×

หุ้น AI เทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนโลก หรือฟองสบู่ที่รอเวลาแตก?

18.04.2024
  • LOADING...

ราคาหุ้น NVIDIA (NVDA) ได้เข้าสู่ช่วงปรับฐานและลดลงมาเกือบ 10% นับตั้งแต่แตะระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 974 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดึงดูดเงินลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา

 

เราได้เห็นความนิยมของ AI และข่าวดีที่บริษัทใหญ่ๆ กำลังพัฒนาเทคโนโลยีนี้ ทำให้หุ้นกลุ่ม AI ปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบริษัทชิปยักษ์ใหญ่อย่าง NVIDIA ที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

 

สิ่งนี้ทำให้ผู้คนคลางแคลงว่าฟองสบู่เทคโนโลยีอาจแตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักเศรษฐศาสตร์หลายรายออกมาเตือนนับตั้งแต่เมื่อต้นปีนี้ว่า ความนิยมด้าน AI ทำให้บริษัทต่างๆ ‘มีมูลค่าสูงเกินไป’ มากกว่าช่วงปลายทศวรรษ 1990

 

นักเศรษฐศาสตร์มองว่าความคลั่งไคล้ AI ทำให้บริษัทต่างๆ ‘มีมูลค่าสูงเกินไป’ ยิ่งกว่าช่วงฟองสบู่ดอทคอม

 

Torsten Sløk หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Apollo Global Management วิเคราะห์ว่าฟองสบู่หุ้น AI ในปัจจุบันนั้นใหญ่กว่าฟองสบู่ดอทคอมในทศวรรษ 1990 แล้ว คำเตือนของ Sløk เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทผลิตชิป NVIDIA กลายเป็นบริษัทแรกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมูลค่าตลาดถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม AI ซึ่ง NVIDIA เอาชนะ Amazon และ Google เพื่อครองตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในสหรัฐฯ ตามมูลค่าตลาด

 

นักลงทุนบางส่วนกังวลว่าการเพิ่มขึ้นของหุ้นจะไปไกลเกินพื้นฐานมากเกินไป แม้ว่า NVIDIA จะรายงานรายได้ในไตรมาสที่ 4 ที่เพิ่มขึ้น 270% จากปีที่แล้วเป็น 22,000 ล้านดอลลาร์ก็ตามที

 

ไตรมาสที่สวยงามของ NVIDIA ทำให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์ระมัดระวังกับผลการดำเนินงานในอนาคต และทำให้เกิดคำถามว่าความทะเยอทะยานของหุ้น AI จะอยู่ได้นานแค่ไหน

 

Jacob Bourne นักวิเคราะห์อาวุโสของ Insider Intelligence กล่าวว่า แม้ NVIDIA จะมีความแข็งแกร่งอย่างมากในระยะสั้น แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะปัจจัยพื้นฐานได้

 

นอกจากนี้ Jeffrey Gundlach ซีอีโอของ DoubleLine Capital เตือนว่ากระแสความคลั่งไคล้หุ้น AI ทำให้เขานึกถึงฟองสบู่ดอทคอม และคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงสูงอยู่และเศรษฐกิจที่ตกต่ำจะรออยู่ข้างหน้า นักลงทุนมหาเศรษฐีรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่าดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 80% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 1999 แต่ 12 เดือนต่อมาดัชนีก็ลดลง 85% จากจุดสูงสุด

 

Gundlach อธิบายว่าตลาดปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภและโมเมนตัม ทำให้เขาไม่สนใจที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven เด็ดขาด พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่าหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven ซึ่งรวมถึง NVIDIA และ Microsoft เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถ่วงน้ำหนักมูลค่าตลาดในดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 อย่างมาก

 

“ยิ่งราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเร็วและสูงเท่าไรก็จะยิ่งร่วงลงมากเท่านั้น” Gundlach กล่าว

 

ช่องว่างระหว่างการพูดถึง AI และการใช้งานจริง

 

บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาไม่อาจหยุดพูดถึงปัญญาประดิษฐ์แก่นักลงทุนได้ แต่ข้อมูลใหม่แสดงให้เห็นว่ามีธุรกิจไม่กี่แห่งที่นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ได้จริง โดยเกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทใน S&P 500 ได้พูดถึง AI ในรายงานรายได้ของบริษัทตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2023 จากการวิเคราะห์ของ NBC News เผยว่าการพูดถึง AI เกิดขึ้นบ่อยพอๆ กับการพูดถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ และอัตราดอกเบี้ย แต่การโฆษณาเกินจริงไม่ได้นำไปสู่การใช้งานจริง

 

Jamie Dimon แห่ง JPMorgan Chase มองว่า AI จะมีผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจทั่วโลกในปีนี้

 

แม้นักวิเคราะห์บางส่วนจะมองว่ากระแส AI เป็นเพียงฟองสบู่ครั้งใหม่ แต่สำหรับ Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan Chase ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลทางการเงินของโลก กล่าวว่า เขาเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าผลที่ตามมาของ AI จะไม่ธรรมดาและอาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่นเดียวกับสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีที่สำคัญในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา เช่น แท่นพิมพ์ เครื่องจักรไอน้ำ ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และอื่นๆ อีกมากมาย

 

เขากล่าวเพิ่มเติมว่าความนิยมของ AI ได้เปลี่ยนบริษัททั่วโลกไปแล้ว และเกือบ 40% ของการจ้างงานทั่วโลกอาจถูกขัดขวางโดย AI อย่างไรก็ตาม Dimon ยังตระหนักถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับความเจริญรุ่งเรืองของ AI โดยผู้ไม่ประสงค์ดีอาจใช้ AI เพื่อพยายามแทรกแซงระบบของบริษัทเพื่อขโมยเงินและทรัพย์สินทางปัญญา

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising