×

ส.ก.ประชาชน หนุนเปลี่ยนผ่าน EV แต่ค้านเช่ารถขยะ 6,038 ล้าน ชี้ 10 โครงการที่ผ่านงบตั้งแต่ปี 66 ล่มหมด เหตุ TOR ล็อกสเปก-ถูกร้องเรียน

โดย THE STANDARD TEAM
16.09.2026
  • LOADING...
ส.ก.พรรคประชาชน แถลงข่าวค้านโครงการเช่ารถขยะ EV 6,038 ล้านบาท

วันนี้ (16 กันยายน) ส.ก.พรรคประชาชน และคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาข้อบัญญัติงบประมาณกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2570 ในสัดส่วนพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงในสภากรุงเทพมหานครเมื่อวานนี้ ถึงโครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า หรือ ‘รถขยะ EV’ ที่ขอรับงบประมาณ 3 โครงการ ผูกพันต่อเนื่อง 7-8 ปี รวมเป็นเงิน 6,038 ล้านบาท โดยผู้ว่าฯ ย้ำว่ารถขยะ EV จำเป็นต่อเมืองเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด พร้อมยืนยันว่าโครงการมีความโปร่งใส คุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

 

ส.ก.พรรคประชาชน และคณะกรรมการวิสามัญฯ สัดส่วนพรรคประชาชน ยืนยันว่า เราทราบถึงประโยชน์ของรถพลังงานสะอาด (EV) เป็นอย่างดี และเป็นผู้ผลักดันข้อบัญญัติรถเมล์อนาคตที่กำหนดให้กรุงเทพมหานครมีรถเมล์พลังงานสะอาด มี Wi-Fi และระบบติดตามตัวรถอัปเดตพิกัดแบบ Real-time ซึ่งแม้ข้อบัญญัตินี้จะผ่านสภา กทม. ไปแล้ว แต่กลับยังไม่ได้ถูกนำมาบังคับใช้จริง เพราะผู้ว่าฯ เสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ จึงทำให้กรุงเทพมหานครเสียโอกาสในรถเมล์ EV มาจนถึงปัจจุบัน และไร้แนวทางในการดำเนินการประสานความร่วมมือเพื่อรถเมล์ EV ตามสาระสำคัญของกฎหมาย ปล่อยให้เป็นการดำเนินการของฝ่ายเอกชน

 

อย่างไรก็ตาม กรณีการนำรถ EV มาใช้ในการเก็บขนขยะมูลฝอย ซึ่งมีบริบทหน้างานแตกต่างจากการวิ่งรถเมล์ตามสายประจำอย่างสิ้นเชิง โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ 4 ประการ ได้แก่

 

1 คุณภาพและความแข็งแรงของตัวรถ รวมถึงความหนาของตัวถัง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการใช้งานจริง ทั้งที่กำหนดความหนาตัวถังมาตลอดในโครงการรถสันดาป

 

2 ประสิทธิภาพในการเก็บและการบดอัดขยะ เช่น กระบอกสูบการบดบีบอัดขยะที่ไม่มีแรงบีบเท่ารถปัจจุบัน ส่งผลให้ใช้เวลาต่อครั้งในการบีบอัดมากขึ้น และทำให้แรงในการบีบอัดน้อยลง ผลรวมคือการทำงานเก็บขยะจะใช้เวลามากขึ้น และกินพื้นที่ถังบรรจุขยะเนื่องจากขาดแรงบีบอัด

 

3 ระยะทางในการวิ่งให้บริการที่ต้องวิ่งได้ไม่น้อยกว่า 200 กิโลเมตรขณะบรรทุกขยะ เพื่อให้จำนวนรอบการเก็บขยะไม่ลดลงจากเดิม แต่กลับไม่มีการกำหนด

 

