfare) ซึ่งวัดว่าใครมีศักยภาพด้านฮาร์ดแวร์เหนือกว่า ก็อาจเป็นผู้ชนะในสมรภูมิ

 

แต่บทเรียนจากสงครามยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการแข่งขันทางทหารในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในช่วงหลัง กำลังชี้ให้เห็นภาพที่แตกต่างออกไป นั่นคือเทรนด์ของสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การทำสงครามไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

 

ประเทศหรือตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งใช้ต้นทุนต่ำกว่า ก็สามารถสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศที่มีฮาร์ดแวร์เหนือกว่าได้ โดยหนึ่งในปัจจัยชี้วัดผู้ชนะ นอกจากเทคโนโลยีโดรนที่มีราคาถูกกว่ากันมากแล้ว กองทัพที่สามารถรับรู้สถานการณ์ได้ก่อน วิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วกว่า และตัดสินใจตอบสนองได้แม่นยำกว่า ก็มักเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบด้วย ดังนั้นในสนามรบยุคใหม่ ความเร็วในการตัดสินใจจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้จำนวนอาวุธ

 

การบูรณาการข้อมูลจากเรดาร์ โซนาร์ ดาวเทียม อากาศยานไร้คนขับ เครื่องบิน และหน่วยรบภาคพื้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ และส่งต่อให้ผู้บังคับบัญชาในเวลาอันสั้นที่สุด จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำสงครามสมัยใหม่

 

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงหันมาให้ความสำคัญกับระบบที่อยู่ ‘หลังฉาก’ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control: C2) ระบบอำนวยการรบ (Combat Management System: CMS) และระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link: TDL)

 

แม้ชื่อของระบบเหล่านี้อาจไม่คุ้นหูประชาชนทั่วไป แต่สำหรับกองทัพสมัยใหม่แล้ว ระบบดังกล่าวเปรียบเสมือน ‘สมอง’ และ ‘ระบบประสาท’ ของการรบทั้งระบบ

 

จากโดรนสู่ซอฟต์แวร์: เมื่อขีดความสามารถที่แท้จริงอยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์ม

 

หนึ่งในบริษัทไทยที่กำลังพัฒนาขีดความสามารถด้านนี้คือ RV Connex ซึ่งแต่ก่อนเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พัฒนาอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV เป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทาง RV Connex ก็กำลังขยายบทบาทจากการพัฒนาแพลตฟอร์มไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบอำนวยการรบที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับกองทัพ

 

รศ. ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ ประธานบริษัท RV Connex กล่าวว่า ปัจจุบัน RV Connex มุ่งพัฒนาระบบครบวงจร ตั้งแต่การรับข้อมูล การวิเคราะห์ ไปจนถึงการตัดสินใจและการสั่งการ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ระบบอำนวยการรบ (CMS) และระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (TDL) ที่บริษัทพัฒนาขึ้นนั้น มีศักยภาพในการติดตั้งบนเรือฟริเกตลำใหม่เพื่อใช้งานจริงได้

 

CMS: สมองของเรือฟริเกต

 

หากเปรียบเรือฟริเกตเป็นร่างกายมนุษย์ เรดาร์และโซนาร์คือดวงตาและหู

 

ระบบอาวุธคือแขนขา ระบบ Combat Management System หรือ CMS ก็คือสมองนั่นเอง

 

CMS ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากเซนเซอร์ทุกชนิดบนเรือ ไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ โซนาร์ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ หรือข้อมูลจากหน่วยรบอื่น ก่อนประมวลผลเป็นภาพสถานการณ์เดียว

 

ผู้บังคับบัญชาสามารถมองเห็นภาพรวมของสนามรบ ประเมินภัยคุกคาม จัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย และสั่งการใช้อาวุธได้จากระบบเดียว ยิ่งข้อมูลมีจำนวนมากขึ้น ความสำคัญของ CMS ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

TDL: เครือข่ายที่ทำให้ทุกหน่วยรบเห็นภาพเดียวกัน

 

ในขณะที่ CMS ทำหน้าที่เป็นสมอง Tactical Data Link หรือ TDL เปรียบเสมือนระบบประสาทที่เชื่อมโยงทุกหน่วยรบเข้าด้วยกัน

 

ระบบดังกล่าวทำให้เรือรบ เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ อากาศยานไร้คนขับ และศูนย์บัญชาการภาคพื้น สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แบบเรียลไทม์

 

