วันนี้ (14 พฤศจิกายน) เวลา 09.00 น. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสมาคมโบรกเกอร์เตรียมแถลงข่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น บมจ.มอร์ รีเทิร์น หรือ MORE หลังมีกระแสข่าวลือการผิดนัดชำระราคาหุ้นหลายพันล้านบาท และโบรกเกอร์กว่า 10 รายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ-ขายหุ้นดังกล่าวอาจต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
โดยแหล่งข่าววงการตลาดทุนกล่าวว่า ปัญหาชำระราคาค่าซื้อ-ขายหุ้น MORE มีวงเงินรวมประมาณ 4,500 ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโบรกเกอร์บางรายในเรื่องสภาพคล่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- โบรกเกอร์-ปปง. สั่งแช่แข็งบัญชีเทรด หุ้น MORE ทุกบัญชีที่มีวอลุ่มเทรดตั้งแต่ 10 ล้านขึ้นไป 7 วัน หลังพบข้อมูลเข้าข่ายฟอกเงิน
- ทำความเข้าใจเกม หุ้น MORE ทิ้งคำถามถึงช่องโหว่ของวงการหุ้นไทย
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ แขวนหุ้น ‘MORE’ วันนี้ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบธุรกรรม
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ได้เตือนผู้ลงทุนให้ระมัดระวังก่อนตัดสินใจซื้อ-ขายหลักทรัพย์ บมจ.มอร์ รีเทิร์น หรือ MORE เนื่องจากเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน สภาพการซื้อ-ขายเปลี่ยนแปลงไปอย่างผิดปกติ โดยเปิดตลาดที่ราคา 2.90 บาท จากนั้นราคาปรับตัวลดลงต่อเนื่องจนราคาต่ำสุด (Floor) ที่ 1.95 บาท โดยตลอดทั้งวันมีมูลค่าซื้อ-ขายสูงถึง 7,142 ล้านบาท เป็นอันดับ 1 ของมูลค่าการซื้อ-ขายรวมทั้งตลาด (SET และ mai)
ตลาดหลักทรัพย์ได้สอบถามพัฒนาการที่อาจส่งผลกระทบต่อการซื้อ-ขาย โดย MORE ได้ชี้แจงผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ในช่วงก่อนเปิดการซื้อ-ขายภาคบ่ายว่า ไม่มีพัฒนาการสำคัญใดๆ
อย่างไรก็ตาม เช้าวันที่ 11 พฤศจิกายน ราคาลดลงต่อเนื่อง เปิดตลาดที่ราคา Floor 1.37 บาท หรือลดลง 29.74% และปิดตลาดภาคเช้าที่ราคาดังกล่าว หากราคามีความผันผวน ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงในการซื้อ-ขายได้
ตลาดหลักทรัพย์จึงขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและสารสนเทศที่แจ้งผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และขอให้บริษัทสมาชิกกำกับดูแลการซื้อ-ขายและการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ MORE อย่างใกล้ชิดและเคร่งครัด เพื่อป้องกันการส่งคำสั่งซื้อ-ขายที่อาจไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ส่วนราคาปิดการซื้อ-ขายเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน อยู่ที่ 1.37 บาท ลดลง 0.58 บาทจากวันก่อนหน้า หรือลดลง 29.74% มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 133.93 ล้านบาท
ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 อันดับแรกของหุ้น MORE มีดังนี้
- อมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ ถือหุ้น 1,547.20 ล้านหุ้น คิดเป็น 23.69%
- บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือหุ้น 886.52 ล้านหุ้น คิดเป็น 13.57%
- ศิริศักดิ์ ปิยทัสสีกุล ถือหุ้น 742.86 ล้านหุ้น คิดเป็น 11.37%
- อภิมุข บำรุงวงศ์ ถือหุ้น 586.77 ล้านหุ้น คิดเป็น 8.98%
- วสันต์ จาวลา ถือหุ้น 431.98 ล้านหุ้น คิดเป็น 6.61%
- สามารถ ฉั่วศิริพัฒนา ถือหุ้น 279.00 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.27%
- UOB KAY HIAN PRIVATE LIMITED ถือหุ้น 193.74 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.97%
- อรเก้า ไกยสิทธิ์ ถือหุ้น 136.11 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.08%
- เอกภัทร พรประภา ถือหุ้น 122.11 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.87%
- จิระวรรณ ไชยพงศ์ผาติ ถือหุ้น 85.13 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.30%
ปัจจุบัน MORE ดำเนินธุรกิจ 3 กลุ่มหลัก คือ
- ธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน (Energy Saving) และธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทและบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท พี เพาเวอร์ แพลนท์ จำกัด และบริษัท อีเอสพี รี-ไล้ฟ์ แบตเตอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด
- ธุรกิจวางระบบน้ำประปาเพื่อบริหารจัดการน้ำประปาบนเกาะเสม็ด ซึ่งดำเนินการและบริหารจัดการโดยบริษัทย่อยคือ บริษัท เสม็ด ยูทิลิตี้ส์ จำกัด
- ธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ดำเนินการโดยบริษัทย่อยคือ บริษัท มอร์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (ชื่อเดิมคือ บริษัท ดีเอ็นเอ เรฟโวลูชั่น จำกัด)
โดยผลประกอบการงวดไตรมาส 3/65 บริษัทรายงานขาดทุนสุทธิ 6.83 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีที่แล้วที่มีกำไรสุทธิ 89.48 ล้านหุ้น ขณะที่งวด 9 เดือนแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 22.15 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีที่แล้วที่มีกำไรสุทธิ 111.27 ล้านบาท