×

Anthropic จ่อขายหุ้น IPO เข้าตลาด สรุปสาระสำคัญจากไฟลิ่ง 300 หน้า ‘โตเร็ว ขาดทุนหนัก และความเสี่ยงต่อมนุษยชาติในยุค AI’

27.10.2026
Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ขณะร่วมการประชุมแถลงข่าว

Anthropic PBC ผู้พัฒนา Claude โมเดลปัญญาประดิษฐ์ประเภท Large Language Model (LLM) ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (S-1 Filing) ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) อย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq Global Select Market ภายใต้ชื่อย่อ “ANT” หลังจากยื่นไฟลิ่งแบบลับ (Confidential Filing) ไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

หากการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดได้สำเร็จ Anthropic จะเป็นบริษัทรายใหญ่รายแรกของสหรัฐฯ ที่ทำธุรกิจพัฒนาโมเดล AI ระดับโลก ที่เข้าตลาดหุ้น และมีแนวโน้มจะเป็นหุ้น IPO ที่ระดมทุนได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ก่อนหน้า OpenAI คู่แข่งหลักที่คาดว่าจะเข้าตลาดในปีหน้า

 

มูลค่าที่ตลาดคาดหวัง 1.4-1.75 ล้านล้านดอลลาร์

 

ไฟลิ่งฉบับแรกยังไม่ระบุจำนวนหุ้นและช่วงราคาเสนอขาย ซึ่งจะเปิดเผยในเอกสารฉบับถัดไป โดยทั้งบริษัทและผู้ถือหุ้นเดิมบางส่วนจะร่วมเสนอขายหุ้นสามัญ Class A

 

มูลค่ากิจการของ Anthropic พุ่งขึ้นเร็วมาก จาก 1.83 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 6.1 ล้านล้านบาท เมื่อปีกว่าที่แล้ว เป็น 3.8 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 12.8 ล้านล้านบาท ในเดือนกุมภาพันธ์ และ 9.65 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 32.5 ล้านล้านบาท ในการระดมทุนรอบล่าสุด ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่าแซงหน้า OpenAI ขึ้นเป็นบริษัทนอกตลาดที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก

 

Bloomberg อ้างแหล่งข่าวว่า หลังงาน Investor Day นักลงทุนประเมินมูลค่าที่เหมาะสมไว้ราว 1.4-1.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 47 – 50 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าความคาดหวังช่วงแรกที่เกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 67 ล้านล้านบาท ขณะที่ Anthropic ปฏิเสธให้ความเห็น

 

บริษัทคาดว่าขนาด IPO จะเทียบเท่าหรือใหญ่กว่า SpaceX ที่ระดมทุนได้ 8.57 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายน โดยบริษัทอาจเริ่มเดินสายให้ข้อมูลกับนักลงทุน (Road Show) ได้เร็วที่สุดในสัปดาห์ของวันที่ 9 พฤศจิกายน โดยมี Goldman Sachs และ Morgan Stanley เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลัก ร่วมกับธนาคารอีก 20 แห่ง

 

รายได้โต 14 เท่า แต่ขาดทุนสุทธิ 8 หมื่นล้านดอลลาร์

 

งบการเงินในไฟลิ่งชี้ว่า ครึ่งแรกปี 2026 Anthropic มีรายได้ราว 1.63 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 5.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 14 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ขาดทุนสุทธิสูงถึง 8.07 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.7 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องจากปี 2025 ที่ขาดทุนสุทธิราว 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ด้านต้นทุน ค่าใช้จ่ายด้าน Compute และโครงสร้างพื้นฐานในครึ่งแรกปี 2026 อยู่ที่ราว 8.9 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าจาก 2.3 พันล้านดอลลาร์ แต่ยังโตช้ากว่ารายได้ ทำให้ขาดทุนจากการดำเนินงานลดลงเหลือ 693 ล้านดอลลาร์ จาก 2.1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อวัดแบบ Non-GAAP บริษัทพลิกจากขาดทุน 1.8 พันล้านดอลลาร์ มาเป็นกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Operating Income) ราว 1.6 พันล้านดอลลาร์

 

