เจ้าของธุรกิจออนไลน์หลายคนอาจกำลังติดอยู่ในวงจรที่ยอดขายดูดีแต่กำไรกลับหายไปกับค่าการตลาด หรือบางคนต้องเผชิญกับระบบหลังบ้านที่ระเบิดคามือเพราะขยายตัวไม่ทันความต้องการของลูกค้า ปัญหาเรื่องความเชื่อใจในพาร์ตเนอร์และการบริหารงาน
ประเด็นสำคัญ
คุณลูกศร–ศรุติ ตันติวิทยากุล จาก Daddy and the Muscle Academy และ คุณจูน–ณัชชา รชตวรภรณ์ จาก maison KEEPS ได้พิสูจน์แล้วว่าการก้าวข้ามเพดานเหล่านั้นทำได้จริง ด้วยการเปลี่ยนตัวเองจาก Designer สู่การเป็น CEO ที่ใช้ระบบและ Data นำทาง
เริ่มต้นทำแบรนด์อย่างไร
การเดินทางของทั้งสองแบรนด์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยทุนมหาศาล แต่มันคือการพิสูจน์ความอึดในสมรภูมิแฟชั่นที่เปลี่ยนไวเหนือแสง
Daddy and the Muscle Academy เริ่มต้นด้วยเงินเพียง 5,000 บาท จากการเห็นช่องว่างว่าเมืองไทยยังไม่มีร้านสินค้ากุ๊กกิ๊กเหมือนอย่างญี่ปุ่น บ่มเพาะเสน่ห์บนออนไลน์นาน 3 ปี จนกระทั่งตัดสินใจเช่าพื้นที่เล็กๆ เพียง 28 ตารางเมตรที่สยามสแควร์ และได้กระแสออนไลน์จากคุณกุ๊บกิ๊บและน้องเป่าเปาที่มาซื้อ เกิดเป็นไวรัลที่ลูกค้าทำการตลาดให้เองโดยไม่ต้องจ้างอินฟลูเอนเซอร์ แต่เบื้องหลังความสวยงามคือมรสุมที่หนักหน่วงเมื่อต้องแยกทางกับหุ้นส่วนที่ร่วมสร้างกันมา ทว่าสิ่งที่ทำให้คุณลูกศรฮึดสู้คือความรับผิดชอบต่อพนักงานกว่า 20 ชีวิต สัญชาตญาณนักล่าจึงถูกปลุกขึ้นมาเพื่อพาแบรนด์ไปต่อให้ได้
ในขณะที่ maison KEEPS เริ่มต้นจากเงินแค่ 1,000 บาทเพื่อแก้โจทย์เสื้อผ้าทำงานที่ดูเชย คุณจูนสร้างแบรนด์จนอยู่ตัวมานานถึง 9 ปี แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญคือช่วงวิกฤตโควิดที่ทำให้ชุดออฟฟิศกลายเป็นของตกยุคในพริบตา แทนที่จะยอมแพ้ คุณจูนตัดสินใจทิ้งความสำเร็จเดิมแล้วทำสิ่งที่เรียกว่า Pivot ครั้งใหญ่ เปลี่ยนจากแบรนด์ KEEPS ที่เคร่งขรึมมาเป็น maison KEEPS ที่มีความเป็น Lifestyle และ Casual มากขึ้น เน้นเสื้อผ้าแนว Home-to-Street ที่ใส่สบายแต่ยังดูเก๋ การตัดสินใจอ่านใจผู้บริโภคใหม่และไม่ยึดติดกับวิธีการเดิมทำให้ยอดขายพุ่งทะยานสู่ 270 ล้านบาท เพราะเธอเชื่อว่า Winning Zone ของธุรกิจคือที่ที่ความต้องการของลูกค้ามาเจอกับจุดแข็งที่เรามีในจังหวะที่ใช่พอดี
สร้างตัวตนอย่างไรให้ชัดจนเกิดเป็น Community ที่เหนียวแน่น
การจะสเกลแบรนด์ให้ไปไกลกว่าหน้าฟีด Identity ต้องชัดจนใครก็เลียนแบบไม่ได้
คุณลูกศรไม่ได้มองลูกค้าเป็นแค่ช่วงอายุ แต่มองเป็น Tribe หรือชนเผ่าที่มีความชอบกุ๊กกิ๊กเหมือนกัน เธอให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ออนไลน์ให้ไม่ได้ โดยใช้หน้าร้านเป็นตัวสื่อสารผ่านประสาทสัมผัสทั้ง รูป รส กลิ่น และเสียง เพื่อสร้าง Vibe ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ก้าวเข้ามาในโลกของแบรนด์จริงๆ นอกจากบรรยากาศแล้ว หัวใจสำคัญคือการมี IP หรือตัวละครที่เป็นตัวแทนของแบรนด์อย่างคุณพ่อนักกล้ามหรือลูกสาวที่ชื่อ Wendy ซึ่งคุณลูกศรเปรียบว่าตัวละครเหล่านี้คือวิญญาณที่ทำให้เสื้อผ้ามีชีวิต การทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวหรือเผ่าพันธุ์เดียวกันคือการเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นชุมชนที่เหนียวแน่นซึ่งส่งผลดีต่อแบรนด์ในระยะยาว
ฝั่ง maison KEEPS เน้นการสร้างตัวตนผ่านความชัดเจนที่สะท้อนออกมาจากตัวสินค้า คุณจูนยอมรับฟังเสียงสะท้อนจากหน้างานที่บอกว่าลูกค้าต้องการ Logo ที่โดดเด่นเพื่อบอกว่าพวกเขาเป็นใคร แม้ในช่วงแรกในฐานะดีไซน์เนอร์เธอจะอยากทำอะไรที่มินิมอลและเรียบง่ายขนาดไหน แต่การยอมปรับความต้องการให้ตรงกับความรู้สึกของลูกค้ากลับกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้สินค้ากลายเป็น Statement Piece ที่ขายดีที่สุดตลอดกาล การสเกลธุรกิจในมุมนี้จึงไม่ใช่แค่การผลิตให้เยอะขึ้น แต่คือการเป็นเพื่อนที่รู้ใจและสามารถสะท้อนภาพลักษณ์ที่ลูกค้าอยากเป็นออกมาได้อย่างแม่นยำที่สุดในทุกสถานการณ์
วางหลังบ้านอย่างไรให้สเกลธุรกิจได้มั่นคง
หนึ่งในเพดานที่ทำให้แบรนด์ออนไลน์สเกลไม่ได้คือระบบหลังบ้านที่ระเบิดคามือเมื่อยอดขายโต
คุณจูนให้ความสำคัญกับการวางโครงสร้างแบบมืออาชีพ โดยเฉพาะระบบ SOP และการแยกทีม Operation ออกมาดูแลส่วนงานที่ซับซ้อน รวมถึงการใช้ระบบบัญชีแบบ Real-time เพื่อมอนิเตอร์ Cash Flow และโครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียด เพราะการขายดีไม่ได้การันตีกำไรเสมอไปหากบริหารจัดการต้นทุนไม่เป็น วินัยทางการเงินจึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ maison KEEPS ขยายตัวได้อย่างมั่นคงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องรอยรั่วทางการเงิน
ทางด้าน Daddy คุณลูกศรขยับบทบาทจากการทำงานด้วยความรู้สึกมาเป็นการใช้ Data ขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบ โดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามาจับพฤติกรรมคนเดินเข้าร้านเพื่อคำนวณ Conversion Rate และนำข้อมูลเหล่านั้นมาตั้งเป็น KPI ให้ทีมพนักงานหน้าร้าน การมี Dashboard ที่เห็นยอดขายและพฤติกรรมลูกค้าแบบนาทีต่อนาทีช่วยให้การตัดสินใจในฐานะ CEO เฉียบคมขึ้นอย่างมาก การเปลี่ยนความชอบส่วนตัวให้กลายเป็นระบบจัดการที่แม่นยำ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตไปเป็นองค์กรแฟชั่นที่พร้อมจะไปปักธงในตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน
ความสำเร็จร้อยล้านไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่คือผลลัพธ์ของการกล้าเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นระบบที่แข็งแกร่ง หากคุณมีความเชื่อมั่นใน Identity ของแบรนด์และไม่หยุดที่จะพัฒนาการบริหารแบบมืออาชีพ ประตูสู่ความสำเร็จระดับสากลก็พร้อมเปิดต้อนรับคุณเสมอ


