ความขัดแย้งและข้อสงสัยเรื่องการทุจริตลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกมดิสเครดิตทางการเมือง แต่คือวิกฤตเชิงโครงสร้างที่กำลังสั่นคลอนหลักนิติรัฐและเสถียรภาพของประเทศไทย เพราะ สว. มีอำนาจชี้ขาดในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ, ศาลรัฐธรรมนูญ และการกลั่นกรองกฎหมาย
ประเด็นสำคัญ
หากมองแก่นแท้ของคดีการเลือกตั้ง สว. นี้ คงอยู่ที่ “เส้นทางการเงิน” ซึ่งเป็น “เส้นแบ่ง” ระหว่างคำว่า ‘ฮั้ว’ (การจัดตั้ง/หาเสียง) กับ ‘โกง’ (การซื้อเสียง/ทุจริต)
รายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดยอ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ได้เจาะเรื่องราวดังกล่าว ผ่านผู้สมัครเลือกตั้ง สว., สว.กลุ่มสำรอง, มุมมองจากนักวิชาการ ที่เห็นความผิดปกติในการเลือกตั้ง สว. ปี 67 รวมถึงฝั่งผู้ถูกกล่าวหา
‘ฮั้ว’ หรือ ‘โกง’ เส้นแบ่งที่ทับซ้อนในระบบเลือกปิด
ในระบบเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) การหาเสียงกับการซื้อเสียงมีเส้นแบ่งที่ชัดเจน แต่กติกาการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นระบบปิด (ผู้สมัครเลือกกันเองภายในและข้ามกลุ่ม) ได้สร้างพื้นที่ทับซ้อนทางกฎหมายขึ้นมา
- มุมมอง ‘การฮั้ว’: พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปสภา) ฝั่งผู้ถูกกล่าวหา เปิดเผยว่า ตราบใดที่ไม่มีการจ่ายทรัพย์สินแลกเปลี่ยน ก็ถือเป็นกระบวนการที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งนี้ ศาลคดีอาญาทุจริตประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาไว้แล้วว่าการนำโพยหรือเอกสารที่เป็น สว.3 ใดๆเข้าไปในวันเลือกตั้งไม่เป็นความผิด หากมีพิรุธหรือฮั้วจริง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คงไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ถึง 2 ปี
- มุมมอง ‘การโกง’: พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน และฝั่งผู้ร้องเรียน กล่าวว่า กระบวนการนี้ล้ำเส้นไปสู่การ “โกง” ตั้งแต่มีการมอบเงิน, ค่าตอบแทน, ที่พัก, การจองตั๋วเดินทาง รวมถึงการบังคับเซ็นใบลาออกล่วงหน้าเพื่อแลกกับคะแนนโหวต ซึ่งเข้าข่ายการทุจริตเพื่อครอบงำสภาสูง
พยาน สว. ขยี้หลักฐาน ‘พฤติการณ์จัดตั้ง-ซองเงินสด-เส้นเงินโอน’
- สมนึก สุชัยธนาวนิช ผู้สมัคร สว. กลุ่มที่ 4 กลุ่มสาธารณสุข จ.สุโขทัย เปิดเผยว่า ถูกประสานให้ไปพบผู้ใหญ่ระดับที่ปรึกษารัฐมนตรีที่โรงแรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยถูกยื่นเงื่อนไขให้ “เซ็นใบลาออกไว้ล่วงหน้าโดยไม่ลงวันที่” และถ่ายสำเนาบัตรประชาชนไว้ เพื่อแลกกับฐานเสียงจัดตั้งกว่า 1,000 คน ใน 40 จังหวัด อีกทั้งยังถูกสั่งทำโพย โดยให้ใช้ด้านหลังของเอกสาร สว.3 ด้วยลายมือตนเอง และมีการปลุกผู้สมัครมาแก้โพยกลางดึกเวลา 02.00 น. ก่อนวันเลือกจริง
- พ.ต.อ.สมยศ สีหาบัว ผู้สมัคร สว. กลุ่มที่ 15 กลุ่มผู้สูงอายุฯ จ.ภูเก็ต (อดีตข้าราชการตำรวจ) ระบุว่า ได้รับการติดต่อให้ยกเลิกตั๋วเครื่องบินเดิมที่จองไว้ แล้วมีทีมงานจัดการจองตั๋วให้ใหม่ พาไปลงเรือท่องเที่ยว และจัดที่พักโรงแรมแกรนด์ ทาวเวอร์ อินน์ และแกรนด์ ธารา ให้ฟรีทั้งหมด ต่อมาเช้าวันที่ 25 มิถุนายน 2567 มีทีมงานนำซองเงินสด 10,000 บาท พร้อมเอกสารเซ็นรับเงินมามอบให้ถึงห้องพัก ซึ่งตนเห็นว่าเข้าข่ายการทุจริตและเสี่ยงติดคุก จึงปฏิเสธ ขีดฆ่าลายเซ็น และเช็กเอาต์ออกทันที
- กุสุมาลวตรี ศิริโกมุท ผู้สมัคร สว. กลุ่มที่ 14 กลุ่มสตรี จ.มหาสารคาม (กลุ่ม สว.สำรอง) เดินหน้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ DSI, ป.ป.ช., กกต. และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคภูมิใจไทย โดยอ้างอิงข้อมูลสำนวนอนุกรรมการ กกต. ชุดที่ 26 ว่ามีรายละเอียดเรื่องการเรียกผู้สมัครขึ้นไปชั้น 4 ของที่ทำการพรรคเพื่อรับเงินและเซ็นใบลาออก
เจาะเบื้องลึก ‘เส้นทางการเงิน’ (Money Trail)
- สายสุราษฎร์ธานี: iLaw (โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน) และฝ่ายค้าน (พรรคประชาชน) เปิดข้อมูลบัญชีธนาคารของสุบิน ศักดา (1 ในผู้ต้องหาฟอกเงิน-อังยี่ ตามสำนวนของดีเอสไอ) ผู้ช่วยพิชัย ชมภูพล สส.ภูมิใจไทย จ.สุราษฎร์ธานี พบประวัติการโอนเงิน 11 รายการ ยอดรวม 34,000 บาท โดยเป็นการโอนไปยังบัญชีของผู้สมัคร สว. ในพื้นที่อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึง 10 รายการ ในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นเพียง 1 วันก่อนการเลือกระดับจังหวัด และอีก 1 รายการในวันเลือกระดับจังหวัด (16 มิถุนายน 2567) ซึ่งเงินดังกล่าวถูกโอนต่อกันเป็นทอดๆ โดยอ้างบังหน้าว่าเป็น “ค่าซื้อวัวพันธุ์” หรือ “ค่าเช่าพระสมเด็จ”
- สายหนองบัวลำภู: พริษฐ์เปิดเผยเส้นเงินจาก สว. รายหนึ่ง โอนเงินจำนวน 51,300 บาท และ 502,300 บาท ไปยังเลขานุการ ก่อนนำไปกระจายโอนต่อให้ผู้สมัคร สว. อีกหลายคนในพื้นที่อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2567
- ข้อหาอั้งยี่-ฟอกเงิน: กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สรุปสำนวนคดีส่งอัยการ ฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย ในข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน หลังพบหลักฐานแชตไลน์กำชับว่า “นายหัวจะช่วยค่าใช้จ่าย ให้ส่งเลขบัญชีมา” พร้อมพบหลักฐานทางคณิตศาสตร์จากนักวิชาการ ยืนยันว่าโอกาสที่ชุดตัวเลขการลงคะแนนข้ามสายจะตรงกับโพยโดยบังเอิญ มีเพียง 1 ใน 5 พันล้านล้าน เท่านั้น
ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริง ‘สู้ตามกฎหมาย-โต้ข้อมูลบิดเบือน-ไร้การแทรกแซง’
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลายเป็น 1 ในบุคคลที่ iLaw ยื่นหลักฐานให้ฝ่ายค้าน เปิดรายชื่อ 9 นักการเมืองภูมิใจไทยโยงขบวนการฮั้ว สว.
