‘เอกนิติ’ เล็งงัดมาตรการใหม่ช่วยลดภาษีสรรพสามิต หวังดึงผู้ผลิต EV มาตั้งโรงงานในไทย ต่างจากการใช้มาตรการ EV 3.5 ที่เป็นการให้เงินอุดหนุน เตรียมเสนอ ครม. ภายในเดือนกันยายนนี้
วันนี้ (7 สิงหาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เตรียมออกมาตรการจูงใจทางภาษีใหม่ เพื่อดึงผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกันยายนนี้
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนผลิตในประเทศ กับผู้นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมาจำหน่าย
เบื้องต้น ผู้ประกอบการที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญ คือ การใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Supply Chain) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายโดยไม่ได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตในไทย จะยังคงเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่สูงกว่า เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเหนือผู้ที่ลงทุนจริง และเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศ
ดร.เอกนิติ ระบุว่า ขณะนี้รายละเอียดของมาตรการอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อให้ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณ และนำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว ต่างจากการใช้มาตรการ EV 3.5 ที่เป็นการให้เงินอุดหนุนค่ายรถโดยตรง เพื่อนำไปลดราคาให้ประชาชนสามารถจับจองได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม มาตรการ EV 3.5 ทำให้รัฐต้องสำรองเงินภาษีมหาศาล มาจ่ายเป็นค่าอุดหนุน และมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากหากค่ายรถเอาเงินอุดหนุนไปแล้ว แต่เกิดปัญหาจนไม่สามารถผลิตรถชดเชยในประเทศได้ตามสัญญา เช่น กรณีค่ายรถบางรายที่ประสบปัญหาการเงินและขาดสภาพคล่องในการผลิตชดเชย

