ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง เผย ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ใช้งบจากเงินกู้ 4 แสนล้านได้ หากโครงการมุ่งเน้นเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมสั่งปลัดคลังดูความพร้อมระบบ ‘เป๋าตังค์’ เตรียมลุ้น ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เฟส 2 มั่นใจงบมีเพียงพอ
วันนี้ (6 สิงหาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า โครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเกี่ยวกับที่มาของแหล่งเงินงบประมาณ โดยชี้ว่าอาจใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านได้ หากเป็นไปเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อย
“เมื่อวานท่านรัฐมนตรีท่องเที่ยวมาหารือว่าสามารถใช้เงินกู้ได้ไหม ก็บอกว่าถ้าไปใช้เยียวยาผู้ประกอบการรายย่อยก็มีสิทธิใช้ได้นะครับ ซึ่งทางกระทรวงท่องเที่ยวก็จะรับไปดูในเงื่อนไข” ดร.เอกนิติกล่าว
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังระบุว่า ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังดูแลความพร้อมของระบบแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ เพิ่มเติมแล้ว เนื่องจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ขอให้รัฐบาลใช้แอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ของธนาคารกรุงไทยเป็นแพลตฟอร์มในการรับสิทธิ์ เพราะมีเสถียรภาพ และเป็นที่คุ้นชินของประชาชน
มั่นใจงบต่อ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เฟส 2 มีเพียงพอ
สำหรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60:40’ ดร.เอกนิติ ระบุว่ามีเสียงตอบรับค่อนข้างดีในการช่วยลดรายจ่ายของประชาชน โดยทางรัฐบาลจะมีการประเมินประสิทธิภาพโครงการอีกครั้งเมื่อโครงการสิ้นสุดลง เพื่อวิเคราะห์และหาข้อปรับปรุง
ส่วนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จะมีต่อ ‘เฟส 2’ หรือไม่ ดร.เอกนิติ ระบุว่ารัฐบาลขอรับไว้พิจารณาก่อน พร้อมมั่นใจว่ารัฐบาลมีเงินเพียงพอใช้ทำโครงการใน ‘เฟส 2’ อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติได้ระบุว่า แปลกใจที่ประชาชนบางกลุ่ม เรียกร้องให้ปรับสัดส่วนการเยียวยาจากการอุดหนุน ‘60:40’ กลับมาเป็นอุดหนุน ‘50:50’ แทน ซึ่งรัฐบาลจะรับไว้พิจารณาต่อไป
“แปลกใจคอมเมนต์นึง ที่บอกว่า 60:40 คิดยาก ขอกลับมาใช้ 50:50 ได้ไหม ก็ยังแปลกใจเพราะรอบนี้รัฐเยียวยาประชาชนมากขึ้น แต่คอมเมนต์ขอให้ลดลง ซึ่งเราก็จะรับไว้พิจารณาแล้วกันนะครับ” ดร.เอกนิติกล่าว
สุดท้ายนี้ ดร.เอกนิติยังเชิญชวนให้พ่อค้าแม่ค้าที่เข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส 60:40’ ใช้ฟีเจอร์ ‘นกกระซิบ AI’ ช่วยสรุปบัญชีรายรับรายจ่ายมากขึ้น เพราะสามารถนำรายการธุรกรรมที่เอไอสรุปให้ไปยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารออมสินได้
ทำความรู้จัก ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’
เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุถึงรายละเอียดและทิศทางของโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ว่า มีหลักการคล้ายคลึงกับโครงการในอดีตอย่าง ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ หรือ ‘เที่ยวคนละครึ่ง’ โดยรัฐบาลจะเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทาง
เบื้องต้นโครงการนี้จะจำกัดอยู่ที่ 500,000 สิทธิ์ ใช้วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,750 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสนับสนุนที่พัก 1,500 ล้านบาท และงบคูปอง 250 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดสิทธิประโยชน์ดังนี้
- ส่วนลดค่าที่พัก ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรมที่พัก สิทธิ์ละไม่เกิน 3,000 บาทต่อหนึ่งสิทธิ์
- คูปองท่องเที่ยว (Voucher) โดยจะแจกคูปองมูลค่า 500 บาทต่อสิทธิ์ ซึ่งความพิเศษในครั้งนี้คือการ เปิดกว้างมากขึ้น จากเดิมที่ใช้ได้เฉพาะค่าอาหาร จะขยายให้สามารถครอบคลุมไปถึงค่าสปา การนวด หรือบริการด้านการท่องเที่ยวอื่นๆ ได้ด้วย
จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญในครั้งนี้คือ การปรับลดเงื่อนไขเพดานสิทธิ์การใช้งานต่อบุคคลลง จากเดิมในโครงการลักษณะเดียวกันที่เคยให้สูงสุดถึง 10 สิทธิ์ต่อคน ครั้งนี้จะเหลือเพียง 5 สิทธิ์ต่อคน เพื่อลดการกระจุกตัวและช่วยให้เกิดการกระจายสิทธิ์ไปยังประชาชนคนอื่นๆ ได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยการรับสิทธิ์จะใช้ระบบ มาก่อนได้ก่อน หรือ First Come, First Served ใครจองก่อนมีสิทธิ์ก่อน

