ไทยกำลังเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงอย่างเลี่ยงไม่ได้ สะท้อนได้จากราคาอาหารและบริการที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น ตามการปรับตัวของราคาพลังงานที่ขาดแคลนจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางครั้งล่าสุด เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถยับยั้งต้นทุนการขนส่งไว้ได้ จนต้องส่งผ่านไปยังราคาวัตถุดิบ
ประเด็นสำคัญ
ทางด้านสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้ปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อไทยปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 1.5% – 2.5% ในกรณีฐาน (Base Case) เมื่อเดือนพฤษภาคม จากเดิมที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในช่วง 0.0% ถึง 1.0% (ค่ากลาง 0.5%) เมื่อเดือนมกราคม
ในกรณีแย่กว่านั้น (Worse Case) สนค.คาดว่าอัตราเงินเฟ้ออาจสูงถึง 2.5% – 3.5% หากราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งหลังของปี พร้อมเตือนว่า ไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation
นอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 2/2569 ที่ประชุม กนง. ได้ปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ในปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 2.9% จาก 0.3% ในประมาณการเดิมเมื่อธันวาคมปีก่อน เป็นกรณีฐาน (Base Case) และอาจพุ่งสู่ระดับ 5% ได้ในกรณีเลวร้าย (Worse Case)
THE STANDARD WEALTH ได้พูดคุย ดร.ฉมาดนัย มากนวล ผู้อำนวยการฝ่าย Business Risk & Macro Research ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมหาคำตอบว่าอัตราเงินเฟ้อครั้งนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อ ‘เงินในกระเป๋า’ ของคนไทย ซึ่งครอบคลุมถึง เงินออม รายได้ ค่าครองชีพ ตลอดจนการจ้างงานของผู้ประกอบการที่มีแนวโน้มลดลง จนอาจทำให้ประเทศไทยเผชิญภาวะว่างงานจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงได้

ดร.ฉมาดนัย มากนวล ผู้อำนวยการฝ่าย Business Risk & Macro Research ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
‘เงินเฟ้อ’ คืออะไร?
ดร.ฉมาดนัยตอบ: เงินเฟ้อหมายความว่า อำนาจของเงินที่ถืออยู่ มีความสามารถในการซื้อสินค้าที่น้อยลง หรือพูดง่ายๆ ว่า ข้าวของมีราคาแพงขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่ คนไทยมักเชื่อมโยง คำว่า ‘เงินเฟ้อ’ กับ คำว่า ‘ของแพง’ อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยด้านอุปสงค์ และปัจจัยด้านอุปทาน
“อัตราเงินเฟ้อเป็นเพียงการวัด ‘การเปลี่ยนแปลงของราคา’ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ไม่ใช่ระดับราคาที่แท้จริงในระยะยาว”
สำหรับเงินเฟ้อฝั่งอุปสงค์ (Demand-pull inflation) เกิดขึ้นเมื่อปริมาณสินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการที่มีในตลาด ทำให้ราคาสินค้าและบริการมีราคาปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่เงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน (Cost-push inflation) เกิดขึ้นเมื่อราคาสินค้ามีการปรับตัวสูงขึ้น จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ภาวะสงครามในปัจจุบัน ที่ทำให้พลังงานขาดแคลน จนราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลสืบเนื่องไปยังต้นทุนค่าขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภคต่อไป
ส่วนภาวะ ‘เงินฝืด’ เกิดขึ้นเมื่อเงินที่ถืออยู่ มีอำนาจในการจับจ่ายที่มากขึ้น หรือ ‘อัตราเงินเฟ้อติดลบ’ อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปอาจสับสน ‘เงินฝืด’ กับคำว่า ‘เศรษฐกิจฝืดเคือง’ ซึ่งหมายถึงภาวะเศรษฐกิจที่ลำบาก หางานยาก และการจับจ่ายใช้สอยชะลอตัว
เงินเฟ้อสูงขึ้น กระทบ ‘ค่าครองชีพ’ แค่ไหน ?
ดร.ฉมาดนัยตอบ: เงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพโดยตรงด้วยการทำให้ ‘ของแพงขึ้น’ เมื่อราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนในการใช้ชีวิตประจำวันหรือค่าครองชีพของเราก็จะพุ่งสูงตามไปด้วย
สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เงินจำนวนเท่าเดิมที่เรามี จะสามารถใช้ซื้อของได้น้อยลงกว่าเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ‘อำนาจซื้อ’ (Purchasing Power) หรือความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของเรากำลังลดลง
เงินเฟ้อสูงขึ้นกระทบ ‘ค่าแรง’ แค่ไหน ?