นายกฯ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซง หรือฮั้วการเลือก สว. แต่อย่างใด
ก่อนชี้แจงกรณีที่กุสุมาลวตียื่นร้องยุบพรรคภูมิใจไทยว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง พร้อมใช้คำโต้ตอบว่า “รำคาญ-สมเพช” ซึ่งต่อมาศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้องคดีหมิ่นประมาทที่กุสุมาลวตีฟ้องอนุทิน โดยศาลชี้ว่าเป็นการให้สัมภาษณ์โต้ตอบเพื่อป้องกันส่วนได้เสียโดยสุจริต
ส่วนกรณีการเซ็นใบลาออกล่วงหน้า ที่ ผู้สมัคร สว. จ.สุโขทัย อ้างนั้น อนุทินอธิบายว่า เป็นขั้นตอนทางกฎหมายปกติ เนื่องจากผู้สมัครที่มีตำแหน่งทางการเมืองหรือตำแหน่งอื่นอยู่ จำเป็นต้องเซ็นยื่นใบลาออกไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดคุณสมบัติในการสมัคร
ด้านสุขสำรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงว่า คลิปที่ฝั่งผู้ร้องนำมาเปิดแฉในเสวนา เป็นภาพเหตุการณ์งานส่งเสริมผ้าขาวม้าเมื่อ 2 ปีก่อน ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับคดีเลือก สว. และเรื่องนี้ กกต. ได้ตรวจสอบจบสิ้นไปแล้ว
ขณะที่ กกต. ออกแถลงการณ์ว่า ได้ดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายใด และพิจารณาตามข้อเท็จจริงในข้อกฎหมาย ไม่ได้ทำตามกระแสกดดันของสังคม คาดว่ากระบวนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดจะเสร็จสิ้น และพร้อมลงมติชี้ขาดได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569
นอกจากนี้ คำร้องในบางประเด็น กกต. เคยยกฟ้องไปแล้ว เนื่องจากตรวจสอบทะเบียนผู้เข้าพักในโรงแรมที่ถูกพาดพิง พบว่าเป็นชาวต่างชาติ ไม่ใช่กลุ่มผู้สมัครตามที่ถูกกล่าวหา
วิเคราะห์น้ำหนักพยานหลักฐานในทางคดี
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้จำแนกและให้ความสำคัญกับ “น้ำหนักของพยานหลักฐาน” ในการพิสูจน์ความจริงเรื่องคดีเลือก สว. ไว้อย่างชัดเจน โดยชี้ว่าประเภทของหลักฐานจะเป็นตัวตัดสินว่าเรื่องนี้จะถูกมองเป็นเพียง “ข้อกล่าวหาทางการเมือง (ฮั้ว)” หรือ “การกระทำความผิดอาญาแผ่นดิน (โกง)”
1. เส้นทางการเงินและพยานเอกสาร
- คุณลักษณะและน้ำหนัก: พยานเอกสาร โดยเฉพาะเอกสารทางราชการและสถาบันการเงิน รวมถึง “เส้นทางการเงิน” ถือเป็น พยานชั้น 1 ที่มีน้ำหนักสูงสุดในการพิสูจน์คดี
- จุดเปลี่ยนทางคดี: เส้นเงินเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ด้วยความเห็นหรือข้ออ้างทางการเมือง หากพิสูจน์ได้ว่ามีการโอนเงินหรือให้ผลประโยชน์ตอบแทนจริงเพื่อแลกกับคะแนนโหวต ศาลจะรับฟังเป็นหลักฐานเด็ดขาดที่ชี้ว่าข้ามเส้นจาก “การแนะนำตัว/การฮั้ว” ไปสู่ “การซื้อเสียง/การโกง” ทันที ซึ่งขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งและนำไปสู่การตัดสิทธิ์หรือยื่นยุบพรรคได้
- การขยายผลทางกฎหมาย: เส้นเงินยังเปิดช่องให้ใช้อำนาจตามกฎหมายฟอกเงิน (ปปง.) และระบบคอมพิวเตอร์เข้าตรวจสอบย้อนหลังได้ ทำให้พยานเอกสารและเส้นเงินกลายเป็นหัวใจหลัก ที่ 7 เสือ กกต. และศาลฎีกาต้องใช้เป็นบรรทัดฐานในการชี้ขาด
2. พยานบุคคลและคำบอกเล่า
- คุณลักษณะและน้ำหนัก: พยานบุคคลให้ถ้อยคำ หรือข้อกล่าวหาปากคำ จัดเป็นพยานชั้นรอง ซึ่งตามหลักทั่วไปในคดีความ น้ำหนักจะเบากว่าพยานเอกสารและเส้นเงินอย่างชัดเจน
- จุดอ่อนในชั้นพิจารณา: พยานบุคคลมักถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือและความเป็นกลาง เนื่องจากอาจถูกหักล้างได้ง่ายว่าเป็นเพียง “ข้อกล่าวหาโต้ตอบทางการเมือง” (เช่น ฝั่งหนึ่งอ้างว่าเห็นการทำโพย อีกฝั่งก็ยันว่าหากทำโพยจริงญาติพี่น้องตนเองต้องไม่สอบตก)
- สรุปมุมมอง: หากมีเพียงพยานบุคคลที่พูดว่า “เขาเล่าว่า” หรือ “เห็นเหตุการณ์” โดยไม่มีเส้นเงินหรือเอกสารมัดตัวมาประกอบ น้ำหนักในชั้นการพิจารณาของ กกต. และศาล ย่อมเบาบางลง และอาจถูกมองว่ายังไม่เพียงพอที่จะลงโทษทางกฎหมายได้


