เวที Growth Forum #1 ‘Renew-able Thailand’ เปิดข้อเท็จจริงเศรษฐกิจไทยที่กำลังถูกบีบจากสองด้าน อุตสาหกรรมเดิมอย่างยานยนต์กำลังถดถอย ขณะที่เศรษฐกิจใหม่ที่รัฐทุ่มดึงเข้ามาทั้ง EV, e-Commerce และ Data Center กลับทิ้งเม็ดเงินไว้ในประเทศน้อยกว่าที่คิด และผลักให้ SME ไทยเสียส่วนแบ่งในตลาดของตัวเอง พร้อมข้อเสนอเปลี่ยนวิธีวัดผลการดึงดูดการลงทุนใหม่ทั้งระบบ
เศรษฐกิจไทยกำลังถูกบีบจากสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคืออุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เคยเป็นกระดูกสันหลังกำลังถดถอย อีกด้านหนึ่งคือเศรษฐกิจใหม่ที่รัฐทุ่มทรัพยากรดึงเข้ามา กลับทิ้งเม็ดเงินไว้ในประเทศน้อยกว่าตัวเลขการลงทุนที่ประกาศออกมา
นี่คือภาพที่ถูกฉายบนเวที Growth Forum #1 ‘Renew-able Thailand: ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนผ่านพลังงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์’ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับโครงการ CASE, GIZ ประจำประเทศไทย โดยเซสชันที่ 2 ในหัวข้อ ‘จะชุบชีวิตเศรษฐกิจเก่าของไทย ให้ไปต่อในโลกใหม่ได้อย่างไร’ ได้ตั้งโจทย์สำคัญที่ว่าประเทศไทยควรจะรื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น อุตสาหกรรมดั้งเดิม?
‘Renew ไม่ใช่ Replace’ โจทย์ที่นำไปสู่การจัดงบประมาณคนละแบบ
ดร.วีระยุทธ กาญจนชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเซสชันด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า คำถามที่สังคมไทยถามกันอยู่มีสองแบบ แบบแรกคือ ‘จะหาอุตสาหกรรมใหม่อะไรมาแทนที่อุตสาหกรรมเก่า’ และแบบที่สองคือ ‘จะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมเดิมของไทยมีทางไปต่อในโลกใหม่’
“ไม่ควรจะเป็นการทิ้งทุกอย่างไปเกาะขบวนรถใหม่ ไม่ควรเป็นการ replace แต่เป็นการ renew” ดร.วีระยุทธกล่าว พร้อมชี้ว่าการเลือกโจทย์ต่างกันจะนำไปสู่นโยบายการจัดสรรงบประมาณคนละแบบ และเป็นคนละแบบกับการใช้นโยบายลดแลกแจกแถมทางภาษีที่ผ่านมา
ดร.วีระยุทธยกตัวอย่างว่า เมื่อพูดถึง AI คนจำนวนมากมองในมิติของการแทนที่ ทั้งแทนที่คนและแทนที่อุตสาหกรรมเก่า แต่หากตั้งหลักให้มั่น เทคโนโลยีใหม่สามารถถูกใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นได้
อีกข้อเสนอที่ทางคณะกรรมาธิการฯ ผลักดันคู่ขนานคือการวางอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งต่างจากแนวคิด Wellness หรือ Medical Hub ที่เป็นเพียงกลางน้ำและปลายน้ำ โดยมองเครื่องมือแพทย์ในฐานะ Nexus Industry ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเดิมของไทยหลายกลุ่ม ทั้งยางพารา สิ่งทอ พลาสติก ปิโตรเคมี ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้า และดิจิทัล
ยานยนต์ไทยจากกระดูกสันหลัง สู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่ำ 30-40 ปี มีการจ้างงานระดับหลายแสนคน กระจายอยู่ในคลัสเตอร์ซัพพลายเชนแถบ EEC ทั้งระยอง ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สัญญาณเชิงลบเริ่มถี่ขึ้น ตั้งแต่การปิดโรงงานของ Suzuki ไปจนถึงการที่ Honda ควบรวมโรงงานผลิตจาก 2 แห่งเหลือ 1 แห่ง ซึ่งผลกระทบไม่ได้จบที่บริษัทแม่ แต่ลงลึกไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 2, Tier 3 และ Tier 4 ที่ผลิตเบาะ พวงมาลัย กระจก และชิ้นส่วนย่อยต่างๆ
ต้นตอสำคัญคือการ Disruption ครั้งใหญ่จากรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันชัดเจนแล้วว่า EV จีนสามารถควบคุมต้นทุนและทำราคาได้ดีกว่าค่ายอื่นอย่างสิ้นเชิง จนแม้แต่ Ford หรือ Tesla ที่อยู่ในตลาดบ้านตัวเองก็แข่งขันด้านราคาได้ยาก
ในฝั่งไทย นโยบายจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ ‘บอร์ด EV’ ตั้งแต่ EV 3.0 และ 3.5 เปิดให้ค่ายรถนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายโดยได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แลกกับเงื่อนไขว่าต้องผลิตชดเชยในประเทศอย่างน้อยในสัดส่วนที่เท่ากันหรือมากกว่า ซึ่งช่วยจุดตลาด EV ไทยได้จริง และทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถได้ในราคาที่จับต้องง่ายขึ้น
“แต่การผลิตชดเชยทดแทนตามสัญญาที่ภาครัฐคาดหวังไว้ มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงอย่างที่คิด” อิสริยะระบุ
นอกเหนือจากกรณีเฉพาะตัวอย่างแบรนด์ Neta ที่ประสบปัญหาสภาพคล่องจนเดินสายพานไม่ทันกำหนด ปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงคือ แม้กลุ่มที่ตั้งใจผลิตชดเชย ซัพพลายเชนชิ้นส่วนของไทยก็เชื่อมต่อเข้าไปไม่ถึง เพราะผู้ผลิตรถยนต์จีนยกฐานซัพพลายเชนมาจากจีนทั้งหมด ตั้งแต่อะไหล่ทุกชิ้นไปจนถึงแรงงานและวิศวกรควบคุมงานบางส่วน
“ประเทศไทยควักงบประมาณมหาศาลเพื่อจ่ายเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ผู้บริโภคไทยได้ประโยชน์เรื่องราคา แต่ฝั่งซัพพลายเชนและผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทยกลับไม่ได้อะไรเลย” อิสริยะ กล่าว
อิสริยะอธิบายว่า โครงสร้างทางวิศวกรรมของ EV ต่างจากรถสันดาปโดยสิ้นเชิง เปรียบเสมือนโทรศัพท์มือถือที่มีล้อที่ชิ้นส่วนถูกออกแบบมาเป็นบล็อกแพ็กเกจสำเร็จรูป ทำให้จำนวนชิ้นส่วนลดจากหลักแสนชิ้นเหลือระดับราว 1,000 ชิ้น และตัวแปรที่ชี้ขาดมูลค่าคือแบตเตอรี่ ซึ่งไทยแทบไม่มีที่ยืนในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้อำนาจต่อรองเรื่องสัดส่วน Local Content เกือบเป็นศูนย์
“แม้กระทั่งค่านอต ค่าสกรู ซื้อจากจีนมาส่งถึงหน้าโรงงานในไทยยังถูกกว่าการจ้างโรงงานไทยผลิต” เขากล่าว
ทั้งหมดนี้สะท้อนออกมาเป็นกระแสข่าวที่อินโดนีเซียเชิญชวนโตโยต้าให้ย้ายฐานการผลิต และการที่ผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้าออกมาส่งเสียงสะท้อนปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอิสริยะมองว่าผิดวิสัยของบริษัทญี่ปุ่นที่มักระมัดระวังการให้ความเห็นในภาวะวิกฤต โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการฯ ได้เผยแพร่รายงานการศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยภายใต้ชื่อ ‘Fast & Furious’ เพื่อสื่อถึงการล้มพับที่รวดเร็วและรุนแรง
4 ทิศทางกู้ชีพยานยนต์ไทย
ข้อเสนอของคณะทำงานถูกจัดออกเป็น 4 ทิศทาง
หนึ่ง เชื่อมซัพพลายเชนไทยเข้ากับห่วงโซ่ EV ซึ่งกิจกรรมจับคู่ธุรกิจของ BOI เป็นเรื่องดีแต่ไม่เพียงพอ ต้องมีมาตรการภาษีสรรพสามิตและพิกัดศุลกากรที่เข้มข้นกว่านี้ รวมถึงต้องกล้าเปิดเจรจาทบทวนข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะ FTA จีน-อาเซียน ที่ทำให้การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) เสียภาษีนำเข้าในอัตรา 0%
“ในอดีต FTA เคยเป็นประโยชน์กับเราในการนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกมาป้อนโรงงานไทย แต่วันนี้บริบทเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง” อิสริยะกล่าว
สอง ถ้าจะเก่ง ICE ต้องเก่งให้สุด เพราะจากการศึกษาพบว่าชิ้นส่วนที่ซับซ้อนที่สุดอย่างบล็อกเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังเทคโนโลยีสูง ไทยยังผลิตเองไม่ได้ ส่วนใหญ่ยังนำเข้าจากญี่ปุ่นมาประกอบ ยิ่งเมื่อเทคโนโลยีขยับสู่ไฮบริดที่ซับซ้อนกว่าเดิม ช่องว่างยิ่งกว้างขึ้น ข้อเสนอคือรัฐบาลไทยต้องเปิดเจรจาระดับ G2G กับรัฐบาลญี่ปุ่นและบอร์ดบริหารบริษัทแม่โดยตรง เพราะสำนักงานสาขาในไทยไม่มีอำนาจตัดสินใจเชิงโครงสร้าง
สาม มองไปที่ Future Mobility ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ EV หรือ ICE ทั้งไฮโดรเจนซึ่งมี Use Case ชัดเจนในกลุ่มขนส่งขนาดใหญ่ที่วิ่งเส้นทางประจำ และระบบขับขี่อัตโนมัติ พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดไทยจึงไม่วางยุทธศาสตร์เป็น สนามทดสอบยานยนต์ไร้คนขับพวงมาลัยขวาแห่งภูมิภาค
สี่ เปลี่ยนผ่านทักษะสู่อุตสาหกรรมข้างเคียง โดยจุดแข็งที่แรงงานไทยได้รับการยอมรับคืองานฝีมือด้านวิศวกรรมเครื่องกล งานปั๊มขึ้นรูปโลหะ และงานแม่พิมพ์ความแม่นยำสูง ซึ่งสามารถถ่ายโอนไปสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ที่ไทยยังนำเข้าปีละนับแสนล้านบาท อุตสาหกรรมระบบรางที่ทุกวันนี้ยังนำเข้าเกือบทั้งหมด และเครื่องจักรกลการเกษตรอัจฉริยะ เช่น รถตัดอ้อยที่มีระบบจัดการตอซังเพื่อลดปัญหาการเผาไร่ซึ่งเป็นต้นตอ PM2.5
เมื่อ SME ไทยถูกแย่งตลาดในบ้านตัวเอง
สาโรจน์ อธิวิทวัส ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และซีอีโอบริษัท Wisible ตั้งคำถามว่า หากมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามา 100 บาท แล้วรั่วไหลออกนอกประเทศเกือบทั้งหมดทันที ย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
