วันนี้ (19 มิถุนายน) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สนธิกำลังร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายหลอกลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) ผิดกฎหมาย หลังนำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 24 จุด ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
โดยสามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินของกลางได้เป็นจำนวนมาก ทั้งเงินสดมูลค่ากว่า 65 ล้านบาท รถยนต์หรู ทองคำ นาฬิกาแบรนด์เนม และสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมเตรียมขยายผลเพื่อติดตามทรัพย์สินมาเฉลี่ยคืนให้แก่กลุ่มผู้เสียหายกว่า 500 ราย ซึ่งคาดว่ามูลค่าความเสียหายรวมอาจทะลุถึงหลักพันล้านบาท
จากการสืบสวนเชิงลึกนานกว่า 6 เดือน เจ้าหน้าที่พบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งโครงสร้างออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ กลุ่มโบรกเกอร์ (Broker) ที่ทำหน้าที่เปิดแพลตฟอร์มรับการลงทุนโดยอ้างว่าจดทะเบียนในต่างประเทศเพื่อเลี่ยงกฎหมาย กลุ่มผู้ชักชวน (Introducing Broker – IB) ที่มักสร้างภาพลักษณ์ความมั่งคั่งเพื่อจูงใจให้เหยื่อนำเงินมาร่วมลงทุน และกลุ่มระบบรับชำระเงิน (Payment Gateway) ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นทางผ่านในการรับส่งเงินและแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่เคยมีการอนุมัติใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Forex ให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดในราชอาณาจักร
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาจากปฏิบัติการครั้งนี้ คือการแกะรอยเส้นทางการเงินจากกลุ่มระบบรับชำระเงิน ซึ่งพบว่ามีกระแสเงินไหลไปเชื่อมโยงกับบุคคลที่มีชื่อเสียง หนึ่งในนั้นคือ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 พรรคประชาชน โดยพบว่ามีเงินปลายทาง ถูกโอนออกจากกลุ่มบริษัทโบรกเกอร์ ผ่านนิติบุคคล 2 ทอด คือจากบริษัท ALPFX ไปยังบริษัท Spark Digital ก่อนจะถูกโอนเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของ สส. ภาวุธ โดยตรง จำนวนถึง 14 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นราว 28 ล้านบาท
ซึ่งการทำธุรกรรมทั้งหมดเกิดขึ้นภายในวันเดียวกันในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 พฤติการณ์การโอนเงินจำนวนหลายล้านบาทผ่านบริษัทเข้าสู่บุคคลธรรมดาด้วยเวลาเพียงไม่กี่วินาทีนี้ แตกต่างจากการรับเงินเดือนหรือเงินปันผลตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงมีความจำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด
อย่างไรก็ตาม DSI ได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า ในขณะนี้ สส. ภาวุธ ยังไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว การตรวจพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้กระทำความผิดเสมอไป โดยเจ้าหน้าที่พร้อมให้ความเป็นธรรมและรอรับฟังคำชี้แจง แต่เนื่องจากปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเปิดสมัยประชุมสภา สส. ภาวุธ จึงมีเอกสิทธิ์คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ พนักงานสอบสวนจึงยังไม่สามารถออกหมายเรียกให้มาให้ถ้อยคำได้ และจะต้องรอให้ปิดสมัยประชุมสภาเสียก่อน เว้นแต่เจ้าตัวจะแสดงความบริสุทธิ์ใจโดยการสละเอกสิทธิ์และประสานเข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อชี้แจงที่มาของเงินดังกล่าวด้วยตนเอง
นอกจากนี้ DSI ยังยืนยันว่าการดำเนินคดีนี้เป็นไปตามพยานหลักฐานจากการสืบสวนมาอย่างยาวนาน ปราศจากใบสั่งทางการเมืองหรือการกลั่นแกล้งใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวเชื่อมโยงถึงคนในวงการบันเทิงอย่าง รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ (ฟิล์ม) นักแสดงชื่อดังนั้น เจ้าหน้าที่ระบุว่าเครือข่ายเส้นทางการเงินของ สส. ภาวุธ และรัฐภูมิ จัดอยู่ในคนละกลุ่มและเป็นคนละส่วนกันในโครงสร้างขบวนการนี้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบความเชื่อมโยงถึงกันทางคดี
โดยพนักงานสอบสวนจะเร่งดำเนินการสืบสวนแยกตามพยานหลักฐานต่อไป พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังมิจฉาชีพที่อาจปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวง และขอให้ผู้เสียหายในคดีนี้เร่งติดต่อประสานข้อมูลกับกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ DSI เพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยาโดยเร็ว