ตัวอย่างเช่น หาก UAV ตรวจพบเป้าหมายกลางทะเล ข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งผ่าน TDL ไปยังเรือฟริเกต ก่อนที่ CMS จะประมวลผลและสั่งการระบบอาวุธได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

 

แนวคิดนี้คือหัวใจของ Network-Centric Warfare หรือการรบแบบเครือข่าย ซึ่งกำลังเป็นแนวทางหลักของกองทัพสมัยใหม่ทั่วโลก

 

อธิปไตยทางเทคโนโลยี: เมื่อการมีเรือไม่ได้แปลว่าควบคุมเรือได้สมบูรณ์เสมอไป

 

นอกเหนือจากคำถามว่าเรือมีสมรรถนะเพียงใดแล้ว ประเด็นสำคัญที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในแวดวงความมั่นคงไทย คือเรื่องอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technology Sovereignty) ซึ่งคำนี้หมายถึงสิทธิ์ของประเทศในการควบคุม เข้าถึง แก้ไข และพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีด้านความมั่นคงได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากใคร

 

แล้วประเทศไทยจะสามารถควบคุมระบบที่อยู่ภายในเรือลำนั้นได้มากน้อยเพียงใด

 

ในเอกสารประกอบการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกต ‘ประเด็นอธิปไตยทางเทคโนโลยี การส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ’ ซึ่งเขียนโดย RV Connex ถึงกองทัพเรือ ชี้ว่า โลกในปัจจุบันมีความผันผวนอย่างมาก เหตุการณ์ความขัดแย้งในยูเครน ตะวันออกกลาง และอินโด-แปซิฟิก สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติโดยไม่มีสิทธิ์ควบคุมนั้น จะกลายเป็นปัญหาได้ หากเจ้าของเทคโนโลยีตัดสินใจระงับการสนับสนุน

 

เมื่อภัยคุกคามในปัจจุบันมีลักษณะเป็นสงครามผสมผสาน (Hybrid Warfare) ที่ครอบคลุมทั้งมิติทางทหาร ไซเบอร์ เศรษฐกิจ และข้อมูลข่าวสาร ซอฟต์แวร์จึงเป็นหัวใจสำคัญของระบบอาวุธ ดังนั้นเมื่อมีความเสี่ยงที่ระบบอาวุธสมัยใหม่ ซึ่งควบคุมด้วยซอฟต์แวร์จะถูก ‘ปิดสวิตช์’ ได้จากระยะไกล การส่งเสริมให้เรือฟริเกตใช้ซอฟต์แวร์ไทยทั้งระบบ CMS และ TDL จึงเป็นข้อควรพิจารณาอย่างจริงจัง ท่ามกลางบริบทใหม่ของโลก

 

เพราะหากประเทศเจ้าของอาวุธไม่สามารถเข้าถึงหรือควบคุมระบบต่างๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ ก็อาจส่งผลต่อความสามารถในการพึ่งพาตนเองในระยะยาวได้

 

“การครอบครองเรือรบโดยไม่มีสิทธิ์ในซอฟต์แวร์ เปรียบเสมือนการซื้อรถยนต์ที่คนอื่นถือกุญแจ” วรรณธา หวังธนสกุล กรรมการบริษัท RV Connex กล่าว

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มผลักดันแนวคิด Technology Sovereignty อย่างจริงจัง

 

อย่างไรก็ตาม มีคำถามเกิดขึ้นตามมาว่า แล้วปัจจุบันนี้ระบบอำนวยการรบและระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีที่พัฒนาโดยคนไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทต่างชาติแล้วหรือยัง ในการที่จะติดตั้งบนเรือรบที่ใช้ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

 

อนาลโย กอสกุล นักสังเกตการณ์การทหารอิสระ และแอดมินเพจ thaiarmedforce,com ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันระบบอำนวยการรบของไทยยังไม่ได้ถูกใช้งานในเรือรบลำใด ดังนั้นตามทฤษฎีจึงถือว่า เรายังไม่สามารถทราบแน่ชัดว่า ระบบอำนวยการรบที่พัฒนาโดยคนไทย มีขีดความสามารถมากน้อยเพียงใด เพราะยังไม่ผ่านการพิสูจน์

 

แต่อนาลโยให้มุมมองที่น่าสนใจเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้เปรียบเหมือน “ไก่กับไข่” ว่าอะไรเกิดก่อนกัน กล่าวคือ ถ้ากองทัพไทยไม่ใช้งานระบบอำนวยการรบของไทย ก็จะไม่มีทางได้รับการพิสูจน์เพื่อยืนยันประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้ารัฐบาลและกองทัพมีนโยบายที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างแท้จริง และต้องการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นในประเทศ กองทัพก็มีความจำเป็นที่จะต้องจัดหาระบบของคนไทยเข้าประจำการก่อน เพื่อทดสอบขีดความสามารถและพิสูจน์ประสิทธิภาพในการใช้งาน

