×

งานวิจัยชี้ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้เอลนีโญรุนแรง คาดเดาได้ยากขึ้น

28.08.2026
  • LOADING...
ภาพมุมสูงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เมื่อวานนี้ (27 สิงหาคม) งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ค้นพบว่า ภาวะโลกร้อนและการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) กำลังส่งผลกระทบและทวีความรุนแรงซึ่งกันและกัน โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยฝีมือมนุษย์ ได้กลายเป็นตัวการสำคัญที่เข้าไป ‘ซูเปอร์ชาร์จ’ (Supercharge) หรือเร่งปฏิกิริยาให้เอลนีโญมีความแปรปรวน รุนแรงสุดขั้วและคาดเดาได้ยากมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับในอดีต

 

ในงานวิจัยชิ้นนี้ จากการวิเคราะห์โครงสร้างทางเคมีของซากฟอสซิลปะการังอายุกว่า 1,000 ปีที่หมู่เกาะกาลาปาโกส พบว่า รูปแบบของเอลนีโญเริ่มเปลี่ยนแปลงไป นับตั้งแต่โลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา โดยมีความผันผวน ‘สูงกว่า’ ยุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 37%

 

นอกจากนี้ หลังปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 1982 เป็นต้นมา ความรุนแรงของระบบภูมิอากาศนี้ได้พุ่งสูงขึ้นจนไม่มีรูปแบบใดในรอบ 1,000 ปีที่ผ่านมาเทียบเคียงได้

 

การสะสมของความร้อนทั่วโลก ทำให้เกิดเหตุการณ์เอลนีโญที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 1998, 2016, 2024 และล่าสุดคือ เหตุการณ์ระดับ ‘ก็อดซิลลา เอลนีโญ’ (Godzilla El Niño) ที่กำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งคาดว่า จะเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเผชิญมาในความทรงจำของมนุษย์

 

ความรุนแรงของเอลนีโญรอบนี้คาดว่า จะผลักดันให้ประชากรโลกกว่า 50 ล้านคน ต้องเผชิญกับภาวะอดอยากรุนแรงก่อนสิ้นปี 2027 เนื่องจากกระทบต่อภาคการเกษตรและการผลิตอาหาร ขณะเดียวกัน สภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ของโลกจะแปรปรวนอย่างหนัก โดยพื้นที่ในอเมริกาใต้และตอนใต้ของสหรัฐฯ จะเจอกับฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง ส่วนในอินเดียจะมีมรสุมลดลง ขณะที่อินโดนีเซียและออสเตรเลียจะเจอกับภัยแล้งที่รุนแรง

 

ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย มองประเด็นนี้อย่างไร

 

จูเลีย โคล นักวิจัยด้านภูมิอากาศจาก University of Michigan ผู้นำการวิจัยในครั้งนี้ เปิดเผยกับ The Guardian ว่า ข้อมูลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เอลนีโญกับภาวะโลกร้อนส่งผล ‘เสริมความรุนแรงซึ่งกันและกัน’ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลกระทบที่มีทิศทางแน่นอน โดยเธอเตือนว่า นอกเหนือจากการเตรียมตัวรับมือและปรับตัวแล้ว ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ นั่นคือ “การยุติการพึ่งพาพลังงานและเทคโนโลยีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้เร็วที่สุด”

 

ขณะที่ ซาแมนทา สตีเวนสัน-คาร์ล นักวิทยาศาสตร์จาก University of California, Santa Barbara และผู้ร่วมเขียนงานวิจัย ระบุว่า ข้อค้นพบนี้เป็นเครื่องบ่งชี้อันหนักแน่นว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปกำลังขยายความรุนแรงของเอลนีโญ ซึ่งหากทฤษฎีนี้เป็นจริง ปรากฏการณ์เอลนีโญขนาดใหญ่มากเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ก็อาจกลายเป็น ‘ความปกติใหม่’ หรือ ‘เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น’ ในอนาคต

 

ด้าน แอนดรูว์ เดสสเลอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจาก Texas A&M University ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยชิ้นนี้ มองว่า การศึกษานี้ช่วย ‘ยืนยันความถูกต้อง’ ของแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่เคยคาดการณ์ไว้ พร้อมกับย้ำว่า ความเสียหายส่วนใหญ่ที่เรากำลังจะเผชิญจากเอลนีโญรอบนี้ แท้จริงแล้วควรจัดว่าเป็น ‘ผลพวง’ จากระบบเศรษฐกิจของมนุษย์ที่พึ่งพาและขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายลงนี้ ข้อสรุปที่เร่งด่วนที่สุดจากเหล่านักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญคือ นอกเหนือจากการเตรียมตัวรับมือและปรับตัวเฉพาะหน้าแล้ว ทางออกเดียวที่ยั่งยืนคือ การแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง ด้วยการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ ‘พลังงานหมุนเวียนที่ปลอดภัยต่อสภาพภูมิอากาศ’ และยุติการใช้เทคโนโลยีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเร็วที่สุด เพื่อปกป้องประชากรกลุ่มเปราะบางทั่วโลกจากการล่มสลายทางภูมิอากาศที่อาจรุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้

 

แฟ้มภาพ: 24Novembers / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising