×

‘ปปง.’ แจงปมกระเป๋าแบรนด์เนม ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ส่อเป็นของปลอม ชี้หากตรวจพบต้องเผาทำลาย พร้อมขยายผลเส้นเงินคนใกล้ชิดคดีมูลนิธิองค์กรทำดี

โดย THE STANDARD TEAM
08.11.2026
กระเป๋าแบรนด์เนมของกลางที่ถูกตรวจยึดในคดีฉ้อโกงเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี

วันนี้ (8 พฤศจิกายน) ความคืบหน้าคดีฉ้อโกงเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี ภายหลังพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดปฏิบัติการตรวจค้น 4 จุด เมื่อวันที่ 6-7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ ‘บุ๋ม’ อดีตประธานมูลนิธิองค์กรทำดี และอธิป อนันทวรรณ หรือ ‘ก๊อต’ สามี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมประมาณ 526.7 ล้านบาท

 

ทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย กระเป๋าแบรนด์เนม 32 ใบ มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท เครื่องประดับและนาฬิกาหรู มูลค่าประมาณ 2 ล้านบาท ที่ดิน 22 แปลง มูลค่ารวม 54.95 ล้านบาท และรถยนต์ 15 คัน มูลค่ารวมประมาณ 38.65 ล้านบาท รวมถึงทรัพย์สินและพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงิน

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังตำรวจเผยแพร่ภาพกระเป๋าแบรนด์เนมที่ตรวจยึดได้จากบ้านพักของปนัดดา ทั้ง Hermès, Louis Vuitton, Chanel และแบรนด์อื่น ๆ ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความแท้ของกระเป๋าดังกล่าว โดยนารากร ติยายน หรือ ‘ต๊ะ’ ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง และ พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ หรือ ‘หมอของขวัญ’ ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า กระเป๋าที่ตำรวจนำมาแสดงอาจเป็นของปลอม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกระเป๋าแบรนด์เนมของแท้ว่าอาจถูกเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายไปก่อนหน้านี้หรือไม่

 

วิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยว่า ภายหลังพนักงานสอบสวนตรวจยึดทรัพย์สิน จะต้องจัดทำสรุปรายการทรัพย์สินส่งให้สำนักงาน ปปง. พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะการตรวจสอบความแท้และประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ก่อนเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการทรัพย์สินและการขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชดใช้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนของกฎหมาย

 

ทั้งนี้ ในชั้นตรวจยึด พนักงานสอบสวนอาจยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ากระเป๋าแบรนด์เนมเป็นของแท้หรือของปลอม จึงจำเป็นต้องตรวจยึดไว้ก่อน โดยสำนักงาน ปปง. มีระเบียบให้เชิญผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมตรวจสอบและประเมินมูลค่าทรัพย์สิน หากพบว่าเป็นของปลอม จะถือเป็น ‘ทรัพย์นอกพาณิชย์’ ซึ่งจะไม่นำเข้าสู่กระบวนการขายทอดตลาด

 

วิทยากล่าวว่า กรณีทรัพย์สินที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นของปลอม จะต้องพิจารณาร่วมกับพนักงานสอบสวนว่าจะเก็บไว้เป็นของกลางในคดีอาญา ส่งคืน หรือดำเนินการทำลาย โดยหลักการทรัพย์นอกพาณิชย์จะต้องถูกทำลายโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับของกลางในคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าปลอมกลับเข้าสู่ระบบการซื้อขาย

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสำนักงาน ปปง. ยังไม่ได้รับสำนวนรายการทรัพย์สินจาก บก.ปอศ. เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการของพนักงานสอบสวน ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าทรัพย์สินรายการใดจำเป็นต้องเก็บไว้เป็นของกลางในคดีอาญา และรายการใดจะส่งให้ ปปง. ดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ต่อไป

 

สำหรับข้อสงสัยว่าผู้ต้องหาอาจเคยครอบครองกระเป๋าแบรนด์เนมของแท้ ก่อนนำไปจำหน่ายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินนั้น วิทยาระบุว่า ปปง. สามารถตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังได้ เนื่องจากการซื้อขายทรัพย์สินมูลค่าสูงมักมีร่องรอยทางการเงิน เช่น การชำระผ่านบัตรเครดิต หรือธุรกรรมผ่านบัญชีธนาคาร

 

พร้อมยอมรับว่า ในคดีฉ้อโกงประชาชน หลอกลงทุน หรือการพนันออนไลน์ มักพบพฤติการณ์นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดไปซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูง เพื่อแปลงสภาพทรัพย์สินให้ดูเสมือนว่าได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการฟอกเงินที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด

 

นอกจากนี้ ปปง. ยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินและการครอบครองทรัพย์สินของบุคคลใกล้ชิดผู้ต้องหา รวมถึงบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับมูลนิธิองค์กรทำดี โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่รับโอนเงินหรือทรัพย์สินต่อจากผู้ต้องหาหลัก ซึ่งตามกฎหมายฟอกเงินเรียกว่า ‘ผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์’

 

วิทยาอธิบายว่า การตรวจสอบจะขยายไปถึงบุคคลกลุ่มที่สองและกลุ่มที่สาม เพื่อพิสูจน์ที่มาของเงินและทรัพย์สินว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ โดยผู้ที่ครอบครองทรัพย์สินซึ่งถูกตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิด จะต้องแสดงหลักฐานชี้แจงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าว

 

ส่วนกรณีผู้รับโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิ หากทราบว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แต่ยังรับไว้หรือใช้จ่าย อาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินได้ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องพิสูจน์เจตนาและข้อเท็จจริงประกอบ ไม่ใช่พิจารณาเพียงการรับโอนเงินเท่านั้น

 

สำหรับกรณีโครงการก่อสร้างที่ใช้เงินจากบัญชีมูลนิธิ และอาจมีผู้รับเหมาที่ยังไม่ได้รับเงินค่างวดครบถ้วน วิทยาชี้แจงว่า หากสิ่งก่อสร้างถูกยึดหรืออายัดไว้ชั่วคราว อาจจำเป็นต้องชะลอการก่อสร้างก่อน โดยต้องตรวจสอบว่าผู้รับเหมาหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบหรือไม่ว่าเงินที่ได้รับมีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิด

 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ากฎหมายมีหลักการคุ้มครองบุคคลสุจริต หากผู้มีส่วนได้เสียสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็มีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกระบวนการทางกฎหมาย

 

ทั้งนี้ ทรัพย์สินทั้งหมดที่ตรวจยึดจากคดีมูลนิธิองค์กรทำดี ยังคงอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. โดยสำนักงาน ปปง. จะประสานงานกับตำรวจอย่างต่อเนื่อง หากมีการส่งสำนวนรายการทรัพย์สินเพื่อดำเนินมาตรการตามกฎหมายฟอกเงินต่อไป


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories