ย้อนกลับไปวันแรกที่ชัชชาติชนะการเลือกตั้ง ท่าทีแรกที่สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักรู้ในปัญหาคอร์รัปชัน คือการนำคณะผู้บริหารเดินทางไปที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ทันที เพื่อแลกเปลี่ยนและขอคำแนะนำว่า กทม. ควรมีวิธีการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างไร มีเรื่องใดเป็นเรื่องร้อน เรื่องด่วน และเรื่องที่จำเป็นต้องเอาชนะให้ได้
ประเด็นสำคัญ
- สอบผ่านผู้นำไร้รอยด่างพร้อย แต่สอบตกคอร์รัปชันระดับท้องถิ่น
- 8 เต็ม 10 คะแนน ความพยายามนำ ‘ระบบใหม่’ ครอบ ‘ระบบเก่า’
- Traffy Fondue และ อาสาสมัคร อาวุธใหม่ที่สร้างแรงกระเพื่อม
- แผลลึกฝังราก เครื่องออกกำลังกาย ส่วย และการรีดไถ
- ปรากฏการณ์งบเหลือ 5 พันล้าน และหลัก 3 จริง
- ทุบหม้อข้าวส่วยอุปถัมภ์ รื้อ ‘ระบบนิเวศคอร์รัปชัน’
- การบ้านถึง ‘ผู้ว่าฯ คนใหม่’ และพลังของทุกคะแนนเสียง
ซึ่งทาง ACT ได้ให้ข้อคิดเห็นและฝากข้อเรียกร้องทั้งหมด 5 ข้อ ประกอบด้วย กำหนดนโยบาย No Gift Policy โดยห้ามข้าราชการและผู้บริหาร กทม. ทุกระดับรับของขวัญหรือของกำนัลทุกชนิด , ประกาศไม่รับค่าคอมมิชชันยา โดยให้โรงพยาบาลในสังกัด กทม. ทั้งหมดให้สัตยาบันปฏิเสธเงินกินเปล่าจากบริษัทจัดจำหน่ายเวชภัณฑ์, ฟื้นโครงการใบอนุญาตยิ้ม เพื่อปรับระบบการขออนุญาตก่อสร้างและต่อเติมบ้านให้ผ่านระบบออนไลน์ ช่วยลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และตัดวงจรการเรียกรับสินบน
, ผลักดันบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เข้าแนวร่วม CAC รวมถึงการกำหนดให้คู่ค้ารายใหญ่ของบริษัทที่เป็นแขนขาการลงทุนของ กทม. ต้องเข้าร่วมแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันด้วย และ สร้างเมืองต้นแบบความโปร่งใสร่วมกับประชาชน บรรจุหลักสูตรต้านโกงในโรงเรียนสังกัด กทม. และเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสทุจริตอย่างปลอดภัยผ่านระบบเทคโนโลยี
ซึ่ง 5 ข้อนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่อาจารย์มานะนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจการบ้านชัชชาติในวันนี้
สอบผ่านผู้นำไร้รอยด่างพร้อย แต่สอบตกคอร์รัปชันระดับท้องถิ่น
ตลอดระยะเวลาการทำงาน ทางคณะผู้บริหารของ กทม. ได้เข้ามาอัปเดตความคืบหน้าให้ ACT ฟังเป็นระยะ สิ่งที่ค้นพบและถือเป็นความสำเร็จในระดับนโยบายคือ ไม่มีข่าวการคอร์รัปชันโดยตัวผู้ว่าฯ กทม. คณะผู้บริหาร หรือทีมงานบุคลากรระดับบน
อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในระดับปฏิบัติการ ปัญหาคอร์รัปชันใน กทม. ยังคงมีลักษณะคล้ายคลึงกับอดีต ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของนักการเมืองท้องถิ่น สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) หรือการทุจริตของเจ้าหน้าที่ตามเขตและสำนักงานต่างๆ
“เรายังพบว่าการทุจริตตามเขตต่างๆ ยังมีอยู่ ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องที่ท่านผู้ว่าฯ ต้องรับผิดชอบ ที่ยังไม่สามารถบริหารจัดการหรือแก้ไขปัญหาในระดับนี้ให้หมดไปได้” อาจารย์มานะ สะท้อน
8 เต็ม 10 คะแนน ความพยายามนำ ‘ระบบใหม่’ ครอบ ‘ระบบเก่า’
เมื่อถามถึงคะแนนภาพรวมตลอด 4 ปี ACT ให้คะแนนการทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันในยุคของชัชชาติไว้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน เหตุผลสำคัญเบื้องหลังคะแนนที่ค่อนข้างสูงนี้ ไม่ใช่เพราะ กทม. ไร้ซึ่งการทุจริต แต่เป็นเพราะ ACT มองเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจ ในการผลักดันกลไกใหม่ๆ เข้ามาแก้ไขปัญหาที่ยากและต้องใช้เวลา
“ท่านมีความพยายามที่จะผลักดันกลไกใหม่ๆ ไปครอบระบบเก่าที่มันถูกจำกัดด้วยกฎหมาย และวัฒนธรรมการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ กทม. แม้ส่วนใหญ่จะยังมีความมุ่งมั่นเสมอต้นเสมอปลาย แต่หลายๆ อย่างก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับคนที่เสนอตัวมารับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ คนใหม่”อาจารย์มานะ กล่าว
