Menu

จานฝรั่งเศสเปี่ยมจริต ‘Brasserie Cordonnier’ ร้านอาหารคลาสสิกทวิสต์ในบรรยากาศยุค 30s

HIGHLIGHTS:

4 Mins. Read
  • ‘บราสเซอรี กอร์ดองนิเย่ร์’ ร้านอาหารฝรั่งเศสในบรรยากาศเบาสบายริมถนนสุขุมวิท 11 บรรยากาศร้านผสมผสานระหว่างเรื่องราวของช่างทำรองเท้ากับความน่าเอกเขนกของร้านสไตล์บราสเซอรี โดยเพิ่มลูกเล่นกลิ่นอายของฝรั่งเศสยุค 30s
  • ตัวร้านมีทั้งหมด 4 ชั้น ชั้นล่างเปิดเป็นห้องรับประทานอาหารน่านั่ง ขณะที่ชั้น 3 และ 4 เป็นบาร์น้ำบรรยากาศคลาสสิก ที่แค่เห็นก็อยากสวมเดรสสายเดี่ยวนั่งไขว่ห้างจิบค็อกเทล อวดเรียวขาและรองเท้าพื้นแดง Christian Louboutin
  • เรื่องอาหารยกหน้าที่ให้ เชฟเคลมองต์ เฮอร์นานเดซ Executive Chef ผู้ผ่านงานร้านระดับมิชลินสตาร์มาแล้วทั้งในยุโรปและเอเชีย

     หลังการมาถึงของคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก ‘มิชลินไกด์’ (Michelin Guide) ฉบับกรุงเทพฯ วงการกินดื่มบ้านเรามีร้านดีงามผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด หนึ่งในนั้นคือ บราสเซอรี กอร์ดองนิเย่ร์ (Brasserie Cordonnier) ร้านอาหารฝรั่งเศสในบรรยากาศสบายริมถนนสุขุมวิท 11 ที่ไม่ต้องกังวลถึงพิธีรีตองการกินอันชวนเกร็ง แต่ยังคงรสชาติและจริตแบบฝรั่งเศสเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

 

The Vibe

     ‘Cordonnier’ ในภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ช่างทำรองเท้า และ ‘Brasserie’ คือประเภทของร้านอาหารที่มีบรรยากาศสบาย ชวนนั่ง ฉะนั้นบรรยากาศของบราสเซอรี กอร์ดองนิเย่ร์ จึงเป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องราวของช่างทำรองเท้ากับความน่าเอกเขนกและเป็นกันเองของร้านสไตล์บราสเซอรี โดยเพิ่มลูกเล่นเป็นกลิ่นอายของฝรั่งเศสในยุค 30s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แฟชั่นและดาราในตำนานยังคงโลดแล่นตรึงใจผู้คนจนถึงปัจจุบัน

     ตัวร้านมีทั้งหมด 4 ชั้น ชั้นล่างเปิดเป็นห้องรับประทานอาหารน่านั่ง บาร์ไม้สีเข้มทอดตัวยาวเคียงคู่เก้าอี้ทรงสูง โซฟาหนังเปี่ยมจริตตัดกับกระเบื้องสีสว่าง เพิ่มความน่ามองด้วยกระจกใสกัดลายสาวชาวปารีเซียง ผนังกำแพงบางส่วนโชว์อุปกรณ์ทำรองเท้ายุคเก่า ตอกย้ำคอนเซปต์ช่างทำรองเท้าตามชื่อตั้ง

     ชั้น 2 เป็นครัวเปิด ในขณะที่ชั้น 3 และ 4 เก๋ขึ้นมาอีกระดับด้วยบาร์น้ำบรรยากาศคลาสสิก โซฟาหลุยส์สุดเซ็กซี่ที่แค่เห็นก็อยากสวมเดรสสายเดี่ยว มานั่งไขว์ห้างจิบค็อกเทล อวดเรียวขาและรองเท้าพื้นแดง Christian Louboutin โคมไฟแชนเดอเลียร์ห้อยระย้าอยู่กลางโถง บาร์น้ำเปิดเปลือยโชว์กรรมวิธีการชงที่ไม่ว่าจะนั่งมุมไหนก็เห็นหมด เก๋สุดจนต้องยกนิ้วให้คือส่วนผนังทั้งหมดของชั้นนี้ ตกแต่งด้วยรองเท้าสตรีมากถึง 320 คู่!

 

The Dishes

     เรื่องอาหารยกหน้าที่ให้ เชฟเคลมองต์ เฮอร์นานเดซ (Clement Hernandez) Executive Chef ผู้ผ่านงานร้านระดับมิชลินสตาร์มาแล้วทั้งในยุโรปและเอเชีย รวมถึง ‘แฌม บาย ชอง มิเชล โลแร็ง’ (J’AIME by Jean Michel Lorain) ร้านอาหารของเชฟระดับมิชลินสองดาวจากฝรั่งเศส

     เสิร์ฟอาหารแบบ ‘French Classic Twist’ จานแท้ดั้งเดิม ทว่าประยุกต์ส่วนผสมบางชนิดเพื่อรสชาติร่วมสมัยมากขึ้น

 

 

     เรียกน้ำย่อยด้วย French Onion Soup (280 บาท) เมนูยอดนิยมที่ใครก็ติดใจ หอมใหญ่และแรดิชนำไปผัดจนหอมขึ้นสีน้ำตาลเข้ม ก่อนต้มรวมกับซุปไก่และดิจองมัสตาร์ด ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ย ท็อปด้วยขนมปังฝรั่งเศสและชีสเอ็มเมนทอลแทนชีสกรูแยร์ตามปกติ รสชาติเข้มเต็มคำตั้งแต่คำแรกที่กิน

 

 

     Burgundy Snails (390 บาท) หอยทากสไตล์ฝรั่งเศสนำไปอบกับเนย กระเทียม และผักชีฝรั่ง (Parsley) เสิร์ฟมาในจานหลุมพร้อมอุปกรณ์ช่วยดึง ซึ่งจริงๆ แล้วแทบไม่ต้องใช้ จานนี้ถ้าให้อร่อยเต็มสูบ เชฟแนะนำให้กินคู่กับขนมปังกรอบ คว่ำเปลือกหอยลงบนแผ่นขนมปัง หอยก็จะหลุดออกมาทั้งเนื้อและซอส เนื้อหอยหวานมันอมเค็มนิดๆ หอมกลิ่นผักชี ซึ่งก็อร่อยจริงดังว่า

 

 

     อีกหนึ่งจานที่เราชอบมากถึงมากที่สุด Chilled Ratatouille (280 บาท) สตูว์ผัก ‘ราตาตุย’ อาหารสามัญประจำชาติชาวฝรั่งเศส ที่เชฟทวิสต์นิดหน่อยด้วยการใช้เทคนิคผัดให้ร้อนแทนการต้ม โดยใช้มะเขือเทศ 3 แบบ ได้แก่ แบบสด แบบผสมบัลซามิก และแบบกงฟี (การตุ๋นน้ำมัน) โรยหน้าด้วยยอดอ่อนและเมล็ดทานตะวันกรุบกรอบเพิ่มสัมผัสและรสให้กลมกล่อม

 

 

     จานหลักแนะนำ Beef Bourguignon (520 บาท) แก้มเนื้อวัวออสเตรเลียนำไปหมักไวน์แดงหนึ่งคืน แล้วนำไปเคี่ยวไฟอ่อนๆ กับหอมใหญ่ กระเทียม และสมุนไพรหลากชนิด ปิดท้ายด้วยเห็ด แครอท และเบคอน เนื้อเปื่อยนุ่มแต่ไม่เละ รสชาติเค็มกลมกล่อม มีหวานเล็กน้อย กรุ่นกลิ่นไวน์และเบคอน ยิ่งหม่ำคู่กับขนมปังกรอบยิ่งอร่อยเพิ่มเป็นทวีคูณ

     ของหวาน THE STANDARD ชอบทั้ง Apple Tarte Tatin (220 บาท) และ Blueberry Clafoutis (240 บาท) แต่เราแนะนำให้คุณลองเมนูหลัง เพราะเป็นขนมฝรั่งเศสแท้ แต่ที่หากินได้ยากในบ้านเรา บลูเบอร์รีคัสตาร์ดครีม จัดเต็มบลูเบอร์รีทั้งใส่และโรยหน้า หวานมันอมเปรี้ยว อร่อย

 

The Drinks

     ทางเราประทับใจมากอยู่ 2 ชนิด แก้วแรก With Love from Monet (350 บาท) ค็อกเทลรสเข้มที่ใช้เหล้าวิสกี้เป็นส่วนผสมหลัก ดัดแปลงจากเนโกรนียอดนิยม เสิร์ฟในกระป๋องเหล็กแบบพกพา พร้อมพู่กันและแยมเลมอนมะนาวโฮมเมด เวลาดื่มแนะนำให้ดื่มด่ำกับรสค็อกเทลฉบับดั้งเดิมก่อน จากนั้นค่อยลองหยิบพู่กันจุ่มแยมป้ายบนปากแก้วแล้วจิบชิม สร้างประสบการณ์ดื่มให้แปลกใหม่ คล้ายผลงานของโมเนต์ที่มองกี่ครั้งก็ไม่เคยหน่ายเลย

 

 

     อีกเมนูคือ Moulin Sour (390 บาท) สกอตช์วิสกี้สูตรเบลนด์เองของทางร้าน นำไปผสมกับพอร์ตไวน์ (ไวน์โปรตุเกส) และเห็ดทรัฟเฟิล เทลงในแก้วรมควันไม้เชอร์รี โดดเด่นเรื่องกลิ่น จิบทีอบอวลด้วยกลิ่นทรัลเฟิล หอมกลิ่นไม้เชอร์รีแทรกจาง เหมาะกับใช้ดื่มหลังอาหารเป็นเมนูปิดท้ายยามค่ำคืน

 

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 18.00-24.00 น.

Address: 32 ซอยสุขุมวิท 11 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร

Budget: เริ่มต้นที่ 220 บาท

Page: www.facebook.com/cordonnierbkk

Website: www.cordonnierbkk.com

Contact: 09 4970 8599

Map:

 

FYI

พอร์ตไวน์ (Port Wine) คือไวน์ชนิดหนึ่งที่ได้รับการผสมแอลกอฮอล์ (fortified) เพิ่มเข้าไปในขั้นตอนผลิต ทำให้มีแอลกอฮอล์มากกว่าไวน์ทั่วไป โดยมีความเข้มของสีมากกว่าไวน์แดงปกติ รสชาติหวาน นุ่ม เข้ม เป็นเครื่องดื่มประเภท ‘digestif’ ที่มีเอ็นไซม์ช่วยย่อยอาหาร จึงมักดื่มหลังมื้ออาหารเสมอ

560 VIEWS

RELATED STORIES