 

วิธีการอาจเป็นการจัดหาระบบลงเรือขนาดเล็ก เช่น เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง หรือเรือสนับสนุน และเมื่อใช้งานแล้วก็ควรจะมีการพัฒนาต่อเนื่องและจัดซื้อเพื่อใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเทศอย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือตุรกีใช้เป็นโมเดลพัฒนาทั้งสิ้น

 

อนาลโยกล่าวว่า คำถามแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้ากองทัพและรัฐบาลมีความชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรม เพราะหากเราต้องการมีขีดความสามารถด้านนี้ในประเทศไทย เราจะไม่ถามว่าคนไทยทำได้มีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง แต่คำถามควรจะเป็นว่า ในการสร้างระบบอำนวยการรบที่มีประสิทธิภาพด้วยฝีมือคนไทยจะต้องใช้วิธีการและกระบวนการอย่างไรบ้างมากกว่า

 

บทเรียนจากต่างประเทศ: ไม่มีชาติใดก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธด้วยการเป็นเพียงผู้ซื้อ

 

งบประมาณ 17,000 ล้านบาท สามารถซื้ออะไรได้บ้าง? สำหรับกองทัพเรือไทย คำตอบคือเรือฟริเกตลำใหม่

 

แต่สำหรับหลายประเทศทั่วโลก งบประมาณระดับนี้ไม่ได้ใช้ซื้อเพียงเรือรบ หากยังใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เทคโนโลยี และบุคลากรที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี

 

หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน หลายประเทศที่ปัจจุบันกลายเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ล้วนเคยอยู่ในจุดเดียวกับประเทศไทยมาก่อน พวกเขาเคยเป็นผู้นำเข้า เคยพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเคยเผชิญคำถามเดียวกันว่า ประเทศของตนจะสามารถสร้างขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้จริงหรือไม่

 

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศเหล่านั้น ไม่ได้เกิดจากบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่ราย แต่เกิดจากการที่รัฐบาลมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยการกำหนดเงื่อนไขการจัดหา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และมาตรการ Offset (การชดเชยทางเศรษฐกิจจากงบประมาณที่สูญเสียไปกับการซื้ออาวุธ) ที่มุ่งสร้างขีดความสามารถภายในประเทศอย่างจริงจัง

 

ในบทความนี้จะยกตัวอย่างการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกี เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ดี และอาจเป็นโมเดลให้ไทยถอดแบบมาใช้ได้

 

ตุรกี: จากผู้นำเข้า สู่ผู้ส่งออกเรือรบ

 

กรณีของตุรกีถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เมื่อเริ่มโครงการ MILGEM หรือ National Ship Program ในปี 2004 ตุรกียังพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก และมีสัดส่วนการพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพียงประมาณ 20% แต่ตุรกีมีนโยบายชัดเจนว่า ในอนาคตเรือรบจะต้องสร้างเองในประเทศ

 

รัฐบาลตุรกีเลือกใช้โครงการเรือรบเป็นสายพานพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยกำหนดให้คู่สัญญาต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ช่วยให้เกิดการพัฒนาระบบในประเทศ และส่งเสริมผู้ประกอบการภายในประเทศให้เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน

 

ผลลัพธ์คือ ในเวลาเพียงสองทศวรรษ สัดส่วนการพึ่งพาตนเองในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกี เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็นประมาณ 85% ในปี 2024 และมีบริษัทกว่า 200 แห่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ MILGEM

 

และเรือฟริเกตชั้น Istanbul ลําแรกที่เข้าประจําการในเดือนมกราคม 2024 นั้น ก็เป็นการสร้างในประเทศตุรกีทั้งลํา

 

จากประเทศผู้นำเข้า ตุรกีกลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธมูลค่ากว่า 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และสามารถส่งออกเรือรบไปยังหลายประเทศทั่วโลก

 

เกาหลีใต้: สร้างอุตสาหกรรมระดับโลกผ่านนโยบายรัฐ

 

ในช่วงทศวรรษ 1970 เกาหลีใต้แทบไม่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นของตัวเอง แต่รัฐบาลใช้การจัดหาอาวุธเป็นเครื่องมือสร้างขีดความสามารถในประเทศ ผ่านนโยบายการให้คู่สัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการภายในประเทศ และการกำหนดสัดส่วนการผลิตภายในประเทศอย่างเข้มข้น โดยมีหน่วยงานชื่อ DAPA (Defense Acquisition Program Administration) ที่มีอํานาจควบคุมการจัดหาอาวุธอย่างเบ็ดเสร็จ หน่วยงานนี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดสัดส่วนผลิตภัณฑ์ในประเทศ 80% ต่อต่างประเทศ 20% ในทุกโครงการจัดหา นอกจากนี้ DAPA ยังควบคุมการเจรจาราคา การถ่ายทอดเทคโนโลยี สัดส่วนเนื้องานท้องถิ่น (Local Content) และ Offset อย่างเข้มงวด

 

ปัจจุบันจะเห็นว่าเกาหลีใต้มีบริษัทอาวุธชั้นนำอย่าง Hanwha, Hyundai Heavy Industries และ LIG Nex1 ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ จากประเทศที่เคยพึ่งพาสหรัฐฯ ทั้งหมด วันนี้เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธอันดับ 9 ของโลก โดยผลิตและส่งออกเรือรบ รถถัง และเครื่องบินรบได้เอง และตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกอาวุธ Top 4 ของโลกในอนาคต

 

อินโดนีเซีย: ใช้อำนาจผู้ซื้อสร้างอุตสาหกรรมของตนเอง

 

สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียก็เป็นอีกตัวอย่างที่ดี รัฐบาลกำหนด Local Content ขั้นต่ำ 35% สำหรับโครงการจัดหาอาวุธ และเมื่อรวมมาตรการ Countertrade และ Offset แล้ว สัดส่วนผลประโยชน์ที่ต้องกลับคืนสู่ประเทศต้องไม่ต่ำกว่า 85%

 

แนวทางดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตอาวุธต่างชาติที่ต้องการชนะการแข่งขัน ไม่สามารถเสนอขายอาวุธเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องเสนอการลงทุน การผลิต และการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายในประเทศควบคู่กันไปด้วย

 

อินโดนีเซียจึงไม่ได้ใช้การจัดหาอาวุธเพียงเพื่อเสริมกำลังรบ แต่ยังใช้เป็นเครื่องมือสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วย

 

แล้วประเทศไทยควรได้อะไรจากงบประมาณ 17,000 ล้านบาท

 

คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทย โครงการฟริเกตวงเงิน 17,000 ล้านบาท จะเป็นเพียงการใช้จ่ายด้านความมั่นคง หรือจะเป็นการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ

 

เอกสารประกอบโครงการประเมินของ RV Connex ชี้ว่า หากมีนโยบาย Local Content และ Offset ที่ชัดเจน เม็ดเงินจากโครงการจัดหาอาจไหลกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ประมาณ 20-30% หรือคิดเป็นมูลค่า 3,400-5,100 ล้านบาท

 

เม็ดเงินดังกล่าวไม่ได้หมายถึงรายได้ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่หมายถึงการจ้างงานวิศวกร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิจัย ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการ SME ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ภายในประเทศ

 

ในหลายประเทศ ผลประโยชน์จากโครงการลักษณะนี้ไม่ได้จบลงเมื่อเรือถูกส่งมอบ

 

แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถเติบโตต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี

 

ฟริเกตลำใหม่: การตัดสินใจที่อาจกำหนดอนาคตอุตสาหกรรมป้องกันไทย

 

บทเรียนจากตุรกี เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศ ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ไม่มีชาติใดก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอาวุธระดับโลกได้จากการเป็นเพียง ‘ผู้ซื้อ’ แต่ทุกประเทศล้วนเริ่มต้นจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ใช้อำนาจการจัดซื้อของรัฐเป็นเครื่องมือ และสร้างพื้นที่ให้ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศเติบโตควบคู่ไปกับการจัดหาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

สำหรับประเทศไทยกำลังมีโอกาสตัดสินใจบนทางแยกเดียวกัน ไทยจะสามารถเปลี่ยนจาก ‘ผู้ซื้ออาวุธ’ ไปเป็น ‘ผู้สร้างเทคโนโลยี’ ในอนาคตได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องวางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ เพราะไม่มีใครเก่งมาแต่เกิด แต่เราสามารถเรียนรู้ในระหว่างทางที่เราสร้างมันขึ้นมา

 

แฟ้มภาพ: เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช / Wikipedia

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising