พรรคประชาชนประกาศใช้มาตรการทางกฎหมายและกลไกรัฐสภาเพื่อตรวจสอบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ ภายหลัง กกต. มีมติเสียงข้างมากส่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) บางส่วนที่เป็น สว. แต่ละเว้นการส่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารพรรค แถลงข้อกังวลต่อมติของ กกต. ที่ส่งฟ้องบุคคลไปยังศาลฎีกาจำนวน 77 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สว. ในปัจจุบันเพียง 26 คน โดยไม่มีการส่งฟ้องกรรมการบริหารพรรค สส. รัฐมนตรี หรือนักการเมืองจากพรรคภูมิใจไทยรวมอยู่ด้วย
ณัฐพงษ์ระบุว่าคดีนี้เป็นขบวนการทุจริตเพื่อเข้าควบคุมสถาบันทางการเมือง แต่ กกต. กลับไม่พิจารณาพยานหลักฐานสำคัญอย่างครบถ้วน ทั้งเอกสารโพยสั่งการ เส้นทางการเงิน คลิปเสียง และประวัติการติดต่อสื่อสาร โดยเลือกพิจารณาแยกเหตุการณ์เป็นรายกรณีแทนที่จะมองเป็นขบวนการ ซึ่งขัดกับบรรทัดฐานเดิมของ กกต. ที่เคยชี้มูลความผิดเพียงจากการใช้แอปพลิเคชันไลน์จับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน
ประเด็นสำคัญที่พรรคประชาชนหยิบยกขึ้นมาคือความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ เนื่องจากกรรมการ กกต. 4 ใน 7 คน เข้าสู่ตำแหน่งผ่านการรับรองของ สว. ชุดปัจจุบัน ทำให้มติเสียงข้างมากนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการต่างตอบแทนทางการเมือง
ส่วนกรณีที่ กกต. ให้เหตุผลเรื่องการให้ปากคำที่เปลี่ยนแปลงไปมาของพยานหมายเลข 16/26 รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ไปไม่ถึงนักการเมืองนั้น ณัฐพงษ์ประเมินว่าพยานอาจได้รับแรงกดดัน การที่ กกต. มีมติเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่ว่า ขบวนการทุจริตระดับชาติไม่มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ถือเป็นการใช้ดุลยพินิจที่ขัดต่อหลักกฎหมาย และตอกย้ำปัญหาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ส่งผลให้องค์กรอิสระถูกแทรกแซงทางการเมืองได้ แต่กลับไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน
พรรคประชาชนได้กำหนดแนวทางดำเนินการ 5 ประการ เริ่มจากการเตรียมดำเนินคดีอาญาต่อ กกต. ในฐานความผิดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงกระทำการขัดต่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.
ควบคู่กับการใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อนำพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาที่ กกต. ไม่สั่งฟ้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ในส่วนของกลไกรัฐสภา พร้อมเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้อง พร้อมรณรงค์ให้เกิดความรับผิดชอบทางการเมือง
นอกจากนี้ พรรคประชาชนจะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อจำกัดอำนาจ สว. ปฏิรูปองค์กรอิสระให้โปร่งใส และเพิ่มอำนาจประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึงการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ตามผลประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยไม่เปิดเงื่อนไขให้ สว. เข้ามาขัดขวางเจตจำนงของประชาชนได้อีก
สำหรับข้อกังวลว่าการที่ กกต. ไม่สั่งฟ้องนักการเมืองจะส่งผลต่อความชอบธรรมในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ ณัฐพงษ์ยืนยันว่า กลไกรัฐสภาต้องเดินหน้าตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา แม้จะปรากฏข้อมูลว่าอาจมีความพยายามใช้อำนาจของประธานรัฐสภาในการตีความจำกัดกรอบการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐบาลปัจจุบันก็ตาม แต่ตามหลักการของสภา ผู้แทนราษฎรย่อมมีสิทธิตรวจสอบความไม่โปร่งใสในอดีตและคุณสมบัติของรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้เสมอ






