ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า มาตรา 50 (18) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ว่าด้วยหลักการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ
คดีนี้สืบเนื่องจาก ศาลปกครองพิษณุโลก และศาลปกครองเชียงใหม่ ที่ส่งคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีมายังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยว่า มาตรา 50 (18) ซึ่งกำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า “ผู้ที่ถูกพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตาม พ.ร.บ. นี้ ไม่ว่าจะได้รับโทษหรือไม่ โดยได้พ้นโทษหรือต้องคำพิพากษามายังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี” จะไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การกำหนดลักษณะต้องห้ามดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ จึงมีมติว่า มาตรา 50 (18) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง
นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังมีมติ เป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า มาตรา 58/1 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง
คำวินิจฉัยดังกล่าวส่งผลให้บทบัญญัติเรื่องการตัดสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นตามมาตรา 50 (18) ที่กำหนดระยะเวลา 5 ปี ไม่อาจบังคับใช้ได้ในส่วนที่ศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ และถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ
สำหรับตุลาการเสียงข้างมาก 7 เสียง ที่เห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ได้แก่ อุดม สิทธิวิรัชธรรม, วิรุฬห์ แสงเทียน, จิรนิติ หะวานนท์, นภดล เทพพิทักษ์, บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, อุดม รัฐอมฤต และ สราวุธ ทรงศิวิไล
ขณะที่ตุลาการเสียงข้างน้อย 2 เสียง ได้แก่ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ สุเมธ รอยกุลเจริญ