ตัวการที่ดันขาดทุนสุทธิให้พุ่งจากราว 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็น 8.07 หมื่นล้านดอลลาร์ คือรายการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของหุ้นกู้แปลงสภาพและตราสารอื่น ซึ่งเพิ่มจากราว 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็น 7.24 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ การขาดทุนราว 7.24 หมื่นล้านดอลลาร์มาจากการปรับมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ของหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Notes) ที่พุ่งขึ้นตามมูลค่ากิจการ ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่ใช่เงินสด ขณะที่ขาดทุนจากการดำเนินงานจริงเหลือเพียง 693 ล้านดอลลาร์ และหากวัดแบบ Non-GAAP บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานแล้ว คิดเป็นอัตรากำไรราว 10%

 

จุดแข็งที่บริษัทชูคือ Net Revenue Retention (NRR) หรืออัตราการรักษาและขยายรายได้จากลูกค้าเดิม ที่ราว 900% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2026 หมายความว่าลูกค้ากลุ่มเดิมจ่ายเงินในไตรมาสล่าสุดมากกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนราว 9 เท่า (ไม่นับสมาชิกแพ็กเกจ Pro และ Max) ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 1,900 รายที่จ่ายเกิน 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี และราว 250 รายที่จ่ายเกิน 10 ล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ดี การเติบโตเริ่มชะลอ รายได้ไตรมาส 3 โตจากไตรมาสก่อนราว 45% ลดลงจากกว่า 140% ในไตรมาส 2 และบริษัทระบุเองใน S-1 ว่าไม่คาดว่าจะเติบโตในอัตราใกล้เคียงเดิมได้อีก ด้านภาระการลงทุนยังสูง และนับตั้งแต่สิ้นปี 2025 บริษัททำสัญญาจัดหา Compute ใหม่ มูลค่าขั้นต่ำราว 4.17 แสนล้านดอลลาร์ อายุสัญญาสูงสุด 20 ปี เทียบกับเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นราว 1.32 แสนล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน

 

ปัจจัยเสี่ยงเกือบ 100 หน้า ตั้งแต่ลูกค้ากระจุกตัวถึงความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงในไฟลิ่งความยาวเกือบ 100 หน้า ครอบคลุมตั้งแต่ความเสี่ยงทางธุรกิจทั่วไปไปจนถึงความเสี่ยงเฉพาะของผู้พัฒนา AI ระดับแนวหน้า ประเด็นหลักที่บริษัทระบุไว้มีดังนี้

 

  • AI ช่วยสร้าง AI อาจเร็วเกินกว่ามาตรการความปลอดภัย บริษัทใช้ Claude ช่วยพัฒนาโมเดลรุ่นถัดไปมากขึ้น ซึ่งเรียกว่า Closing the Loop หากโมเดลปัจจุบันมีข้อบกพร่อง อาจส่งต่อและสะสมไปยังรุ่นถัดไปโดยตรวจพบยาก และขีดความสามารถอาจก้าวหน้าเร็วกว่ามาตรการความปลอดภัย โดยบริษัทอาจรู้ตัวช้าเพราะหลักฐานส่วนใหญ่เป็นตัวชี้วัดย้อนหลัง
  • มาตรการระวังภัยมีต้นทุน บริษัทเคยชะลอการเปิดตัวและจำกัดการเข้าถึงโมเดล เช่น Mythos ที่เปิดให้ใช้ผ่าน Project Glasswing และเตือนว่ามาตรการลักษณะนี้อาจเกิดถี่ขึ้น แพงขึ้น และทำให้ตามหลังคู่แข่งที่ไม่ได้จำกัดตัวเองแบบเดียวกัน นอกจากนี้การฝึกโมเดลแต่ละรอบใช้เงินมหาศาลและอาจล้มเหลวได้ ซึ่งบริษัทยอมรับว่าเคยเกิดขึ้นแล้ว
  • การแย่งชิง Compute กับพันธมิตรที่เป็นคู่แข่ง บริษัทต้องแข่งหาทรัพยากรประมวลผลกับบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ที่มีทุนหนากว่า ผู้ให้บริการคลาวด์บางรายที่จัดหา Compute ให้ก็พัฒนาโมเดล AI ของตัวเอง ความสัมพันธ์จึงอาจไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ระยะยาวของ Anthropic เสมอไป บริษัทเปิดเผยว่าเคยขอ Compute มากกว่าที่พันธมิตรยอมจัดให้ และอาจได้ไม่ครบแม้มีสัญญา ขณะที่ต้นทุน Compute อาจพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • พึ่งพาชิปจากไต้หวัน บริษัทระบุว่าข้อจำกัดด้านปัจจัยการผลิตสำคัญที่ใช้สร้าง Compute อาจจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรประมวลผลได้ โดยชิปขั้นสูงส่วนใหญ่ของโลกยังผลิตในไต้หวัน และหลักๆ ผลิตโดย TSMC หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างไต้หวันกับจีนทำให้การผลิตหรือการขนส่งชิปหยุดชะงัก ย่อมกระทบความสามารถในการฝึกและให้บริการโมเดลของบริษัทโดยตรง
  • กระแสต้านดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทมองว่าการต่อต้านจากสาธารณะต่อดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการฝึกและให้บริการโมเดล เป็นภัยต่อธุรกิจ และระบุว่าการต่อต้านนี้มีการรวมตัวและประสานงานกันเป็นระบบมากขึ้น ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ในสหรัฐฯ หากสูญเสียหรือเกิดเหตุขัดข้องรุนแรงที่ศูนย์ใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่ง โครงสร้างพื้นฐานที่เหลืออาจรองรับแทนได้ไม่ทันที นอกจากนี้ บริษัทเคยให้คำมั่นโดยสมัครใจว่าจะร่วมรับภาระผลกระทบจากการใช้พลังงาน เช่น ค่าปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งอาจกลายเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นหากแนวปฏิบัตินี้กลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม
  • AI ที่ทำงานนอกเหนือการควบคุม ถึงขั้นความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ โมเดลอาจทำงานในลักษณะที่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย (Misaligned) หรือทำงานอัตโนมัติ รวมถึงกระทำสิ่งที่เป็นอันตรายโดยไม่มีผู้ใช้คนใดสั่ง บริษัทระบุด้วยว่า หากระบบ AI ถูกพัฒนาโดยไม่มีมาตรการป้องกันและการกำกับดูแลที่เพียงพอ อาจก่อความเสี่ยงร้ายแรงถึงขั้นคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ (Existential Risk) โดยเฉพาะหากถูกนำไปใช้ผิด ถูกทำซ้ำ ถูกใช้เป็นอาวุธ หรือถูกปล่อยให้ทำงานอย่างอิสระในระดับสูง บริษัทยังระบุว่าผู้ไม่หวังดีเคยใช้ AI ก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์แล้ว และการนำไปใช้ผิดในด้านชีววิทยาอาจสร้างความเสียหายรุนแรงกว่านั้น ขณะที่สัญญาและประกันภัยที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอรับมือความรับผิดที่ตามมา
  • รายได้กระจุกตัวและการเติบโตที่อาจชะลอ รายได้และลูกหนี้การค้าสัดส่วนสูงมาจากลูกค้าและช่องทางจัดจำหน่ายจำนวนจำกัด บริษัทย้ำว่ายังอยู่ในช่วงต้นของการเติบโต อัตราการเติบโตในอดีตไม่สามารถใช้คาดการณ์อนาคตได้ และหากตลาดโตช้ากว่าคาด การเติบโตอาจชะลอหรือหยุดชะงัก

 

ผู้ก่อตั้ง 7 คน รวยคนละกว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่คุมเสียงโหวตไว้แน่น

 

ข้อมูลจากไฟลิ่งเปิดเผยว่าผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 7 คน ได้แก่ Dario Amodei, Daniela Amodei, Tom Brown, Jack Clark, Jared Kaplan, Sam McCandlish และ Christopher Olah ถือหุ้นคนละราว 1.4%

 

ขณะที่ดัชนี Bloomberg Billionaires ประเมินมูลค่าโดยคำนวณจากมูลค่าบริษัทที่ 9.65 แสนล้านดอลลาร์ หากอิงจากตัวเลขดังกล่าว จะทำให้ผู้ร่วมก่อตั้งแต่ละคนมีทรัพย์สินกว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และอาจเพิ่มเป็นกว่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์หากมูลค่ากิจการแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ (ก่อนคิดผลจากการออกหุ้นใหม่) ทั้งนี้ผู้ก่อตั้งทั้ง 7 คนให้คำมั่นว่าจะนำหุ้น Anthropic ของตน 80% ไปใช้เพื่อการกุศล

 

โครงสร้างการกำกับดูแลของ Anthropic ต่างจากบริษัทจดทะเบียนทั่วไปมาก บริษัทจดทะเบียนเป็น Public Benefit Corporation (PBC) ซึ่งกรรมการต้องถ่วงดุลผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นกับพันธกิจพัฒนา AI อย่างรับผิดชอบ ผู้ก่อตั้งจะถือหุ้น Class F ผ่านบริษัท Founder LLC ซึ่งมีสิทธิออกเสียงรวม 50.1% และสมาชิกแต่ละคนยังคงสิทธิไว้ได้ตราบที่ถือหุ้น Class A ไว้อย่างน้อย 2% ของจำนวนที่ถือ ณ วัน IPO

 

อำนาจดังกล่าวถูกถ่วงดุลโดย Long-Term Benefit Trust (LTBT) ซึ่งมีทรัสตี 5 คนที่ไม่มีส่วนได้เสียทางการเงิน และมีสิทธิแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการเสียงข้างมากของบอร์ด นอกจากนี้บริษัทได้โอนหุ้นราว 5% ของหุ้นทั้งหมดแบบ Fully Diluted ให้กองทุน Anthropic Public Benefit Fund ซึ่งเป็นบริษัทย่อยเพื่อประโยชน์สาธารณะ

 

ความมั่งคั่งไม่ได้กระจุกอยู่แค่ผู้ก่อตั้ง หากคำนวณจากไฟลิ่งว่าพนักงานและผู้ถือสิทธิซื้อหุ้น (Stock Options) มีกำไรรวมราว 9.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ เดือนมิถุนายน โดยมีราคาใช้สิทธิเฉลี่ยเพียง 2.89 ดอลลาร์ต่อหุ้น

 

จังหวะเข้าตลาดท่ามกลางความกังวลฟองสบู่ AI

 

Anthropic เข้าตลาดในช่วงที่วอลล์สตรีทกังวลว่าการใช้จ่ายด้าน AI จะคุ้มกับเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับหลายล้านล้านดอลลาร์หรือไม่ CNBC รายงานว่าหุ้นกลุ่ม Neocloud (ผู้ให้เช่าพลังประมวลผล GPU สำหรับงาน AI) อย่าง CoreWeave และ Nebius ร่วงกว่า 30% ในเดือนตุลาคม ขณะที่ความเสี่ยงด้านเครดิตในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้น

 

ขณะที่ความต้องการระดมทุนก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน เพียง 2 ชั่วโมงก่อน Anthropic ยื่นไฟลิ่ง Meta ประกาศแผนระดมทุนผ่านการขายหุ้นสูงสุด 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจาก Alphabet ตั้งเป้าระดมทุนผ่านหุ้นสูงสุด 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อต้นปี David Erickson อาจารย์จาก Columbia Business School และอดีตผู้บริหารฝ่ายตลาดทุนของ Barclays เตือนกับ Bloomberg ว่าถึงจุดหนึ่งตลาดอาจเผชิญอุปทานหุ้นล้นเกิน

 

Anthony Saglimbene หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Ameriprise มองว่าในอีก 6-18 เดือน นักลงทุนจะต้องการเห็นว่าเงินที่ทุ่มลงไปทำให้รายได้เพิ่มขึ้นจริง แต่การที่ Anthropic กล้ายื่นไฟลิ่งท่ามกลางความผันผวนก็ถูกมองเป็นสัญญาณบวก

 

ผลลัพธ์ของ IPO ครั้งนี้จึงไม่ได้ชี้ชะตาแค่ Anthropic แต่อาจเป็นตัวกำหนดว่าตลาด IPO ที่ซบเซาจะกลับมาคึกคักหรือไม่ และจะปูทางให้ OpenAI ที่คาดว่าจะตามเข้าตลาดในปีหน้าอย่างไร ส่วนคำถามว่ารายได้จะโตทันรายจ่ายหรือไม่ Aswath Damodaran ศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก NYU Stern สรุปว่ายังไม่มีใคร รวมถึง Amodei เอง ที่รู้แน่ชัดว่ายอดขายของบริษัทจะเป็นเท่าไรในอีก 5 ปีข้างหน้า

 

ภาพ: FABRICE COFFRINI / GettyImages

 

อ้างอิง:


READ MORE





Latest Stories