×

Cobra Gold สำคัญอย่างไร ไทยได้อะไรจากการฝึกผสมกับสหรัฐฯ?

16.08.2026
  • LOADING...
ทหารไทยและสหรัฐฯ ร่วมฝึกซ้อมรบในภารกิจ Cobra Gold

Cobra Gold เป็นการฝึกทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดำเนินมายาวนานตั้งแต่ปี 2525 เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความมั่นคงร่วมกันระหว่างไทยและสหรัฐฯ โดย Cobra Gold เริ่มต้นจากการฝึกทางเรือของกองทัพเรือไทยและสหรัฐฯ และการยกพลขึ้นบกของนาวิกโยธินไทยและสหรัฐฯ และต่อมามีกองทัพบกไทยและสหรัฐ รวมถึงกองทัพอากาศเข้าร่วมด้วย จึงเป็นการฝึกที่ครบทั้งสามเหล่าทัพ และต่อมาการฝึกได้ขยายสมาชิกหลักที่เข้าร่วมการฝึกคือสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย รวมถึงมีผู้สังเกตุการจากหลายสิบประเทศทั่วโลก และขยายการฝึกไปยังสงครามข่าวกรองสัญญาณ ไซเบอร์ และอวกาศ

 

นี่จึงเป็นการฝึกที่ทหารเป็นหมื่นคนพร้อมยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยจากหลายประเทศเข้ามาร่วมการฝึก ซึ่งการฝึกจะแบ่งสลับกันเป็น Heavy Year และ Light Year

 

โดย Heavy Year จะเป็นปีที่การฝึกเป็นการรวมการฝึกที่บังคับการ หรือการฝึกการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาและฝ่ายเสนาธิการ เข้ากับการฝึกภาคสนาม Field Exercise ของกำลังรบจริง ซึ่งจะเป็นการจำลองการปฏิบัติการทางทหารที่สมจริงที่สุดเพราะจะมีการจำลองการปฏิบัติงานในทุกระดับ

 

ส่วน Light Year นั้นจะเป็นการฝึกภาคสนาม แยกกับการฝึกที่บังคับการ ซึ่งจะพัฒนากระบวนการตัดสินใจและการปฏิบัติงานต่างๆ เพื่อนำไปฝึกใน Heavy Year ต่อไป

 

การฝึกจะดำเนินการทั่วประเทศ โดยมีจุดหลักๆ คือในกรุงเทพซึ่งเป็นที่ตั้งของกองอำนวยการฝึกหลัก สัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของกำลังทางเรือและการฝึกการยกพลขึ้นบก การปฏิบัติการทางเรือจะทำการฝึกในอ่าวไทย การปฏิบัติการทางอากาศมักจะวางกำลังที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาและกองบิน 1 โคราช ส่วนการฝึกด้วยกระสุนจริงของกำลังทางบกมักจะสลับสับเปลี่ยนกันไปที่ระหว่างจังหวัดจันทบุรี สุโขทัย และลพบุรี นอกจากนั้นยังมีการฝึกด้านมนุษยธรรมและการค้นหาและกู้ภัยที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงกิจกรรมการฝึกต่างๆ รอบประเทศไทย

 

และนอกจากการฝึก Cobra Gold ซึ่งเป็นการฝึกรวมสามเหล่าที่มีกองบัญชาการกองทัพไทยเป็นเจ้าภาพหลักกับสหรัฐฯแล้ว สหรัฐฯยังมีการฝึกแยกกับแต่ละเหล่าทัพของไทยด้วย เช่น Hanuman Gardian ระหว่างกองทัพบกไทยและสหรัฐฯ CARAT ระหว่างกองทัพเรือไทยและสหรัฐ Cope Tiger ระหว่างกองทัพอากาศไทยและสหรัฐฯ

 

นอกจากนั้น สหรัฐฯยังมีโครงการ State Partnership Program (SPP) ซึ่งเป็นโครงการของกองกำลังรักษาดินแดนของสหรัฐฯ หรือ National Guard ที่ออกแบบมาให้กำลังของกองกำลังรักษาดินแดนของสหรัฐฯมักจะอยู่ประจำที่ในรัฐนั้นๆ ได้พัฒนาขีดความสามารถกับประเทศพันธมิตรต่างๆ ทั่วโลกในลักษณะของการจับคู่ระหว่างรัฐในสหรัฐและประเทศพันธมิตรเพื่อทำการฝึกและพัฒนาขีดความสามารถทางทหารร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยไทยเข้าร่วมกับโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2545 และได้รับการจับคู่กับกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตัน และมีการแลกเปลี่ยนรวมถึงฝึกร่วมกันทั้งในลักษณะการปฏิบัติการทางทหารและการปฏิบัติการของทหารและพลเรือน

 

และเนื่องจากหน่วยรักษาดินแดนของสหรัฐฯ มีกำลังพลที่เป็นพลเรือนซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่เป็นทหาร ทำให้มีความเชี่ยวชาญทั้งการทหารและหน้าที่ของพลเรือน ทำให้มีการฝึกของภาคพลเรือนต่างๆ เช่น การรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงปฏิบัติการด้านความมั่นคงต่างๆ ซึ่งนอกจากกำลังของกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตันจะเข้าร่วมการฝึก Cobra Gold แล้ว ยังมีการฝึกแยกเฉพาะระหว่างกองทัพไทยและกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตันอีกด้วยภายใต้ชื่อ Enduring Partner รวมถึงมีการฝึกการรักษาความปลอดภัยและการกู้ภัยท่าเรือแหลมฉบัง (Laem Chabang Port Exchange) ร่วมกับหน่วยงานทั้งการทหารและพลเรือนที่เกี่ยวข้องของไทย การฝึกการจัดการไฟป่าร่วมกับกรมป่าไม้ของไทย และกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตันยังสนับสนุนช่างและเจ้าหน้าที่เทคนิคมาประจำที่ประเทศไทยเพื่อให้การช่วยเหลือในการซ่อมบำรุงยานเกราะล้อยาง Stryker ของกองทัพบกไทยซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่มีใช้งานในกองกำลังรักษาดินแดนของรัฐวอชิงตัน

 

เมื่อถอยออกมาดูจะพบว่า ปีหนึ่งๆ ไทยและสหรัฐฯมีการฝึกทางทหารร่วมกันกว่า 100 การฝึกต่อปี ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศพันธมิตรที่มีความร่วมมือและการฝึกทางทหารกับสหรัฐฯที่เข้มข้นที่สุด

 

ทั้งนี้ การที่สหรัฐฯเรียกไทยว่าพันธมิตร (Ally) มาจากการที่ไทยและสหรัฐฯ มีข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศร่วมกัน ซึ่งมาจากแถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ (Thanat-Rusk Communique) ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2505 โดย พันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และ นายดีน รัสก์ (Dean Rusk) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในสมัยประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ในช่วงสงครามเย็น ที่ระบุว่าสหรัฐฯ ให้คำมั่นจะปกป้องคุ้มครองประเทศไทยภายใต้สนธิสัญญามะนิลาซึ่งนำมาสู่การก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ SEATO

 

โดยถ้าไทยถูกรุกรานจากกองกำลังคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯจะส่งทหารเข้ามาช่วยเหลือทันทีโดยไม่ต้องรอมติของ SEATO ซึ่งทำให้สถานะของไทยในสายตาของสหรัฐฯ คือพันธมิตรที่มีข้อตกลงป้องกันประเทศร่วมกัน (Treaty Ally) และสหรัฐฯ จะใช้คำนี้กับประเทศที่มีข้อตกลงร่วมกันเท่านั้น ซึ่งในโลกนี้มีไม่กี่ประเทศ ส่วนประเทศอื่นสหรัฐฯ จะใช้คำว่าหุ้นส่วนหรือ Partner ซึ่งเป็นการแสดงสถานะด้านความมั่นคงของไทยในสายตาของสหรัฐฯ ที่แตกต่างจากประเทศอื่น

 

นอกจากนั้น ในปี 2546 สหรัฐฯ ยังได้มอบสถานะพันธมิตรหลักนอกกลุ่ม NATo หรือ Major Non-NATO Ally ให้กับไทย เพื่อให้ไทยได้สิทธิในการจัดหายุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับหรือสามารถจัดหายุทโธปกรณ์ส่วนเกินของกองทัพสหรัฐ (Excess Defense Articles) ก่อนคนอื่น สามารถเข้าร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศระหว่างกัน และสหรัฐฯ สามารถพิจารณาตั้งคลังยุทโธปกรณ์สำรองสำหรับกรณีฉุกเฉินในประเทศไทยได้ถ้าทางการไทยเห็นชอบ

 

รวมถึงทั้งไทยและสหรัฐฯ ยังลงนามในวิสัยทัศน์ร่วมว่าด้วยความเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศ (Joint Vision Statement for the Thai-U.S. Defense Alliance) ฉบับแรกในปี 2555 และฉบับปรับปรุงในปี 2563 รวมถึงแถลงการณ์ว่าด้วยความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ที่ลงนามในปี 2565 อีกด้วย

 

ทั้งหมดนี้จะเห็นว่า ข่าวที่ออกมาว่า “ไทยอาจใช้ความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในข้อต่อรองในการเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ” จึงเป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ เพราะนอกจากทั้งสองประเทศจะมีความร่วมมือกันมาหลายทศวรรษแล้ว ถ้าหากไทยลดระดับความร่วมมือ อาจจะเป็นไทยเสียเองที่จะเสียผลประโยชน์ในหลายด้านที่ไทยได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ

 

และอาจจะเป็นสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลทรัมป์ที่ดีใจด้วยซ้ำถ้าไทยอยากจะลดระดับความร่วมมือลง เพราะจะได้ประหยัดงบประมาณของสหรัฐฯ และให้ไทยต้องหางบประมาณมาใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพื่อช่วยเหลือตัวเองตามที่ทรัมป์มักจะกระตุ้นให้พันธมิตรพึ่งพาตนเองเสมอ

 

จึงไม่แปลกใจที่หลังจากข่าวการใช้การลดความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ มาเป็นเครื่องมือในการเจรจาภาษีออกมา ทั้งรัฐบาลไทยและกระทรวงกลาโหมของไทยจะออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising