ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติเป็นเอกฉันท์ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ส่วน Dot Plot ใหม่สะท้อนถึงแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 1 ครั้งในปีนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ถือเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่างเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดันบาทอ่อนค่าแตะ 33.40 บาทต่อดอลลาร์
เมื่อวันพุธ 16 กันยายน (ตามเวลาท้องถิ่น) คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย Federal Funds Rate สู่กรอบ 3.75%-4% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของธนาคารกลางสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023
วอร์ชย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ โดยกล่าวว่าสินค้าและบริการหลายหมวดหมู่ยังคงมีราคาปรับเพิ่มขึ้นในอัตรารายปีมากกว่า 3% เมื่อพิจารณาทั้งในช่วง 6 เดือนและ 12 เดือน เขากล่าวว่า
ขณะเดียวกัน เมื่อวันพุธ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้ Fed ลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ “1% หรือต่ำกว่านั้น” เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากธนาคารกลางประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023
ทรัมป์ยังขู่ว่า หาก Fed ไม่ลดดอกเบี้ยจะ “ตัดการค้าขาย” กับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งกลุ่มประเทศดังกล่าวรวมถึงคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด รวมทั้งอีกหลายสิบประเทศ
ค่าเงินบาทเปิด 33.39 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”
วันนี้ (17 กันยายน) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง (แกว่งตัวในกรอบ 33.21-33.43 บาทต่อดอลลาร์) ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังคณะกรรมการ FOMC ของ Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 3.75-4.00%
ส่วน Dot Plot ใหม่ สะท้อนถึงแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 1 ครั้งในปีนี้ ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยและทยอยลดดอกเบี้ยลงในปี 2028 และ 2029 สู่ระดับ Longer run 3.25% ทว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงมองต่างว่า FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ (โอกาส 29% สำหรับการขึ้น 2 ครั้ง) และราว 1-2 ครั้งในปีหน้า
ส่งผลให้เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุน ขณะเดียวกัน มุมมองดังกล่าวได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดี ทั้งเงินบาทและราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันของทางซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลงบ้าง โดย Brent ลดลงสู่ระดับ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันหลัง FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยตามคาด และส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ นอกจากนี้ การปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบได้สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มพลังงานเพิ่มเติม ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -1.2% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.5 ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.01%
บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนแถวโซน 5.00% แม้จะย่อตัวลงบ้างในช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม FOMC ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงาน ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้สูงขึ้นสู่ระดับ 5.00% หลัง FED ขึ้นดอกเบี้ยตามคาดและส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกพอควร มากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot แม้ว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00% แต่เราประเมินว่าระดับบอนด์ยีลด์ล่าสุดมีจุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.30% ซึ่งสามารถรองรับกรณีที่ FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดกำลังคาดหวังได้
“ที่สำคัญ เรามองว่าการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวสามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้างในปีหน้า ทำให้การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ยังมีมีความน่าสนใจอยู่” พูนกล่าว
เปิดแนวโน้มค่าเงินบาทระยะข้างหน้า
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน แนวโน้มการปรับตัวลงของราคาพลังงานจากความหวังการฟื้นฟูการขนส่งน้ำมันของซาอุฯ อาจช่วยลดทอนแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย และเงินบาทได้ ขณะเดียวกัน ผลการประชุม FOMC ล่าสุด โดยเฉพาะในส่วนของ Dot Plot ยังไม่ได้สะท้อนถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่มากกว่า มุมมองของผู้เล่นในตลาดล่าสุด
ทำให้ Krungthai Global Markets มองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด แถวโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อย่างไรก็ดี ควรจับตา การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิด หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้ทยอยอ่อนค่าลงในช่วงระยะสั้นนี้ ซึ่งเงินเยนญี่ปุ่นเผชิญความเสี่ยง Two-way risk เช่นเดียวกับเงินบาท ขึ้นกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ
โดยนักวิเคราะห์บางส่วนได้ประเมินว่า เงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง หาก BOJ ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด แต่ไมได้ส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยมากเท่ากับที่ตลาดคาดหวัง ซึ่งเรามองว่า โอกาสเกิดภาพดังกล่าวมีอยู่พอควร หลังผู้เล่นในตลาดได้คาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยราว 4 ครั้ง ของ BOJ ภายในสิ้นปี 2027
ทั้งนี้ Krungthai Global Markets มองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุม BOE ราว 18.00 น. ซึ่งจะเป็นช่วงสภาพคล่องในตลาดการเงินไทยเบาบางลง โดยหาก BOE คงดอกเบี้ยตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างที่ตลาดกำลังคาดหวัง ว่า BOE อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเกือบ 5 ครั้ง ภายในปีหน้า เรากังวลว่า เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) เสี่ยงอ่อนค่าลงเพิ่มเติมได้ หนุนให้เงินดอลลาร์ยังคงทยอยแข็งค่าขึ้น พร้อมกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน หรืออาจอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ (แนวต้านถัดไป 33.85 บาทต่อดอลลาร์)
ในระยะกลาง-ยาว Krungthai Global Markets คงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” ใน Time Frame รายสัปดาห์ จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน ส่วนใน Time Frame รายวัน เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง”