มูลค่าการซื้อขายสินค้าออนไลน์ (GMV) ในไทยต่อปีขยับเข้าใกล้ระดับ ‘ล้านล้านบาท’ แต่สัดส่วนร้านค้าที่เป็นของคนไทยจริงๆ บนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เหล่านั้น มีไม่ถึง 30% และหากเจาะลงไปที่จำนวนรายการสินค้า (SKUs) สัดส่วนสินค้าไทยยิ่งน้อยลงไปอีกมาก เพราะสินค้าเกือบทั้งหมดถูกส่งตรงมาจากจีน โดยผู้ขายจีนเข้ามาเปิดร้านขายตรงถึงผู้บริโภคไทยด้วยตัวเอง ในระดับราคาที่ร้านค้าไทยแข่งขันไม่ได้
“ยิ่งเรากดปุ่มสั่งซื้อสินค้าสะดวกขึ้นเท่าไหร่ เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทยก็ยิ่งรั่วไหลออกนอกประเทศเร็วขึ้นเท่านั้น” สาโรจน์กล่าว โดยประเมินว่าเงินสะพัด 100 บาท รั่วไหลออกนอกประเทศทันที 70-80 บาท
ซ้ำเติมด้วยการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (GP) ที่ในรอบสองปีที่ผ่านมามีการประกาศปรับขึ้นเกือบ 10 ครั้ง จนอัตราส่วนแบ่งแทบเทียบเท่ากับการเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า ทำให้ร้านค้าไทยไม่เหลือช่องว่างกำไรพอจะประคองธุรกิจ ส่วนแบ่งกำไรที่ควรตกอยู่กับผู้ประกอบการไทยจึงถูกรีดกลับคืนสู่บริษัทแม่ในต่างประเทศเกือบทั้งหมด
ภาพนี้สะท้อนสถานะของ SME ไทยที่ไม่ได้เพียงแข่งขันยากขึ้นในตลาดส่งออก แต่กำลังเสียส่วนแบ่งในตลาดภายในประเทศของตัวเองให้กับผู้เล่นต่างชาติ ทั้งที่เป็นกลุ่มที่จ้างงานคนไทยมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจ
‘Data Center’ ตัวเลขล้านล้านที่คนไทยแทบมองไม่เห็น
สาโรจน์เชื่อมโยงต่อไปยังกระแส Data Center ที่ภาครัฐโปรโมตอย่างหนัก โดยย้ำว่าไม่ได้ต่อต้านการลงทุน แต่ต้องการสื่อสารข้อเท็จจริงไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจเชิงนโยบายทั้ง EEC และ BOI
โครงสร้างของ Data Center คืออาคารที่อัดแน่นด้วยเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์ประมวลผล และระบบทำความเย็น ซึ่งล้วนไม่มีการผลิตในไทย ส่วนวัสดุก่อสร้างพื้นฐานที่จัดหาในประเทศได้มีสัดส่วนมูลค่าไม่ถึง 30% ของโครงการ ขณะที่การจ้างงานช่วงก่อสร้างที่รัฐมักนำมาเคลมเป็นผลตอบแทนทางอ้อมนั้น จากการลงพื้นที่พบกรณีโครงการขนาดใหญ่ 2 อาคาร ที่จ้างแรงงานก่อสร้างอาคารละเกือบพันคน แต่เกือบทั้งหมดเป็นแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือที่กินนอนในแคมป์ปิด ไม่ได้ออกมาจับจ่ายในชุมชนโดยรอบ
เมื่อเปิดเดินระบบแล้ว ต้นทุนหลักสองก้อนคือค่าเช่าพื้นที่และค่าไฟฟ้า ซึ่งเม็ดเงินค่าไฟไหลไปกระจุกตัวอยู่กับผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย
ประเด็นนี้ ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เสริมว่าปริมาณคำขอใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center รวมกันสูงถึงระดับ 30 กิกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของทั้งประเทศที่ราว 36 กิกะวัตต์ และรายชื่อผู้ยื่นคำขอจำนวนมากเป็นบริษัทจดทะเบียนหรือนอมินีจากจีนเกือบทั้งหมด
เปลี่ยน KPI บีโอไอ และผูกการลงทุนเข้ากับ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
สาโรจน์ ย้ำว่าไทยยังปฏิเสธการลงทุน Data Center ไม่ได้ เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล และยิ่งจำเป็นเมื่อไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่กำลังแรงงานลดลง แต่คำถามที่รัฐควรตั้งคือ “เราต้องการดึงดูดการลงทุน Data Center รูปแบบไหน” ไม่ใช่แค่ ‘เอาหรือไม่เอา’
เขาชี้ว่า สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนที่สุดคือการเปลี่ยนเกณฑ์ KPI ของภาครัฐ จากการวัด ‘มูลค่ารวมการลงทุน’ (Total Investment Value) มาเป็นการวัด ‘ผลประโยชน์สุทธิที่ตกถึงเศรษฐกิจในประเทศ’ (Net Economic Benefit & Local Impact)
ข้อเสนอรูปธรรมคือการผูกสิทธิประโยชน์ BOI เข้ากับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ, การท่องเที่ยว, การดูแลสุขภาพและการแพทย์, ความมั่นคงทางเทคโนโลยีและไซเบอร์ ซึ่งเกี่ยวพันกับอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) และการบริการภาครัฐ
นอกจากนี้ยังเสนอให้กล้าทบทวนเงื่อนไขย้อนหลัง (Retroactive Review) กับรายที่ได้รับการส่งเสริมไปแล้ว หากไม่ได้ดำเนินการตามข้อตกลงเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี รัฐก็ควรพิจารณายึดคืนสิทธิประโยชน์
คนไทยดาวน์โหลด AI ติดอันดับโลก แต่ใช้เพิ่มผลิตภาพต่ำ
ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ชี้ว่าประเด็นที่ถูกพูดถึงน้อยคือผลกระทบของ AI ต่อวิธีการทำงานของคน โดยยอมรับว่าไทยยังเป็นผู้ใช้ AI ที่หาประโยชน์เชิงผลิตภาพได้ต่ำมาก
“หลายค่ายต่างประเทศตกใจเมื่อเห็นสถิติการเข้าถึงและดาวน์โหลด AI ของคนไทยที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่พอเจาะดูพฤติกรรมการใช้งานจริง แอปพลิเคชันที่คนไทยใช้เยอะที่สุดคือการเจนรูปสวัสดีวันจันทร์” ณัฐกล่าว
เขาระบุว่าโครงสร้างการทำงานหลังบ้านของบริษัทไทยยังเต็มไปด้วยต้นทุนแฝงที่ไม่จำเป็น ตั้งแต่ระบบเอกสาร การวางบิล ไปจนถึงการจ้างพนักงานส่งเอกสาร ซึ่งควรถูกแทนที่ด้วย AI Agent ได้นานแล้ว และปัจจุบันโลกกำลังพูดถึงโมเดล One Person Enterprise ที่คนเพียงคนเดียวสามารถรันธุรกิจได้ด้วยการใช้ AI ทำงานแทนฟังก์ชันหลังบ้าน
“ทางรอดเดียวคือเราต้องชิงนำ AI มาดิสรัปต์ตัวเราเองก่อนที่จะโดนคู่แข่งดิสรัปต์” เขากล่าว พร้อมชี้ว่าโครงการส่งเสริมจากภาครัฐส่วนใหญ่ยังไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การติดอาวุธด้านผลิตภาพให้ SME ซึ่งมีอยู่หลายล้านรายในไทย
ณัฐยังยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าจริง ทั้งการดูงานที่สยามคูโบต้าซึ่งพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร โดรน และเซนเซอร์ตรวจวัด รวมถึงบริษัทที่ทำ Plant Factory หรือระบบปลูกพืชในโรงเรือนปิดที่ควบคุมสภาวะแวดล้อมได้ 100% ซึ่งบางรายเปลี่ยนจากการปลูกพืชโภคภัณฑ์มาทดลองปลูกพืชสมุนไพรทางการแพทย์และสารสกัดที่เดิมต้องนำเข้าในราคาสูง จนลดต้นทุนการผลิตลงเหลือระดับกิโลกรัมละ 70-80 บาท
เลิกวัดผลผลิตต่อไร่ เปลี่ยนมาวัดมูลค่าต่อไร่
ดร.มณิสรา บารมีชัย คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าภาคเกษตรยังมีอนาคตและศักยภาพสูง เพียงแต่ยังหาจุดคัดท้ายไม่เจอ โดยสรุปปัญหาหลักออกเป็น 3 มิติ
มิติแรกคือ การกระจัดกระจายและสเกลไม่ได้ เมื่อโครงสร้างการผลิตเป็นรายย่อยที่ต่างคนต่างปลูก การลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงย่อมไม่คุ้มค่าตั้งแต่แรก มิติที่สองคือ คนและสายอาชีพใหม่ ที่แม้จะมีการอบรม Smart Farmer จำนวนมาก แต่ไม่ได้วางแผนสร้างห่วงโซ่อาชีพใหม่มารองรับ และมิติที่สามคือ การเชื่อมโยงเทคโนโลยี ที่งานวิจัยดีๆ เข้าไม่ถึงเกษตรกรรากหญ้า
ดร.มณิสราเสนอให้เปลี่ยนตัวชี้วัดเชิงนโยบายจาก ‘ผลผลิตต่อไร่กี่กิโลกรัม’ มาเป็น ‘มูลค่ารายได้ต่อไร่กี่บาท’ พร้อมสร้างระบบนำตลาดมานำการผลิต (Market-led Agriculture) เพราะที่ผ่านมาเมื่อช่วยเพิ่มผลผลิตสำเร็จ คำถามถัดมาจากเกษตรกรคือ ‘แล้วจะเอาไปขายที่ไหน’
อีกข้อเสนอสำคัญคือการสร้าง ผู้ประกอบการเทคโนโลยีบริการการเกษตร เป็นสายอาชีพใหม่ในท้องถิ่น เช่น ผู้ให้บริการบินโดรนวิเคราะห์พื้นที่หรือคำนวณการใช้ปุ๋ยรายแปลง แทนการคาดหวังให้เกษตรกรรุ่นเก่าเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง
“สมมติพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง 6 ล้านไร่ ต้นทุนค่าปุ๋ยเฉลี่ยไร่ละ 3,000 บาทต่อปี หากมีระบบวิเคราะห์ดินที่แม่นยำจนลดการใช้ปุ๋ยลงได้ 10% เงินก้อนนั้นจะกลับไปเป็นกำไรในกระเป๋าเกษตรกรทันที โดยไม่ต้องรอให้ราคาพืชผลสูงขึ้น” ดร.มณิสรากล่าว
เธอยังเสนอให้พัฒนา โมเดล AI เฉพาะทางด้านการเกษตรเขตร้อน โดยชี้ว่าชุดข้อมูลเรื่องสายพันธุ์ สภาพดิน น้ำ และเทคนิคการปลูกของไทยไม่ควรตกไปอยู่ในมือแพลตฟอร์มต่างชาติทั้งหมด รวมถึงการนำ ระบบพาสปอร์ตดิจิทัลสินค้าเกษตร (Digital Product Passport) ที่อาศัยเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับและบล็อกเชนมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาการสวมสิทธิ์สินค้าเกษตรไทย และต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมและสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ
ปิดท้ายด้วยการปฏิรูประบบโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ที่ปัจจุบันมีขั้นตอนตรวจสอบซ้ำซ้อนจนสินค้าเสียความสดใหม่ระหว่างทาง โดยเสนอให้พัฒนาระบบตรวจสอบและออกใบรับรองดิจิทัลแบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่หน้าฟาร์ม (One-stop Inspection) และเชื่อมโยงข้อมูลผลตรวจไปยังหน่วยงานและประเทศปลายทาง
ทั้งหมดนี้นำกลับมาสู่ข้อสรุปเดียวกันของเวที ที่ว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามกระแสเทคโนโลยีใหม่จนทอดทิ้งฐานที่มีอยู่เดิม หากแต่ต้องใส่นวัตกรรมและกรอบนโยบายที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติเข้าไปให้ถูกจุด
ภาพ: Travel mania / Shutterstock

