วันนี้ (16 กรกฎาคม) กรุงเทพมหานครยกระดับมาตรการความปลอดภัยของสถานประกอบการ สถานบริการ และสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามข้อสั่งการของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต บูรณาการการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดปฏิบัติการเชิงรุกตรวจเอกซเรย์พื้นที่อย่างเข้มงวด
สำหรับปฏิบัติการดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การประเมินความพร้อมด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย การรับมือเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนการตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการและการใช้อาคารให้มีความถูกต้องตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งหากตรวจพบว่าสถานประกอบการใดมีข้อบกพร่องด้านความปลอดภัย หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทางกรุงเทพมหานครจะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยจะสั่งระงับการให้บริการเป็นการชั่วคราวในทันที จนกว่าผู้ประกอบการจะดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามข้อกฎหมาย
ล่าสุด เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ดำเนินการออกคำสั่งปิดสถานประกอบการที่ฝ่าฝืนกฎหมายใน 3 พื้นที่หลัก ประกอบด้วย สถานประกอบการย่านพระราม 1 เขตปทุมวัน ซึ่งถูกสั่งหยุดดำเนินกิจการชั่วคราวทันที หลังพบการแอบแฝงเปิดเป็นผับที่มีการจัดแสดงดนตรี แสง สี เสียง โดยไม่มีใบอนุญาต ไม่มีป้ายบอกทางหนีไฟ และมีสิ่งกีดขวางบริเวณทางออกฉุกเฉิน
ถัดมาคือสถานประกอบการย่านจรัญสนิทวงศ์ เขตบางกอกน้อย ซึ่งเจ้าพนักงานได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวทันที ภายหลังตรวจพบว่าเปิดให้บริการเข้าข่ายจัดมหรสพ การแสดงดนตรี และคาราโอเกะ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการกระทบสุขอนามัยและสวัสดิภาพของประชาชน และพื้นที่ย่านเพชรบุรี เขตราชเทวี ได้มีคำสั่งระงับการใช้สถานที่จัดแสดงดนตรี หลังจากพบว่าผู้ประกอบการลักลอบเปิดให้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เคยถูกตักเตือนและออกหนังสือแนะนำไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยเจ้าพนักงานได้ยื่นคำขาดให้หยุดดำเนินกิจการภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับคำสั่ง
ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการรายใดฝ่าฝืนคำสั่งระงับกิจการของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จะต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกปรับเพิ่มอีกไม่เกินวันละ 25,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังคงฝ่าฝืนกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครขอยืนยันว่า มาตรการเชิงรุกในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกวดขันชั่วคราว แต่จะดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอในทุกมิติ เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการทั่วกรุงเทพมหานคร


