วันนี้ (20 มิถุนายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์ชี้แจงต่อสื่อมวลชน กรณีที่พรรคประชาชนได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในกรุงเทพมหานครในช่วงที่ผ่านมาว่าอาจยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม
ชัชชาติ เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครได้เดินหน้านโยบายเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ข้อมูลด้านงบประมาณและโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะอย่างโปร่งใส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาการทุจริตในโครงสร้าง กทม. ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
โดยยกตัวอย่างสถิติการร้องเรียนพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่เทศกิจ ซึ่งในช่วงปี 2566–2567 มีสถิติการร้องเรียนสูงกว่า 100 เรื่อง แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 ตัวเลขการร้องเรียนดังกล่าวได้ลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนนโยบายและการทำงานอย่างจริงจังตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การดำเนินงานของกรุงเทพมหานครยังได้รับการยอมรับจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ซึ่งจัดอันดับให้ กทม. ได้คะแนนความโปร่งใสในอันดับที่ 8 จาก 10 ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดที่สะท้อนความสำเร็จจากการประเมินโดยหน่วยงานภายนอก
โดยที่ผ่านมา กทม. ได้นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อลดการใช้อำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ อาทิ การปรับเปลี่ยนระบบขออนุญาตก่อสร้างอาคารใหม่ให้เป็นระบบออนไลน์ 100% การจัดเตรียมระบบเปิดเผยข้อมูลภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีป้ายให้มีความชัดเจนและตรวจสอบได้ ตลอดจนการพัฒนาระบบชำระค่าปรับเทศกิจผ่านระบบ QR Code ซึ่งเงินจะถูกโอนตรงเข้าสู่บัญชีของสำนักงานเขตทันที เพื่อเป็นการตัดวงจรการจัดเก็บเงินสดโดยเจ้าหน้าที่
เมื่อถามถึงประเด็นที่ว่า การตั้งข้อสังเกตของพรรคคู่แข่งถือเป็นเกมการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงหรือไม่ ชัชชาติ ระบุว่า ตนไม่ได้มีความกังวลในเรื่องดังกล่าว และมองในแง่ดีว่าการที่ทุกฝ่ายหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นการต่อต้านคอร์รัปชันถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม
พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า การทุจริตคอร์รัปชันคือสิ่งที่กัดกร่อนประเทศมากที่สุด เพราะเป็นการนำทรัพยากรของคนรุ่นใหม่ไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงภารกิจของ กทม. เท่านั้น แต่เป็นปัญหาระดับชาติที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องร่วมกันตรวจสอบอย่างจริงจัง
ส่วนกรณีที่นักวิชาการและผลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนักประเมินว่า ชัชชาติเป็นแชมป์เก่าที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งอย่างแน่นอนนั้น ชัชชาติได้ปฏิเสธกระแสดังกล่าว โดยชี้แจงว่า ผลโพลเป็นเพียงการสุ่มตัวอย่างจากกลุ่มคนหลักร้อยหรือหลักพันคนเท่านั้น แต่ในวันเลือกตั้งจริงจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนเป็นล้านคน คะแนนนิยมจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และทุกพรรคการเมืองต่างก็มีจุดแข็งที่แตกต่างกัน
การที่ทีมงานยังคงลงพื้นที่หาเสียงตั้งแต่วันยันค่ำในทุกวัน เป็นเพราะพรรคต้องการแสดงความเคารพต่อเสียงของประชาชน และท้ายที่สุดในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ ประชาชนจะเป็นผู้ลงมติชี้ขาดว่าต้องการให้ใครเข้ามาทำหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนต่อไป








