ครม. เห็นชอบมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัย แบ่งเป็น 3 ชุด ครอบคลุมทั้งการพักหนี้และสินเชื่อจากแบงก์รัฐ การฟื้นฟู SMEs ด้วย Soft Loan 3 หมื่นล้านบาท และมาตรการภาษีสำหรับบ้าน รถ และผู้ประกอบการ
วันนี้ (20 ตุลาคม) ลวรณ แสงสนิท เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ มาตรการบรรเทาผลกระทบ ฟื้นฟู ผู้ประสบเหตุอุทกภัย ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 ชุด ได้แก่ มาตรการบรรเทา มาตรการฟื้นฟู และมาตรการด้านภาษี
มาตรการบรรเทา
ในส่วนของมาตรการบรรเทา จะดำเนินการช่วยเหลือด้านการเงิน โดยอาศัยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ ตามกลุ่มผู้เสียหายและความต้องการของแต่ละกลุ่ม ดังนี้
1) พักหนี้แบงก์รัฐทั้ง 7 แห่ง นาน 6 เดือน พร้อมขยายเวลาการชำระหนี้ตามความเหมาะสม
2) สินเชื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0-1.99% ต่อปี กู้ไม่เกิน 40 ปี ผ่านธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ibank)
3) ออมสินให้สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง วงเงิน 50,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก
4) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกสินเชื่อหนุนอุปกรณ์การเกษตรไม่เกิน 5 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน กู้ไม่เกิน 15 ปี
5) ธนาคารออมสิน ibank และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D BANK) ออกสินเชื่อทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับผู้ประกอบการเพื่อการหมุนเวียนธุรกิจ วงเงินรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% – 3.25% นานสูงสุด 7 ปี
6) ผู้ประกอบการส่งออก-นำเข้า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ออกสินเชื่อทุนหมุนเวียน (Working Capital) ให้ไม่เกิน 20% ของวงเงินหมุนเวียนเดิม สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย โดยอิงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ระยะเวลากู้ไม่เกิน 1 ปี
7) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พักค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการการค้ำประกันนาน 6 เดือน
8) มาตรการอื่น ๆ ได้แก่ ธอส. ประนอมหนี้ให้กับลูกหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือนหรือพิจารณาเป็นรายกรณี รวมทั้ง ธอส. และ ibank ออกมาตรการสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย
มาตรการฟื้นฟู
กระทรวงการคลังเดินหน้าผ่านธนาคารออมสิน ออกโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้แก่สถาบันการเงิน วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- กู้ได้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย (นับยอดรวมทุกธนาคาร)
- อัตราดอกเบี้ย 2 แรก ไม่เกิน 3.50% ต่อปี
- ตั้งแต่ปีที่ 3 – 5 ดอกเบี้ยไม่เกิน 5.00% ต่อปี
- กู้นานไม่เกิน 5 ปี
- ต้องนำไปซ่อมแซม ฟื้นฟูร้านค้า/โรงงาน หรือใช้เป็นทุนหมุนเวียนที่จำเป็นจากเหตุน้ำท่วม
นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติเห็นชอบให้แยกบัญชีมาตรการดังกล่าวเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) ซึ่งเป็นการปรับให้รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบความเสี่ยงแทน และไม่ใช่การทำธุรกิจปกติของธนาคาร ช่วยให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำและผ่อนปรนเกณฑ์ได้อย่างเต็มที่
มาตรการภาษี
กระทรวงการคลังได้มีมาตรการภาษีเพื่อบรรเทาและฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2569 อีกจำนวน 4 มาตรการ ได้แก่
1) บ้านเสียหายจากน้ำท่วม ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท
หากบ้าน ห้องชุด หรือทรัพย์สินที่ติดตั้งอยู่กับอาคารได้รับความเสียหายจากอุทกภัย สามารถนำ ค่าซ่อมแซม ค่าทำความสะอาด และค่าวัสดุอุปกรณ์ มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาท
ผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าว
มาตรการนี้ใช้กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่าง 15 พฤษภาคม – 31 ธันวาคม 2569 และต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งทางราชการประกาศเป็นเขตประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
2) รถเสียหายจากน้ำท่วม ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาท
สำหรับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย สามารถนำ ค่าซ่อมแซมและค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อม มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30,000 บาท
ผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เช่าซื้อรถ
หากมีบ้านหรือรถได้รับความเสียหายมากกว่า 1 แห่งหรือมากกว่า 1 คัน จะต้องนำค่าใช้จ่ายทั้งหมดมารวมกันภายใต้วงเงินที่กำหนด ไม่สามารถแยกวงเงินตามจำนวนทรัพย์สินได้
3) ขยายเวลายื่นภาษีและชำระภาษีผู้ได้รับผลกระทบ
สำหรับผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษี รวมถึงผู้มีหน้าที่เสียอากรที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยตามที่กรมสรรพากรกำหนด หากมีภาษีที่ต้องยื่นหรือชำระระหว่าง 1 กันยายน – 29 ธันวาคม 2569 จะได้รับการขยายกำหนดเวลาออกไปถึง 30 ธันวาคม 2569 ครอบคลุม
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล
- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
- ภาษีธุรกิจเฉพาะบางกรณี
- การขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน
- การขยายเวลาครอบคลุมทั้งการยื่นแบบด้วยกระดาษและผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
4) ขยายเวลาภาษีสรรพสามิตผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบกิจการสถานบริการที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย และมีภาระภาษีหรือกำหนดยื่นงบเดือนในช่วง กันยายน-ตุลาคม 2569 จะได้รับการขยายเวลายื่นแบบและชำระภาษี รวมถึงการยื่นงบเดือน ออกไปถึง 15 พฤศจิกายน 2569
นอกจากนี้ ยังขยายเวลายื่นคำขอใบอนุญาตผลิตและขายสุรา ยาสูบ และไพ่ สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งใบอนุญาตหมดอายุระหว่าง 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569 ให้ยื่นคำขอได้ถึง 15 พฤศจิกายน 2569 โดยให้ถือว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตรายเดิม
5) โรงงานหรือธุรกิจที่เครื่องจักรเสียหาย
อีกมาตรการหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการ คือการ ยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนใหม่ ที่นำเข้ามาเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย ตามตอนที่ 84 ของพิกัดอัตราศุลกากร โดยใช้สิทธิได้ถึง 31 มีนาคม 2570
เครื่องจักรและชิ้นส่วนที่นำเข้าต้องนำไปใช้ในกิจการของผู้ได้รับสิทธิ และผู้ได้รับสิทธิต้องมีหนังสือรับรองการเป็นผู้ประสบอุทกภัยจากหน่วยงานที่กำหนด
ประกันภัยภัยพิบัติ คุ้มครองบ้านสูงสุด 1 แสนบาท
นอกจาก 4 มาตรการภาษีแล้ว ยังมีมาตรการด้าน ประกันภัยภัยพิบัติ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และสำนักงาน คปภ. ร่วมกันจัดทำขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติ
โครงการมีผลคุ้มครองตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 – 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งเป็น 2 กรมธรรม์หลัก ได้แก่
- ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม คุ้มครองประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน
- ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติ วงเงินคุ้มครองรวมสูงสุด 2 ล้านบาทต่อคน
สำหรับผู้ประสบภัยที่ต้องการขอรับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สามารถยื่นผ่านช่องทางที่กำหนดของโครงการ และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมจากสำนักงาน คปภ.

