×

CIMB แนะปรับพอร์ตลงทุน Q2/69 ให้อยู่รอดช่วงสงคราม ลดน้ำหนักหุ้น เพิ่มตราสารหนี้ มองหุ้นเทคโลก-จีนฟื้นตัวแรง หลังสงครามจบ

20.04.2026
  • LOADING...
จิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ CIMB ไทย แนะลงทุน Q2/69 รับมือสงคราม ภาพประกอบกราฟตลาดหุ้นและข้อความ 'สงครามยังไม่จบ ลงทุนยังไง ให้พอร์ตอยู่รอด'

วันนี้ 20 เมษายน 2569 จิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย อัปเดตแนวโน้มเศรษฐกิจ และกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 2/2569 โดยแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสนี้ CIMB ยังคงมุมมองว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะยังสามารถเติบโตได้

 

สะท้อนจาก

 

  • การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ (Productivity) อย่างรวดเร็วจาก AI
  • กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่กำไรหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ในไตรมาสแรก เช่น JPMorgan, Morgan Stanley ออกมาสูงกว่าประมาณการของตลาด ซึ่งช่วยสร้างสตอรี่เพิ่มความคาดหวังว่า earning season รอบนี้ ผลตอบแทนทั้งตลาดจะเป็นบวก
  • เกิดการหมุนเวียนการลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) จากกลุ่มหุ้นราคาแพงไปสู่กลุ่มที่ราคาถูก เช่น กลุ่มพลังงาน, กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งหุ้นเหล่านี้เติบโตตามวัฏจักรเศรษฐกิจ สะท้อนว่าตลาดยังคงเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะสามารถเติบโตได้

 

อย่างไรก็ตาม การเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่เปลี่ยนแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจโลก การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากประเด็นดังกล่าว อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้ออาจปรับตัวสูงขึ้นใน 1-2 ไตรมาสข้างหน้า แต่ต้องติดตามดูค่อนข้างใกล้ชิด เนื่องจากแนวโน้ม Productivity ที่สูงขึ้นจากการเข้ามาของ AI Adoption ยังเป็นแนวโน้มหลักที่จะช่วยตรึงอัตราเงินเฟ้อไม่ให้ปรับตัวขึ้นได้ในระยะยาว

 

โดย CIMB ได้ประเมินฉากทัศน์ผลกระทบสงครามต่อเงินเฟ้อ แบ่งเป็น 2 กรณี

 

กรณีที่ 1 สงครามจบลงภายในช่วงเดือนเมษายน เศรษฐกิจอาจไม่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน แม้อาจจะมีเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานเข้ามากดดันบ้าง แต่ยังคงสามารถที่จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่อได้

 

กรณีที่ 2 แต่ถ้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ และไม่ลดความรุนแรงลงเกินกว่าเดือนมิถุนายน คาดว่าอาจมีผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดต่อภาวะการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่จะเกิด Stagflation หรือ Recession และอาจจำเป็นต้องปรับลดสินทรัพย์เสี่ยงลง

 

ทั้งนี้หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และอยู่ในระดับสูงยาวนาน จะส่งผลให้เกิด Cost-Push Inflation จากการประเมินพบว่า หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น 10% ที่ช่วงราคาฐานจาก 80 ดอลลาร์ เป็น 88 ดอลลาร์ จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นประมาณ 0.6-1.2%

 

จุดอันตรายที่ต้องจับตาคือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันจะผลักดันให้ความเสี่ยง ที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) จะปรับตัวขึ้นไปปิดช่องว่าง กับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งจะกดดันให้ธนาคารกลางทั่วโลก ไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ เศรษฐกิจเกิดภาวะ Stagflation และในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อจัดการปัญหาเงินเฟ้อไปก่อน ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะ Recession ตามมา แล้วค่อยไปกระตุ้นเศรษฐกิจทีหลัง

 

ลงทุนอย่างไรให้พอร์ตอยู่รอดใน Q2/69

 

จิรไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่สงครามตะวันออกมีความไม่แน่นอน ต่อเนื่องไปในไตรมาส 2/2569 CIMB ยังคงให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง ไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย ระมัดระวังความกระจุก และชะลอการเก็งกำไรในสินทรัพย์ ที่มีความผันผวนสูง

 

แนะจัดพอร์ตตามความยืดเยื้อของสงคราม

 

กรณีที่ 1 สงครามจบลงเร็วภายในเดือนเมษายน หากความตึงเครียดคลี่คลายและบรรลุข้อตกลงได้ เทรนด์การลงทุนก่อนหน้า Sector Rotation จะสามารถดำเนินต่อไปได้

 

กรณีที่ 2 สงครามยืดเยื้อจบในเดือนมิถุนายน

 

ในช่วงที่รอให้สถานการณ์สงบ ให้ชะลอการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง แต่เมื่อสงครามจบลง ความเสี่ยงเงินเฟ้อไม่รุนแรง แนะนำให้กลับมาเพิ่มความเสี่ยง โดยเน้นไปที่กลุ่มหุ้นที่มีโอกาสฟื้นตัวได้แรง เช่น กลุ่มเทคโนโลยี, ซอฟต์แวร์, เซมิคอนดักเตอร์ หรือหุ้นขนาดเล็กในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) อย่างเกาหลีใต้และจีน

 

สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อรักษาผลตอบแทนระยะยาว

 

  • พอร์ตหลัก (Core portfolio) ให้น้ำหนัก 70% โดยแนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้น เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ไทยมากขึ้น เนื่องจากในช่วงไตรมาสแรก เงินทุนไหลออกจากพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี จนทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นไปแตะระดับประมาณ 2.2% ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ซึ่งมีโอกาสที่บอนด์ยีลด์ จะแกว่งตัวกลับเข้าสู่กรอบเดิม

 

เพิ่มน้ำหนักในหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานโลก (Global Infrastructure) และลดน้ำหนักทองคำ เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มีเสถียรภาพของกำไรที่ดี และได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นค่อนข้างน้อย ในขณะที่ทองคำถูกปรับลดน้ำหนักลง เพราะปัจจุบันกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความผันผวนให้กับพอร์ต

 

  • พอร์ตเสริม (Satellite) เป็นส่วนการลงทุนเชิงรุก เน้นลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยให้น้ำหนัก 30% แบ่งลงทุนหุ้นเทคโนโลยีโลก (Global Tech), เทคโนโลยีจีน, หุ้นกลุ่ม APAC รวม 15% และถือเงินสดอีก 15% เพื่อใช้เป็นโอกาสในการเข้าซื้อสินทรัพย์เมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม ไม่ว่าสงครามจะจบลงช้าหรือเร็วก็ตาม

 

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้คือ reality check ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ถ้าเงินเฟ้อไม่พุ่งสูงขึ้นตามคาด จะกลายเป็น positive surprise ตอนนี้สถานการณ์พร้อมจะพลิกอยู่เสมอ ดังนั้นควรเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่พื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนไปตามข่าว เลือกถือตัวที่กำไรไม่แย่ fully invested ยังเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอในมุมมองของเรา” จิรไพบูลย์ กล่าวเสริม

 

ภาพ: Shutterstock AI

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories