อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ชี้การแก้ปัญหาระยะสั้นสูญงบประมาณมหาศาล พร้อมผลักดันโครงการขนาดใหญ่ ‘ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย’ หวังแก้ปัญหาระยะยาว ขณะที่อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยืนยันการจัดสรรงบกลาง 4,700 ล้านบาท เป็นไปตามข้อมูลจริงและเข้าช่วยเหลือรวดเร็วกว่าในอดีต
▪️เร่งระบายน้ำท่าจีน-ขยายช่องทางประตูระบายน้ำ
เมื่อเวลา 15.30 น. วานนี้ (18 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
โดยมี วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, วิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน และ พิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่
อนุทินระบุว่า ปริมาณน้ำในพื้นที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้จะสามารถระบายออกทางแม่น้ำท่าจีนได้ แต่ยังมีอุปสรรคจากผักตบชวาและวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำ จึงต้องเร่งกำจัดควบคู่ไปกับการระบายน้ำ นอกจากนี้ ได้รับการยืนยันจากอธิบดีกรมชลประทานว่าจะมีการขยายช่องทางประตูน้ำและเปิดความกว้างของคลองระบายน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำสู่แม่น้ำท่าจีนที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร พร้อมจัดระบบป้องกันน้ำไหลย้อนกลับในช่วงที่ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนสูงกว่า
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาที่ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ซึ่งปัจจุบันมีประตูระบายน้ำเพียง 3 บาน ทำให้การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอและเกิดน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่แอ่งกระทะ จะมีการดำเนินการขยายคอขวดบริเวณประตูเภาทะลาย คลอง ร.4 ขวา และเพิ่มประตูน้ำบางสาม คลองสองพี่น้อง เป็น 5 บาน เพื่อผลักดันน้ำลงแม่น้ำท่าจีนให้เร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยบรรเทาได้ทั้งปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง
▪️ชูโปรเจกต์ ‘ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย’ ลดสูญเสียงบแก้ปัญหาระยะสั้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการดำเนินโครงการชลประทานขนาดใหญ่ว่า ที่ผ่านมามักมีข้อท้วงติงเรื่องความสิ้นเปลือง แต่ในความเป็นจริง การแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการสูบน้ำระบายน้ำ เป็นการสูญเสียทรัพยากรอย่างมหาศาล ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมัน การระดมเครื่องสูบน้ำจากจังหวัดอื่น และงบประมาณเยียวยาประชาชนที่สูงถึง 40,000-50,000 ล้านบาทต่อปี โดยไม่ได้การแก้ไขปัญหาที่ถาวร
คณะรัฐมนตรีจึงได้เห็นชอบโครงการภาพรวมใหญ่ คือ ‘โครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย’ ซึ่งจะเริ่มต้นในปีงบประมาณ 2570 และใช้เวลาดำเนินการ 7 ปีจึงจะแล้วเสร็จ โดยกำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกรมชลประทาน บริหารจัดการอย่างใกล้ชิดและเร่งรัดกระบวนการเวนคืนที่ดินรวมถึงการจ่ายเงินชดเชย เพื่อไม่ให้โครงการเกิดความล่าช้า
▪️โต้เสียงวิจารณ์ ย้ำลงพื้นที่จริงเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน
อนุทินยังกล่าวตอบโต้กรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์โครงการก่อสร้างต่างๆ ว่าทำไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ เก็บเปอร์เซ็นต์ หรือฮั้วประมูล โดยระบุว่าผู้ที่วิจารณ์ควรลงมาดูข้อเท็จจริงและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงนั่งรอรับรายงานในทำเนียบรัฐบาล
การที่คณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ร่วมกันและนำโครงการเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงบประมาณ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงานโดยไม่แบ่งแยกพรรคการเมือง แต่ยึดถือการลดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก พร้อมย้ำว่ารัฐบาลทุ่มเททำงานด้วยแรงและสมอง และพร้อมยอมรับผลการตัดสินใจของประชาชนในอนาคต
ด้าน นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ชี้แจงกรณีที่ฝ่ายค้านวิจารณ์เรื่องการไม่ได้เตรียมงบประมาณเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยไว้ล่วงหน้าว่า โดยปกติงบฉุกเฉินจะใช้เงินจากงบกลาง ไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณประจำ ซึ่งในปีนี้ นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางของปีงบประมาณ 2569 ล็อตแรกจำนวน 4,700 ล้านบาท เพื่อเร่งจ่ายเงินเยียวยาดูแลประชาชนก่อนที่ภัยจะสิ้นสุด แตกต่างจากในอดีตที่ต้องรอให้สถานการณ์ยุติจึงจะสามารถคำนวณความเสียหายและตั้งเบิกได้
นิรัตน์ยืนยันว่า การประเมินงบประมาณไม่ได้เกิดความผิดพลาด แต่คำนวณจากจำนวนครัวเรือนในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานเข้ามา ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 และหากในอนาคตมีตัวเลขผู้ประสบภัยเพิ่มมากขึ้น ก็จะดำเนินการเสนอของบประมาณเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงต่อไปอย่างแน่นอน