ดร.ฉมาดนัยตอบ: หากรายได้โตช้ากว่าของที่แพงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ‘ค่าจ้างที่แท้จริง’ (Real Wage) จะลดลง ดังนั้น ประชาชนทั่วไปจึงสัมผัสได้ชัดเจนว่ากำลังซื้อของตัวเองแผ่วลง จับจ่ายใช้สอยได้ยากขึ้น และต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่หนักหนาขึ้น
เพื่อที่จะรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ รายได้หรือค่าจ้างของเราจะต้องเติบโตให้ทันหรือมากกว่าราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น แต่ปัญหาคือในยุคที่เศรษฐกิจมีความฝืดเคืองร่วมด้วย การปรับขึ้นค่าจ้างมักทำได้ยากและไม่มีทางโตทันอัตราเงินเฟ้อ
ยามเกิด ‘ภาวะเงินเฟ้อ’ กระทบกับ ‘เงินออม – การลงทุน’ อย่างไร?
ดร.ฉมาดนัยตอบ: ภาวะเงินเฟ้อส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมูลค่าที่แท้จริงของ ‘เงินออม’ และเป็นตัวบีบบังคับให้เกิดการปรับเปลี่ยนทิศทาง ‘การลงทุน’ โดยหลักการแล้ว ผลตอบแทนจากการออมเงิน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ควรจะต้องสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพื่อรักษากำลังซื้อหรือรักษามูลค่าของเงินเอาไว้
ทว่าในสถานการณ์ที่ข้าวของแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะเกิดสภาวะที่ ‘เงินเฟ้อเอาชนะดอกเบี้ย’ ยกตัวอย่างเช่น หากนำเงิน 100 บาทไปฝากธนาคารและได้ดอกเบี้ย 5% เมื่อสิ้นปีก็จะมีเงิน 105 บาท แต่ถ้าอัตราเงินเฟ้อในปีนั้นพุ่งสูงถึง 10% สินค้าที่เคยมีราคา 100 บาทจะปรับตัวแพงขึ้นเป็น 110 บาท เท่ากับว่าเงินออม 105 บาทที่ได้มา จะไม่สามารถซื้อสินค้าชิ้นเดิมได้อีกต่อไป สะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าที่แท้จริงหรืออำนาจซื้อของเงินออมกำลังลดลง
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่เงินเฟ้อกำลังขยับตัวสูงขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามได้ไม่ทัน หรือต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากต้องระมัดระวังข้อจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังคงฝืดเคืองอยู่
เมื่อผลตอบแทนจากการออมแบบปกติแพ้เงินเฟ้อ ผลกระทบต่อเนื่องที่ตามมาจะทำให้พฤติกรรมใน ‘การลงทุน’ เปลี่ยนไป เนื่องจากไม่มีใครอยากปล่อยให้เงินของตัวเองมีค่าน้อยลง นักลงทุนจึงต้องพยายามหาทางเลือกอื่น โดยการย้ายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าเพื่อที่จะเอาชนะอัตราเงินเฟ้อให้ได้ เช่น การนำเงินไปลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (AI) หรือการลงทุนในทองคำ
อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ย่อมตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน หากนักลงทุนเลือกไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวน ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเจอกับภาวะฟองสบู่แตก (Bubble) ได้ หรืออาจเผชิญความผันผวนด้านราคาจากการที่มีคนเข้าไปเก็งกำไรกันเป็นจำนวนมากในตลาดทองคำ ดังนั้น ผู้ที่จะย้ายเงินลงทุนเพื่อสู้กับสภาวะเงินเฟ้อ จึงต้องชั่งน้ำหนักข้อมูลและความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ดีก่อนตัดสินใจเสมอ
ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) คืออะไร เกี่ยวอะไรกับเงินเฟ้อ ?
ดร.ฉมาดนัยตอบ: ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) คือตัวเลขที่สะท้อน ‘ต้นทุน’ ฝั่งผู้ประกอบการที่ใช้ในการผลิต เช่น ค่าแรง ค่าไฟ ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ เมื่อตัวเลข PPI เพิ่มขึ้น แปลว่าต้นทุนวัตถุดิบแพงขึ้น ผู้ผลิตที่ต้องการรักษากำไรก็จะพยายามส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้มายังผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้าของผู้บริโภค (CPI)
ทั้งนี้ ในความเป็นจริง ผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระให้ผู้บริโภคได้ในทุกสินค้า ขึ้นอยู่กับ ‘ความยืดหยุ่น’ ของสินค้าชนิดนั้นๆ
กลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น พลังงาน ค่าขนส่ง อาหารการกิน สินค้าเหล่านี้ผู้บริโภคมีความจำเป็นต้องใช้ เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ผู้ผลิตจึงสามารถผลักภาระต้นทุนมาให้ผู้บริโภคได้ค่อนข้างมาก
กลุ่มสินค้าที่มีความจำเป็นน้อย เช่น เสื้อผ้า การท่องเที่ยว กลุ่มโรงแรม หากผู้ประกอบการขึ้นราคา ผู้บริโภคก็อาจตัดสินใจไม่ซื้อ หรือตัดงบส่วนนี้ทิ้งไปเลย ดังนั้น สินค้ากลุ่มนี้จึงแทบจะขึ้นราคาไม่ได้ และผู้ประกอบการมักจะต้องยอม ‘กลืนเลือด’ หรือแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไว้เอง

