วันนี้(15 กันยายน) ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้ากรณีเหตุน้ำมันรั่วไหลบริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 ซึ่งเป็นรอยต่อพื้นที่เขตคลองเตยและเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โดยมีรองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานร่วมลงพื้นที่ พร้อมประสานบริษัทเอกชนนำเครื่องมือกล้องติดปลายไม้ส่องสำรวจโพรงใต้ดินเพื่อตรวจสอบสภาพและความเชื่อมโยงของเส้นทางน้ำ
จากการนำกล้องลงไปตรวจสอบภายในโพรงข้างท่อส่งน้ำมัน ล่าสุดมีรายงานการค้นพบวัตถุบางอย่างลักษณะคล้ายฝาท่อปิดน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดถึงที่มา โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการไล่เก็บตัวอย่างน้ำมันตามจุดต่างๆ เพื่อนำไปทดสอบในห้องปฏิบัติการว่า เป็นน้ำมันชนิดเดียวกันกับที่ไหลออกมาหรือไม่
เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อสันนิษฐานของแหล่งที่มาไว้ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่:
- การลักลอบนำน้ำมันมาทิ้ง: อาจเป็นการลักลอบทิ้งน้ำมันใช้แล้วจากภาคอุตสาหกรรมที่ต้องส่งไปกำจัดหรือบำบัด เนื่องจากผลการตรวจสอบตัวอย่างน้ำปนเปื้อนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พบว่ามีค่ากำมะถัน (ซัลเฟอร์) สูง ซึ่งตามหลักการแล้ว น้ำมันภายในท่อส่งจะต้องไม่มีค่ากำมะถันสูงในระดับดังกล่าว ประกอบกับข้อมูลจากผู้นำชุมชนในพื้นที่ระบุว่า ในอดีตบริเวณนี้เคยมักมีการลักลอบนำน้ำมันมาทิ้งและขนถ่ายกันอยู่บ่อยครั้ง
- การไหลซึมของน้ำมัน: อาจเกิดจากการสะสมของเศษน้ำมันเก่าเป็นเวลานาน เนื่องจากพื้นที่โดยรอบเดิมเคยเป็นสถานีแม่น้ำของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งปัจจุบันยังมีกระสวยบรรทุกน้ำมันเก่าที่ไม่ใช้งานแล้ววางทิ้งไว้ หรืออาจเป็นการรั่วซึมจากท่อส่งน้ำมันโดยตรง
เพื่อหาความชัดเจนในประเด็นการลักลอบทิ้ง ได้มีการประสานไปยังผู้อำนวยการเขตคลองเตย เพื่อขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ย้อนหลัง 3 สัปดาห์ เพื่อหาเบาะแสรถขนส่งหรือบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย และสืบหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด หากพบว่าเป็นการลักลอบทิ้งจริง
ในส่วนของการตรวจสอบรอยรั่วซึมจากท่อส่งน้ำมัน ทางบริษัท บางจาก ได้ให้ความร่วมมือจัดส่งวิศวกรและอุปกรณ์ทำระบบ Pigging Test มาตลอดสัปดาห์ และในวันศุกร์นี้จะเพิ่มเครื่องมือขั้นสูงสุดเพื่อตรวจสอบตลอดแนวท่อระยะทาง 32 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 วัน
สำหรับสถานการณ์การรั่วซึมในปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้สั่งการให้สำนักการระบายน้ำทำการบล็อกท่อเป็นจุดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้คราบน้ำมันปนเปื้อนกระจายออกไปเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวมีความซับซ้อนเนื่องจากเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่าง รฟท., กทม. และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ซึ่งทุกฝ่ายกำลังเร่งบูรณาการความร่วมมือ เพื่อจัดการทำความสะอาดและขุดรากถอนโคนต้นตอของปัญหา ป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วซึมซ้ำอีกในอนาคต


