กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกรายงาน Global Financial Stability Report เดือนเมษายน 2026 เตือนว่า “เสถียรภาพการเงินโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” หลังสงครามในตะวันออกกลางได้กลายเป็นตัวเร่งให้ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่ภาวะเปราะบางอีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่อาจกลับมาสูง ภาวะการเงินที่ตึงตัว และความผันผวนที่มีแนวโน้มลุกลามเป็นวิกฤตเชิงระบบ
แม้ในภาพรวมตลาดยังคง “ปรับตัวอย่างเป็นระเบียบ” แต่ IMF ระบุชัดว่าโครงสร้างความเสี่ยงในปัจจุบันมีลักษณะ “เอียงไปด้านลบ” (Asymmetric Downside Risks) อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ ซึ่งอาจทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกหดตัวอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นให้เกิดแรงขายในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเป็นลูกโซ่
ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดรอบล่าสุด ดัชนีหุ้นทั่วโลกร่วงลงประมาณ 8% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yields) ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) ที่ต้องเผชิญแรงกระแทกหนักกว่าจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงและเงินทุนที่เริ่มไหลออก
5 จุดเปราะบางใหม่ของระบบการเงินโลก
IMF ระบุว่า ความเสี่ยงในรอบนี้ไม่ได้กระจุกอยู่เพียงภาคธนาคารเหมือนในอดีต แต่กระจายตัวอยู่ในหลายจุดของระบบการเงิน โดยเฉพาะใน “ภาคนอกธนาคาร” (Non-Bank Financial Institutions) ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
1. หนี้สาธารณะสูงและตลาดพันธบัตรผันผวน
ระดับหนี้ของรัฐบาลทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความอ่อนไหวของนักลงทุนต่ออัตราดอกเบี้ย ทำให้ตลาดพันธบัตรมีความผันผวนมากขึ้น ขณะที่หลายประเทศต้องพึ่งพาการออกพันธบัตรระยะสั้นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านการ “Rollover” หรือการต่ออายุหนี้ หากต้นทุนทางการเงินปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและธนาคาร (Sovereign-Bank Nexus) ยังเพิ่มโอกาสที่ปัญหาการคลังจะลุกลามเข้าสู่ระบบธนาคาร
2. Emerging Markets เผชิญแรงเงินทุนไหลออก
เงินทุนต่างชาติในช่วงหลังมีลักษณะ “ไหลเข้าแบบเก็งกำไร” มากขึ้น โดยเน้นตลาดพันธบัตรมากกว่าการลงทุนระยะยาว (FDI) ส่งผลให้ประเทศตลาดเกิดใหม่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของ sentiment โลก หากนักลงทุนลดความเสี่ยง (Risk-Off) เงินทุนอาจไหลออกอย่างรวดเร็ว นำไปสู่แรงกดดันค่าเงินและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
3. Non-bank และ Leverage สูง อาจเป็นตัวเร่งวิกฤต
IMF เตือนว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์และผู้เล่นในตลาดอนุพันธ์จำนวนมากใช้ leverage ในระดับสูง หากเกิด Shock ในตลาด อาจนำไปสู่ Forced Selling หรือการขายสินทรัพย์แบบเร่งด่วน ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความผันผวน โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่มีการใช้ Leveraged ETF และ options
4. Private Credit เริ่มมีสัญญาณเปราะบาง
ตลาดสินเชื่อเอกชน (Private Credit) ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงดอกเบี้ยต่ำ เริ่มมีสัญญาณคุณภาพสินทรัพย์ถดถอย เช่น อัตราการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้น และแรงถอนเงินจากนักลงทุน ซึ่งอาจลุกลามไปสู่ตลาดเครดิตในวงกว้าง
5. AI Boom อาจเผชิญแรงสะดุด
แม้การลงทุนด้าน AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา แต่ IMF เตือนว่า หากความไม่แน่นอนยืดเยื้อ การลงทุนอาจชะลอลง ขณะที่บางโมเดลธุรกิจมีลักษณะพึ่งพาเงินทุนหมุนเวียน (Circular Financing) ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงด้าน Valuation
ความเสี่ยงใหม่: หุ้นและพันธบัตรอาจร่วงพร้อมกัน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ IMF เน้นคือ “การเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์” โดยในอดีต พันธบัตรมักทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ช่วยชดเชยความเสี่ยงจากตลาดหุ้น แต่ในสถานการณ์ที่เกิด Supply Shock เช่น ราคาพลังงานพุ่งสูง ทั้งหุ้นและพันธบัตรอาจปรับตัวลดลงพร้อมกัน ส่งผลให้พอร์ตการลงทุนมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
พื้นที่นโยบายแคบลง: ความท้าทายของรัฐบาลทั่วโลก
IMF ชี้ว่า ความสามารถของรัฐบาลและธนาคารกลางในการรับมือวิกฤต (Policy Space) ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตก่อนหน้า เนื่องจากระดับหนี้ที่สูงและเงินเฟ้อที่ยังไม่กลับสู่เป้าหมาย ทำให้การใช้นโยบายการคลังและการเงินต้องเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น
ในด้านนโยบาย IMF แนะนำให้
- ธนาคารกลางรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการดูแลเสถียรภาพการเงิน
- รัฐบาลใช้นโยบายการคลังอย่าง ‘ตรงจุด’ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
- เร่งเสริมความแข็งแกร่งของระบบธนาคารและขยายการกำกับดูแลไปยังภาค non-bank
- สำหรับ Emerging Markets ควรใช้ค่าเงินเป็นตัวช่วยดูดซับแรงกระแทก และเสริมความแข็งแกร่งของกรอบนโยบายมหภาค
จาก Energy Shock สู่ Financial System Risk
รายงานฉบับนี้สะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า โลกกำลังเผชิญ “แรงกระแทกชั้นที่สอง” (Second-order Shock) จากวิกฤตพลังงาน โดยแรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาน้ำมันหรือเงินเฟ้ออีกต่อไป แต่กำลังลุกลามเข้าสู่โครงสร้างของระบบการเงิน
ในมุมของภาคธุรกิจและผู้กำหนดนโยบาย สิ่งที่ต้องจับตาในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงทิศทางราคาพลังงาน แต่รวมถึงความตึงตัวของสินเชื่อ (Credit Tightening), ภาวะสภาพคล่องในตลาด (Liquidity Conditions), และการไหลของเงินทุนระหว่างประเทศ (Capital Flows)
หากความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย โลกอาจไม่ได้กำลังเผชิญเพียง “วิกฤตพลังงาน” แต่กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนของ “ความเสี่ยงเชิงระบบการเงิน” ที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ
การแถลงดังกล่าวมีขึ้นในการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 วันที่ 13-18 เมษายน 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยมีวาระสำคัญครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านพลังงาน การขจัดความยากจน และเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