อุปสรรคสำคัญอย่างข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของ กทม. เอง กฎหมายของกระทรวงมหาดไทย การขออนุญาตก่อสร้างอาคารที่ซับซ้อน หรือแม้แต่จำนวนข้าราชการและลูกจ้าง กทม. ที่มีมากถึงกว่า 90,000 คน ต้องไม่ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้าง ว่าไม่สามารถควบคุมคนได้ หรือมองไม่เห็นปัญหาที่ถูกปกปิดไว้ คนที่อาสาเข้ามาทำงานการเมืองต้องทราบข้อจำกัดเหล่านี้ดีอยู่แล้ว
Traffy Fondue และ อาสาสมัคร อาวุธใหม่ที่สร้างแรงกระเพื่อม
หนึ่งในผลงานที่ประธาน ACT มองว่าว้าว และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการประชาชน ผ่านระบบ Traffy Fondue และ BMA OSS ระบบเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับคนกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นแบบอย่างให้กับผู้นำทั่วประเทศ เพราะไม่ใช่แค่ช่องทางรับฟังเสียงประชาชน แต่เป็นเครื่องมือประสานงานที่มีการบันทึกประวัติ ทำให้สามารถตรวจสอบแทรกย้อนหลังได้ว่า ปัญหาของประชาชนเกิดจากหน่วยงานใด ละเลย เชื่องช้า หรือมีการคอร์รัปชันเกิดขึ้นหรือไม่
นอกจากนี้ การดึงอาสาสมัคร จำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วม ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด “คนๆ เดียวคิด คนๆ เดียวทำ ไม่มีทางเก่งอย่างรอบด้าน การที่มีคนจำนวนมากเข้ามาช่วยคิดช่วยทำเพื่อพัฒนากรุงเทพฯ เป็นเรื่องที่ดีมาก สะท้อนให้เห็นว่าท่านใส่ใจเรื่องการสร้างการมีส่วนร่วม”
แผลลึกฝังราก เครื่องออกกำลังกาย ส่วย และการรีดไถ
แม้จะมีความก้าวหน้าเชิงเทคโนโลยี แต่ตลอด 4 ปี กทม. ก็ไม่อาจหลีกหนีรอยแผลเรื่องคอร์รัปชันที่ปรากฏให้เห็นตามหน้าสื่อ ทั้งประเด็นความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ไปจนถึงพฤติกรรมการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่
อาจารย์มานะฉายภาพแผลฝังลึกเหล่านี้ว่า พฤติกรรมคอร์รัปชันโดยรวมยังเหมือนเดิมก่อนที่ชัชชาติจะเข้ามาทำงาน เช่น การขอใช้ที่สาธารณะหรือบริเวณรอบห้างสรรพสินค้าเพื่อทำตลาดนัด ทั้งที่พื้นที่เหล่านั้นมีไว้เพื่อความปลอดภัยยามเกิดเหตุฉุกเฉิน
“คอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้างยังมีอยู่กระจัดกระจายตามเขตต่างๆ เรายังได้ยินว่าเจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นนายช่างโยธา การอนุญาตก่อสร้างอาคาร หรืองานจัดเก็บรายได้และภาษี ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก รูปแบบพฤติกรรมไม่ได้แตกต่างจากเดิม และเรายังไม่สามารถเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้”
ปรากฏการณ์งบเหลือ 5 พันล้าน และหลัก 3 จริง
อย่างไรก็ตาม ข่าวการจัดเก็บรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น จน กทม. มีงบประมาณเหลือกว่า 5 พันล้านบาท ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ACT วิเคราะห์ว่าเม็ดเงินที่เหลือนี้มาจาก 2 ทาง คือ ฝ่ายรายได้ที่จัดเก็บได้มากขึ้น และฝ่ายรายจ่ายที่ประหยัดได้จากการประมูลงานและจัดซื้อจัดจ้างที่ลดการคอร์รัปชันลง
อาจารย์มานะกล่าวว่าความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่า ระบบ 3 จริง
- เปิดเผยข้อมูลจริง: แม้กฎหมายจะบังคับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเปิดเผยข้อมูลอยู่แล้ว แต่เมื่อผู้บริหารลงมือทำอย่างจริงจัง ประชาชนตรวจสอบได้ “อะไรที่สว่าง อะไรที่คนเข้าไปตรวจ คนโกงจะโกงยากขึ้น”
- ตรวจสอบจริง: มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ของ กทม. ต้องได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ
- ลงโทษจริง: กทม. ได้ดำเนินคดีกับข้าราชการและลูกจ้างที่กระทำผิดหลายรายในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง
ทุบหม้อข้าวส่วยอุปถัมภ์ รื้อ ‘ระบบนิเวศคอร์รัปชัน’
เมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงประเด็นคำว่าส่วย และ ระบบอุปถัมภ์ ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ACT มีมุมมองว่า “เราจะบอกคนรุ่นใหม่ว่ามันเป็นเรื่องปกติไม่ได้เด็ดขาด”
ประเทศไทยกำลังเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิก OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ซึ่งเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและศักดิ์ศรีของประเทศ แต่จะสำเร็จอย่างสง่างามได้ ไทยต้องเอาชนะปัญหาคอร์รัปชันให้ได้ การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารงานภาครัฐ ล้วนต้องมีธรรมาภิบาลเป็นรากฐาน
ปัญหาของข้าราชการ กทม. คือความคุ้นเคยที่สะสมมานานนับสิบปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุราชการนานๆ จะรู้กันดีว่าตำแหน่งไหน ‘กิน’ อะไรได้บ้าง ตำแหน่งไหนได้ผลประโยชน์เท่าไร และต้องส่งส่วยให้ใคร
“ถ้าเราหยุดปัญหาเชิงโครงสร้างตรงนี้ได้ ถ้าทุกคนรู้ว่าไม่ต้องส่งส่วยให้กับเบื้องบน ไม่ว่าระดับไหน ข้าราชการก็จะมีความทุกข์น้อยลง ดิ้นรนหาเงินน้อยลง โดยเฉพาะเงินส่วย เมื่อเจ้านายไม่เรียกรับ จำนวนเงินที่ต้องหามาก็ลดลง เขาจะมีความสุขมากขึ้นและโกงน้อยลง”
นอกจากนี้อาจารย์มานะ ยังขยายความถึงคำว่า ระบบนิเวศที่ต่อต้านการทุจริต ว่า ข้าราชการไม่ได้ทำงานอยู่โดดๆ แต่เกี่ยวพันกับความต้องการของประชาชน นักธุรกิจ และปัจจัยซัพพลายเชน หากการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น เครื่องออกกำลังกาย มีราคาแพงระดับมหาเศรษฐีใช้ หรือหากเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจตามกฎหมายแบบตึงเป๊ะจนขาดความยืดหยุ่น ประชาชนก็เข้าถึงบริการยาก นำไปสู่การวิ่งเต้น
ที่สำคัญคือวัฒนธรรมการเอาใจนาย หากข้าราชการผู้ใหญ่ยังชินกับการรับของขวัญช่วงปีใหม่ สงกรานต์ วันเกิด หรือการเอารถหลวงมาใช้งานส่วนตัว ระบบเส้นสายก็จะยังคงอยู่ และข้าราชการน้ำดีที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนก็จะหมดโอกาสและเบื่อหน่ายไปในที่สุด
การบ้านถึง ‘ผู้ว่าฯ คนใหม่’ และพลังของทุกคะแนนเสียง
สำหรับสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะมาถึงอาจารย์มานะคาดหวังนโยบายปราบโกงที่จับต้องได้ โดยเฉพาะการเดินหน้าเรื่องเทคโนโลยี การเปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณและอำนาจรัฐ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดงบประมาณและการพัฒนาเมือง
และเพื่อให้ได้คะแนนการประเมินจาก ACT 10 เต็ม 10 ผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องมีความมุ่งมั่นและเข้าถึงธรรมชาติของบุคลากร กทม. เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้คนนอกเข้ามาวิ่งเต้น และต้องใช้งบประมาณอย่างมีสติปัญญาใช้เท่าไรแล้วประชาชนมีความสุขมากขึ้น อันนั้นคือภารกิจที่ผู้ว่าฯ กทม. ต้องทำให้ได้
ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ได้ฝากข้อคิดถึงคนกรุงเทพฯ และว่าที่ผู้ว่าฯ คนใหม่
“การเลือกตั้งมีความสำคัญมาก สิทธิของประชาชนสามารถพลิกชีวิตเมืองได้มหาศาล คุณอาจได้คนที่มีความมุ่งมั่น หรืออาจได้คนที่ผูกติดกับผลประโยชน์พรรคพวก ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง ถือเป็นความผิดพลาดของเราเองที่ไปลงคะแนนให้เขา
ดังนั้น ทุกเสียงที่ออกไปโหวต หากมีจำนวนมากเท่าไร มันจะเป็นภาระที่กดทับบนหลังของคนที่ชนะการเลือกตั้ง เขาจะได้ตระหนักว่าเขาได้รับการสนับสนุนจากประชาชน และเตือนตัวเองตลอดเวลาว่าต้องทำงานอย่างซื่อสัตย์ ไม่คดโกง”
พร้อมทิ้งท้าว่า ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง หากต้องการแลกเปลี่ยนวิธีการหรือกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) พร้อมต้อนรับเสมอ