4 การบริหารจัดการสถานีชาร์จไฟฟ้า ซึ่งโครงการนี้ กทม. กลับรับเป็นผู้บริหารจัดการเอง แทนที่จะให้เอกชนรับผิดชอบทั้งหมดทั้งตัวรถและสถานีชาร์จ เพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคต เช่น แบตเตอรี่เสื่อมจากการชาร์จ เกิดเหตุไฟไหม้ระหว่างชาร์จ สถานีชาร์จไม่เพียงพอ หรือสถานีชาร์จชำรุด โดยควรถ่ายโอนความเสี่ยงทั้งหมดไปให้เอกชน ซึ่งย้อนแย้งกับโครงการเช่ารถบรรทุกน้ำ EV ที่ กทม. ให้เอกชนรับความเสี่ยงเรื่องสถานีชาร์จในพื้นที่ กทม. เอง แต่โครงการรถขยะ EV นี้ กทม. กลับเลือกแบกรับความเสี่ยงไว้เอง โดยอ้างว่าที่ชาร์จลงทุนสูง เอกชนลงทุนไม่คุ้มค่า กทม. ต้องรับผิดชอบเอง

 

รายละเอียดประเด็นเหล่านี้ คณะกรรมการวิสามัญฯ ในสัดส่วนพรรคประชาชนพยายามซักถามถึงแนวทาง นโยบาย และข้อมูลของการเดินหน้าโครงการอยู่หลายครั้ง แต่ฝ่ายบริหารของกรุงเทพมหานครกลับไม่สามารถชี้แจงได้อย่างละเอียด

 

ไม่เพียงแค่นั้น เรามีการสอบถามถึงข้อท้วงติงจาก ป.ป.ช. ที่มีหนังสือไปยังคณะรัฐมนตรีต่อความเสี่ยงในการเกิดการทุจริตจัดเช่ารถขยะ EV ตั้งแต่ปี 2567 รวมถึงจาก ส.ก. หลายท่านที่เรียกร้องให้ กทม. ดำเนินการทดลองวิ่งใช้รถจริง (Pilot) อย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อพิสูจน์ข้อจำกัดของรถขยะ EV และเข้าใจบริบทการบริหารจัดการ ก่อนที่จะไปออก TOR จัดเช่ารถขยะกว่า 6,038 ล้านบาท แต่ กทม. กลับปฏิเสธที่จะทดลองวิ่งรถจริงก่อน โดยยืนกรานที่จะออก TOR และลงนามในสัญญาก่อน แล้วจึงค่อยให้เอกชนที่ชนะประมูลนำรถมาให้ทดสอบก่อนรับมอบ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นการเลี่ยงที่จะไม่ยอมทดลองเดินรถจริง จนสร้างความแคลงใจและข้อร้องเรียนต่อประสิทธิภาพของตัวรถมาโดยตลอด

 

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าสภากรุงเทพมหานครจะอนุมัติงบเช่ารถขยะ EV ให้ตามที่ฝ่ายบริหารขอไปแล้วหลายโครงการ แต่สุดท้ายฝ่ายบริหารกลับไม่สามารถนำไปสู่การเช่ารถขยะได้จริง เพราะมีสารพัดเรื่องร้องเรียน ทั้งปัญหาการล็อกสเปก การกีดกันการแข่งขัน การคัดเลือกผู้มีสิทธิเสนอราคา และการจัดทำราคากลางที่ไม่โปร่งใส การเขียน TOR ที่ไม่รอบคอบ ทำให้ กทม. เสียเปรียบ จนมีการร้องเรียนจำนวนมาก และทำให้ฝ่ายบริหารไม่สามารถผลักดันโครงการได้สำเร็จเสียที

 

เราจึงเห็นว่า ทางออกของปัญหานี้คือการทดลองใช้รถจริงก่อนออก TOR และลงนามสัญญา ซึ่งจะช่วยจบปัญหาความกังวลและข้อทักท้วงต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องสเปกรถ การบริหารจัดการได้ทั้งหมด และทำให้ กทม. มีความรู้มากพอที่จะไปออกแบบ TOR และสัญญาที่ป้องกันไม่ให้ กทม. เสียเปรียบ และไม่เสี่ยงที่จะเสียค่าโง่กว่า 6,038 ล้านบาทจากการทำสัญญาในสิ่งที่ตนเองไม่ได้มีความรู้และประสบการณ์มาก่อน

 

ไม่เพียงแค่นั้น สิ่งหนึ่งที่มีการชี้แจงจากฝ่ายบริหารแบบคลาดเคลื่อน คือการสื่อว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ก็มีการเช่ารถขยะ EV เช่นนี้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ใช่การเช่ารถขยะ EV มาบริหารเอง แต่เป็นการ outsource จ้างเหมาเก็บขนขยะด้วยรถ EV ซึ่งมีเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยงเองทั้งหมด ดังนั้น หลักใหญ่ใจความสำคัญคือ การเช่ารถ EV กับการจ้างเหมาให้เอกชนเก็บขนขยะด้วยรถ EV ของเอกชนนั้นไม่เหมือนกัน

 

ทั้งนี้ นโยบายสำคัญที่ ส.ก.พรรคประชาชนเรียกร้อง คือการนำ กทม. เปลี่ยนจากการเช่ารถขยะ ไปเป็นการ outsource จ้างเหมาให้เอกชนดำเนินการจัดหารถขยะ EV และเก็บขนขยะแทน กทม. ซึ่งการ outsource นอกจากจะช่วยลดข้อครหาเรื่องการล็อกสเปกรถเช่า การบริหารจัดการ และการผูกขาดต่าง ๆ ได้แล้ว เป้าหมายหลักคือการแก้ไขปัญหาขยะตกค้างตามซอยย่อยต่าง ๆ จนประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก เนื่องจาก กทม. ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรเก็บขนขยะมูลฝอย และด้วยระเบียบต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถหาบุคลากรมาได้เพียงพอ

 

และถึงแม้นี่คือนโยบายภาพใหญ่ที่ฝ่ายบริหารเองได้ประกาศว่าต้องการจะผลักดัน แต่เรากลับไม่เห็นแผนงานที่เป็นรูปธรรมในการ outsource แต่กลับยังคงยึดติดกับการเช่ารถขยะแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้แก้ปัญหาขยะตกค้างแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ ในช่วงของการพิจารณางบประมาณแปรญัตติ มีการเสนอโครงการ outsource จ้างเก็บขนขยะเพียงแค่ 1 โครงการเท่านั้น ซึ่งเกิดจากข้อเสนอแนะของ ส.ก.พรรคประชาชน ที่มีการทักท้วงต่อความจริงใจในการผลักดันโครงการจ้างเหมาของฝ่ายบริหาร จนในที่สุดก็มีการเสนอโครงการเข้ามาในช่วงงบประมาณแปรญัตติ แต่ก็เป็นเพียงโครงการเล็กๆ 1 โครงการ และ ส.ก.พรรคประชาชนก็ได้ร่วมโหวตผ่านงบโครงการนี้ให้

 

ตลอดการพิจารณาในชั้นคณะกรรมการวิสามัญฯ ที่สำนักสิ่งแวดล้อมได้เข้ามาชี้แจงทั้ง 2 รอบ ไม่พบข้อมูล เอกสาร แนวทาง นโยบายที่ชัดเจน หรือเป็นหลักประกันได้ว่าการของบประมาณกว่า 6,038 ล้านบาทในครั้งนี้จะโปร่งใสเหมือนกับโครงการอื่น ๆ ที่เรายกมือผ่านโครงการให้

 

การพิจารณางบประมาณคือหัวใจสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จะต้องสร้างความโปร่งใส และป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหล เมื่อฝ่ายบริหารยกเลิกโครงการเช่ารถขยะ EV เดิมที่มีปัญหาร้องเรียน แล้วเสนอโครงการใหม่ผูกพัน 7-8 ปี มูลค่ารวม 6,038 ล้านบาท มาให้สภาฯ พิจารณา แต่ถ้าหากยังมีความไม่สมบูรณ์ใด ๆ ระหว่างการเสนอโครงการของฝ่ายบริหาร หน้าที่สำคัญของสภาฯ คือต้องตรวจสอบ และเสนอแนะการใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนอย่างเข้มข้น ถ้าหากผู้ตรวจสอบทำหน้าที่เป็นเพียงตรายางให้กับฝ่ายบริหาร โดยละเลยการตรวจสอบต่อโครงการที่มีปัญหา สุดท้ายความเสียหายนั้นจะตกเป็นของประชาชน ดังนั้น การพิจารณางบประมาณจำเป็นต้องทำอย่างรอบคอบ รัดกุม และโปร่งใส เพื่อไม่ปล่อยให้เกิดการทุจริตอย่างที่เป็นมาก่อน

 

ทั้งนี้ ส.ก.พรรคประชาชนเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารทบทวนข้อท้วงติงและข้อเสนอของ ส.ก.พรรคประชาชน และเร่งปรับปรุงรายละเอียด เพื่อความโปร่งใส และความคุ้มค่าภาษีประชาชน

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising