Menu
193333

พิธีกรหน้าใหม่แห่งวงการ แบม-ปีติภัทร คูตระกูล ผู้มากับความเชื่อมั่นและใจที่ไม่หยุดเรียนรู้ [Advertorial]

โดย THE STANDARD TEAM
08.02.2019
  • LOADING...

ในทุกๆ อาชีพไม่ว่าวงการไหนก็ตาม การก้าวขึ้นมาเป็นแถวหน้าคุณต้องฝึกฝนและใช้ชั่วโมงบินที่ยาวนานมากพอ แต่อีกส่วนที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ คาแรกเตอร์ ที่มีตัวตนชัดเจนที่มาพร้อมกับความมั่นใจ และเตรียมพร้อมจัดการกับหลากหลายสิ่งที่พุ่งเข้ามาอยู่เสมอ ก็นับเป็นอีกคุณสมบัติที่สำคัญ มีผลกับการทำให้คุณเป็นที่จดจำได้อย่างรวดเร็ว

 

สำหรับอาชีพ ‘พิธีกร’ หนุ่มหน้าใสวัย 25 ปีอย่าง แบม-ปีติภัทร คูตระกูล ได้ก้าวขึ้นมาเป็นพิธีกรแถวหน้าของเมืองไทยภายในเวลาอันรวดเร็วจากบทบาทพิธีกรทะเล้นปนโหดในรายการ Top Chef Thailand รายการแข่งขันทำอาหารที่มีต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งแบมรับหน้าที่เป็นพิธีกรมาตั้งแต่ซีซัน 1 และล่าสุดกับซีซัน 2 ที่เพิ่งจบลงไป

 

และหากใครติดตามหนุ่มแบมมาบ้างก็พอจะรู้ว่า หนุ่มคนนี้มีความสามารถหลากหลายซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าสดใส แบมจบการศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (BBA) และหลังจากจบการศึกษา ได้ไปสอบเป็นนักบินของสายการบินในประเทศ ซึ่งทั้งสองอย่างไม่เกี่ยวข้องกัน และก็ไม่เกี่ยวกับวงการบันเทิงสักเท่าไร แต่ด้วยความเชื่อมั่นว่า ‘ทุกอย่างฝึกฝนกันได้ถ้าเราตั้งใจ จัดสรรเวลาให้ได้ และเตรียมตัวดีพอ’ ทำให้เขาผ่านประสบการณ์นั้นมาได้ และทำให้เราได้มานั่งคุยกับเขาในวันนี้

 

 

คนจำเราได้จากการแข่งขัน Top Chef โดยปกติเป็นคนที่สนใจอาหาร ชอบทำอาหารอยู่แล้วหรือเปล่า

ไม่ครับ (หัวเราะ) ก็ชอบทานนะครับ จริงๆ แล้ว แต่มันคือบทบาทการเป็นพิธีกรมากกว่า ตั้งแต่แรกเลยก็คือรายการของช่อง One ซื้อลิขสิทธิ์มาจากอเมริกา แล้วระหว่างขั้นตอนการคุยกันว่าจะเลือกพิธีกรคนไหนดี ผมก็ได้รับโอกาสจากพี่บอย เขาบอกว่าเราดูมี Potential ดูเหมาะ มีความเป็นวัยรุ่น มีความเป็นเด็กอินเตอร์ เขาก็เลยไปเสนอโปรดักชันเฮาส์ที่เป็นคนทำรายการ เราก็เลยได้เข้าไปคุย

 

ตอนแรกยังไม่รู้เลยว่าเราต้องทราบเรื่องอาหารมากน้อยแค่ไหน เพราะนี่คือสเกลใหญ่ที่สุดเลยที่เคยทำ สุดท้ายเราไม่ได้ต้องใช้ความรู้เรื่องอาหารอะไรมากมาย แต่เราจะต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพานระหว่างรายการกับคนดูทางบ้านให้ดีที่สุด โดยเฉพาะที่ไม่ได้รู้เรื่องอาหาร เพราะเบื้องหน้าที่เห็นในรายการคือเชฟล้วน มีแค่แบมคนเดียวที่ไม่ใช่เชฟ เพราะฉะนั้นมันดีเลย มีอะไรที่เราไม่รู้เราถามเลย เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างเชฟกับคนดูมากกว่า

      

 

กรรมการแต่ละคนค่อนข้างโหดและมีฝีมือทุกคน เราเรียนรู้อะไรบ้างจากการทำรายการนี้

อินเรื่องอาหารมากขึ้นแน่นอนครับ และดีใจมากที่ตอนนี้ได้รู้จักเชฟเจ๋งๆ เพียบเลย แล้วสนิทด้วยในเชิงว่าถ้าเรามีคำถามอะไรเกี่ยวกับอาหาร เราสามารถโทรหาเขาได้เลย อยากกินอาหารอะไรอร่อยๆ ให้เขาแนะนำได้เลย ซึ่งดีใจที่จากเราค่อนข้างจะห่างจากวงการนี้ แต่เหมือนได้เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในวงการนี้ผ่านรายการ ซึ่งสนุกครับ เราได้เรียนรู้ได้เปิดประสบการณ์การกินเยอะขึ้น โดยเฉพาะเรื่องไฟน์ไดน์นิ่ง (Fine Dining) ได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ เราก็เอ็นจอยกับมันได้มากขึ้น

 

แบมคิดว่ากรรมการแต่ละคนเจ๋งมาก แล้วหลายๆ คนก็ยังเด็กอยู่ อย่างพี่แพม (พิชญา อุทารธรรม) ก็อายุ 29-30 เชฟต้น (ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร) ก็ยังเลข 3 ต้นๆ เชฟวิลแมน (วิลแมน ลีออง) เขาเคยเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนเขาไม่มีอะไรเลย เขาพูดเลยว่าเขาจนก่อนหน้านี้ แต่เขาสู้ขึ้นมาจนเป็นเขาทุกวันนี้ เราก็ได้เห็นตรงนี้ครับ เป็นแรงบันดาลใจในการฮึดสู้ทำงาน คนที่ทำงานอยู่ตรงนี้จริงๆ เขาก็จะรู้ เขาก็จะพูดเลยว่างานเชฟมันไม่ใช่งานที่ง่าย ยุคปัจจุบันนี้อาชีพเชฟถูกสื่อสารออกมาให้ดูเท่เนอะ เป็น Celebrity Chef ทำงานอยู่ในห้องเย็นๆ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ งานเบื้องหลังมันโคตรเหนื่อย มันมีด่า มีเขวี้ยงข้าวของอะไรกัน เราก็ได้เห็นว่าแพสชันของแต่ละคนเขาแรง จนไม่ว่ามันจะหนักยังไง แต่เมื่อได้ทำสิ่งที่มีความสุข เขาก็จะสามารถสร้างสรรค์จานเจ๋งๆ ออกมาได้

 

 

เราทราบมาว่าคุณจบไฟแนนซ์ และเกือบได้เป็นนักบิน แต่เลือกเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง คุณมีวิธีปรับตัวกับงานที่ไม่เคยทำอย่างไรบ้าง

การมี Mentor ที่ดี มีโค้ชที่คอยไกด์นำทางมันก็จะช่วยได้จริงๆ ตอนนั้นเราสอบนักบินเพราะอยากเที่ยว เราเคยทำรายการท่องเที่ยวมาก่อนด้วย คิดว่า โห มันจะต้องสนุกแน่ๆ เลย ได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลกและมีรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งตอนนั้นที่สอบมันก็ต้องเริ่มใหม่ เราไม่ได้เป็นคนเกลียดเลข พอสอบนักบินมันก็ต้องมีฟิสิกส์ด้วย เราก็ต้องฝึกฝน แบมมีความเชื่อว่า ‘Practice Makes Perfect’ มันคือเรื่องของความคิด (Mind Set) ที่เชื่อว่าไม่ว่าจะมีอะไรที่อยากทำหลายอย่างแค่ไหน ถ้าเราตั้งใจและจัดสรรเวลาเพื่อลงมือทำมันสม่ำเสมอ เราจะทำมันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าทุกอย่างมันฝึกกันได้ แค่เราจะต้องเชื่อก่อนว่าเราจะทำมันได้

 

เคล็ดลับในการฝึกฝนเรียนรู้เรื่องใหม่ของคุณคืออะไร

เริ่มจากการชอบ มีแพสชัน และเอ็นจอยกับทุกสิ่งไม่ว่าจะทำอะไรครับ Enjoy Doing It และ Enjoy Achieving the Goals ด้วยนะ เพราะบางทีการบรรลุเป้าหมายมันก็เป็นอะไรที่สนุกนะ เราชอบสร้างเป้าหมายระยะสั้นไว้เรื่อยๆ แล้วเราก็เอาชนะมันไปเรื่อยๆ

 

 

เราเชื่อว่าคุณไม่ได้เก่งแบบนี้ตั้งแต่วันแรก คุณมีเทคนิคอะไรที่จะทำให้คุณเป็นพิธีกรที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน

การทำงานทุกวันของแบมคือการได้เรียนรู้ มันคือโอกาสใหม่ที่จะได้ฝึกฝนตัวเอง ทุกงานพิธีกรมันเทรนเราไปเรื่อยๆ วันนี้เราเจอแบบนี้ อีกวันเราเจอแบบนั้น เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมคว้าทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา

 

เคยมีครั้งหนึ่งที่เราจะต้องพูดเชิญแขกขึ้นมาบนเวที แต่เขาอยู่บนเวทีแล้ว ถ้าเรายังพูดขอเชิญอยู่ แปลว่าเรายึดติดกับสคริปต์มากเกินไป เหตุการณ์ข้างหน้าสิคือสิ่งที่สำคัญที่เราต้องมีสติกับมัน แทนที่เราจะพูดตามสคริปต์ เราก็ปรับคำพูดว่า ‘ตอนนี้อยู่บนเวทีแล้วนะครับ…’ ก็แค่นั้นเอง มันคือการเรียนรู้ตลอดเวลา บวกกับถ้าเป็นผลงานทางทีวีที่มันสามารถย้อนมาดูได้ อย่างในรายการ Top Chef แรกๆ พ่อแบมบอกว่าชอบทำหน้าแบบนี้ (เม้มปากลง) เขาบอกว่ามันไม่สวย เราก็ไม่ทำ

 

เวลาเราทำงานหนักๆ หรือต้องทำอะไรเยอะมากในหนึ่งวัน เรามีตัวช่วยอย่างไรบ้าง 

อย่างแรกเลยคือต้องนอนให้เพียงพอ กินน้ำให้เพียงพอ อะไรก็ตามที่เราเคยได้ยินเขาบอกกันว่าดี เราทำก่อนเลยเป็นพื้นฐาน แล้วค่อยเพิ่มเติมตัวช่วย พูดตรงๆ เราเป็นคนไม่เรื่องมากเรื่องการกิน เรากินข้าวกองก็ได้ อะไรก็ได้ แต่บางทีสารอาหารมันไม่พอในแบบที่ร่างกายต้องการ เราก็อาจจะต้องหาอะไรที่มันไปช่วยเพิ่มสารอาหาร โดยเฉพาะสิ่งที่มันมีส่วนช่วยการทำงานของสมอง เพราะมันเป็นสิ่งที่เราต้องใช้เวลาเป็นพิธีกรมันต้องมีไหวพริบ เราต้องขึ้นเวทีแล้ว Own the Stage

 

อย่างแบรนด์ เจนยู เจนโปร ที่มีส่วนผสมของจินเซนโนไซด์ เจนโปร และยังมีวิตามิน B12 สูง ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง ผมก็ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมาบูสต์แต่ละวัน แบมยังโชคดีอยู่ที่เลิกงานไม่ดึกมาก ยังได้นอนอยู่ในวงจรที่ดี นอนวันละ 5-6 ชั่วโมงมันก็เพียงพอ แต่ถ้าเราเริ่มนอนตี 3 ผลลัพธ์มันคงออกมาไม่เหมือนกัน แบมคิดว่าตอนนี้เรายังจัดสรรเวลาตรงนี้ได้อยู่ แบ่งเวลาไปทำสิ่งที่อยากทำ สิ่งที่ต้องทำ และมีเวลานอนด้วย

 

 

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ แบมเคยไปฟังบรรยายเกี่ยวกับวิธีการในการทำงาน แล้วเขาบอกว่าคนเรามีความเชื่อแบบ ‘Limiting Believe’ อยู่ เช่น เรามีความเชื่อว่าต้องนอน 8 ชั่วโมงต่อวัน ถ้าน้อยกว่านั้นแย่แน่ๆ คือมันเหมือนเราบังคับให้ตัวเองเชื่อเหมือนกันนะ แต่ถ้าเราบอกตัวเองว่า 3 ชั่วโมงนี้มันเพียงพอ เราก็จะตื่นมาพร้อมทำหลายๆ สิ่งได้เลย ยิ่งถ้าเรามีตัวช่วยบูสต์การทำงานของระบบประสาทและสมอง ระหว่างวันเราก็จะพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย

 

 

วิธีการบริหารจัดการเวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน และใน 1 สัปดาห์ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนี้แบมว่าแบมเกือบจะ Workaholic แล้วนะ แบมเอ็นจอยการทำงานตลอดเวลา เพราะฉะนั้นตารางเวลาของแบมจะเป็นการเติมเต็มช่องว่างอยู่เสมอ แบมจะคอยเช็กคิวตัวเองให้มีเวลาสำหรับทำทุกสิ่งที่อยากทำได้ ไม่มีลิมิตว่าเราจะไม่รับงานเกินเท่านั้นเท่านี้ เพราะว่าทุกอย่างมันยังอยู่ในจุดที่สามารถควบคุมได้ แบมยังสนุกอยู่ ไฟยังแรงอยู่

 

 

งานอะไรที่คุณอยากทำ แล้วยังไม่มีโอกาสได้ทำ

ถ้าเป็นงานในวงการบันเทิงนะ แบมอยากเป็นศิลปิน มันใกล้เคียงกับงานพิธีกรที่เราทำอยู่เหมือนกันตรงที่เวลาเราขึ้นไปบนเวที เราต้อง Own the Stage แต่การเป็นศิลปินมันมีความใหญ่ อย่างพี่ตูน บอดี้สแลม ที่ไม่ว่าคอนเสิร์ตครั้งไหนคนก็ซื้อบัตรไปดู ตั้งใจมาดูเขาแสดง มันมีการรับส่งกับคนดู แล้วพลังที่คนดูส่งกลับมาหาเรามันต้องสุดยอดมาก คิดว่าถ้ามีอะไรสักอย่างที่เราอยากทำ เราก็อยากได้รับความรู้สึกแบบนั้น ได้รับรู้ถึงพลังแบบนั้น

 

แต่ถ้านอกเหนือจากวงการบันเทิง เอาแบบไม่ต้องมีความรู้ก็ได้เนอะ (หัวเราะ) อยากเป็นสถาปนิกครับ คือเราชอบตามเพจที่แต่งบ้านสวยๆ มีดีไซน์สวยๆ อย่างห้องที่เรานั่งอยู่แบบนี้เรียกว่า Scandinavian นะ เพราะแบมเคยอ่านมาว่าแถบนั้นเขาชอบสีขาว ชอบไม้ เพราะว่าแสงเขาน้อยต่อวัน เพราะฉะนั้นหน้าต่างเขาจะกว้างเพื่อให้แสงธรรมชาติเข้ามา แล้วก็จะต้องเลือกสีที่มันสะท้อน ต้องเลือกสีที่ Lift Up ห้อง Lift Up Mood ขึ้นมา เราไม่ได้เรียนมาแต่รู้สึกว่าเท่ดี ถ้าเราได้ออกแบบบ้านตัวเอง หรือออกแบบที่อยู่ให้คนแล้วมันออกมาสวย แล้วเขาชอบ เขาเอ็นจอยที่จะอยู่ มันคงเป็นความรู้สึกที่ดี

 

 

ตอนนี้แบมน่าจะกลายเป็นแบบอย่างของใครหลายคนในแง่ของการทำหลายๆ อย่างไปพร้อมกัน แล้วทำได้ดีด้วย อยากรู้ว่าคนแบบไหนที่ แบม ปีติภัทร จะยอมยกนิ้วให้

คนที่ไม่หยุดเรียนรู้ครับ แล้วถ้าเก่ง มีแพสชัน แล้วสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ดีได้ด้วย อย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรือ อีลอน มัสก์ ที่เขามีเป้าหมายที่ใหญ่ที่ไม่ใช่เพื่อแค่ตัวเอง แต่เพื่อมวลมนุษยชาติ มันคือสิ่งที่สุดยอดมาก ถ้าโลกแตกจะไปไหน แล้วเขาก็ไปศึกษาดาวอังคารแล้ว ในขณะที่เราอาจจะยังทึ่งว่า ‘โห มันต้องขนาดนั้นเลยเหรอ’  

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

RELATED STORIES

MOST POPULAR