วันนี้ (4 พฤษภาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะตามร้านขายอาหารสำเร็จรูปและร้านอาหารตามสั่ง เพื่อติดตามผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน
จากการสำรวจพบว่า ราคาอาหารสำเร็จรูปในปัจจุบันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10-20 ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม โดยมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นเริ่มต้นตั้งแต่ 5 บาทต่อเมนูเป็นต้นไป
สาเหตุที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปรับขึ้นราคาอาหาร มาจากปัจจัยโครงสร้างต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นในหลายมิติ ทั้งวิกฤตด้านพลังงานและระบบโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปัจจัยนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และผลักดันให้ต้นทุนค่าขนส่งปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ปัจจัยต่อมาที่ได้รับผลกระทบเป็นโดมิโนคือ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ เมื่อราคาน้ำมันดิบมีความผันผวน จึงก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมพลาสติก ส่งผลให้ราคาบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารที่พ่อค้าแม่ค้าต้องใช้งานเป็นประจำ ปรับตัวสูงขึ้นราวร้อยละ 10-15
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้าน วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยพบว่าราคาเนื้อสัตว์ในท้องตลาดได้ปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 ผนวกกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยเคมีซึ่งเป็นผลกระทบลูกโซ่จากสถานการณ์ความไม่สงบ
ปัจจัยต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรอบด้านนี้ จึงกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาจำหน่าย เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน











