×

ตลท.ไม่ห่วงปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น TRUE กระทบความเชื่อมั่น เผยช่วย TRUE เร่งปิดสมุดทะเบียน พร้อมขอข้อมูลโบรกเกอร์หาข้อเท็จจริง

08.07.2026
  • LOADING...

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประเมินกรณี สุภาพร พิมพงษ์ รายงานซื้อหุ้น TRUE ต้องสงสัย ไม่กระทบความเชื่อมั่น ชี้นักลงทุนโฟกัสพื้นฐานธุรกิจเป็นหลัก พร้อมเผย TRUE ยื่นขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว พร้อมเร่งรัดขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง เตรียมใช้เกณฑ์ใหม่ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติทุกสิ้นเดือน กรณีสัดส่วนถือหุ้นเปลี่ยนแปลงทุก 5%

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

วันนี้ (8 กรกฎาคม) อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณีการรายงานการได้มาซึ่งหุ้นของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ในชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ซึ่งกลายเป็นคำถามในสังคมและตลาดทุนอย่างกว้างขวางว่าจะกระทบความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยหรือไม่

 

ตลท. ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว และพร้อมสนับสนุน ก.ล.ต. ในการหาข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ ก.ล.ต. กำลังตรวจสอบข้อมูลอย่างลึกซึ้งจากหลายมุมมอง เพื่อยืนยันว่าข้อมูลที่ปรากฏจริงหรือไม่จริงอย่างไร

 

“ต้องยอมรับว่า ถ้าดูข้อมูลที่เปิดเผยออกมา มีคำถามแน่นอน” อัสสเดชกล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า ในกรณีของ TRUE มีการรายงานว่าได้ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ ทั้งที่บริษัทแจ้งว่าไม่เคยออกหุ้นบุริมสิทธิมาก่อน

 

เร่งปิดสมุดทะเบียน-ขอข้อมูลโบรกเกอร์ เร็วกว่ากรอบปกติ 5 วันทำการ

 

อัสสเดชอธิบายว่า ขั้นตอนการยื่นรายงานเป็นไปตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ซึ่งสำนักงานกำลังตรวจสอบอยู่ ส่วนคำถามสำคัญที่ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ถือหุ้นจริงหรือไม่ ต้องพิสูจน์ด้วยการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ซึ่งตามระบบปกติจะใช้เวลาไม่เกิน 5 วันทำการ หลังจากขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ทั้งหมด แต่สำหรับกรณีนี้ ตลท. กำลังเร่งรัดให้โบรกเกอร์ส่งข้อมูลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ตลาดทุนได้รับคำตอบที่ชัดเจนโดยเร็ว

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน TRUE ได้ยื่นขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอัสสเดชย้ำว่า ขณะนี้มีการประสานงานกันทุกภาคส่วน และมีการพูดคุยกัน 3 ฝ่ายมาโดยตลอด ทั้ง TRUE, ก.ล.ต. และ ตลท. เนื่องจากตัวบริษัทเองก็ต้องการทราบข้อเท็จจริงเช่นกัน

 

เคสนี้จ่อเข้าเกณฑ์ใหม่ ยื่น 246-2 สัดส่วนหุ้นเปลี่ยนแปลงเกิน 5% TSD ปิดสมุดทะเบียนอัตโนมัติสิ้นเดือน

 

จากกฎเกณฑ์ใหม่ของ ตลท.ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว กำหนดให้เมื่อมีการยื่นรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) และมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นทุกๆ 5% บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD จะปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นให้อัตโนมัติทุกสิ้นเดือน ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นนี้จะเข้ากับเกณฑ์ใหม่ดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน และช่วยลดภาระของบริษัทจดทะเบียนไปพร้อมกัน

 

“การรายงานข้อมูล แน่นอนว่าอยากให้นักลงทุนได้ข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเท่าเทียม คงต้องค่อยๆ พัฒนาและเรียนรู้กันไป เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่าข้อมูลสื่อสารได้เร็วในหลายรูปแบบ” อัสสเดชกล่าว

 

มองนักลงทุนยังไม่กังวล พื้นฐานธุรกิจไม่เปลี่ยน ต่างชาติยังไม่ถาม

 

สำหรับผลกระทบต่อความเชื่อมั่น อัสสเดชประเมินว่า ณ วันนี้นักลงทุนยังไม่ได้กังวลมากนัก เพราะพื้นฐานของธุรกิจต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็ยังไม่มีการสอบถามในประเด็นนี้เข้ามา เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเน้นพิจารณาผลการดำเนินงานเป็นหลัก โดยผลกระทบต่อธุรกิจที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจในการบริหารงาน

 

นอกจากนี้ยังอธิบายในเชิงโครงสร้างว่า การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนผ่านผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) ในต่างประเทศ ชื่อที่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นจะเป็นชื่อของคัสโตเดียนรายนั้น ไม่ใช่ชื่อผู้ลงทุนตัวจริง

 

ย้อนปมพิรุธ ‘สุภาพร’ โผล่ถือหุ้น TRUE กว่า 7% ก.ล.ต. พบ 5 ข้อสังเกต

 

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการยื่นแบบ 246-2 ที่ระบุว่า สุภาพร พิมพงษ์ ได้มาซึ่งหุ้น TRUE เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คิดเป็น 3.2174% ของสิทธิออกเสียง ส่งผลให้สัดส่วนถือครองรวมเพิ่มเป็น 7.0992% โดยในจำนวนดังกล่าวมีการระบุว่าถือหุ้นบุริมสิทธิราว 0.0388% ทั้งที่ TRUE ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อ ตลท. เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ว่าบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลทั่วไป และปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิอยู่แล้ว

 

ก่อนหน้านี้ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ตรวจพบรายงานแบบ 246-2 ที่เกี่ยวข้องรวม 7 ฉบับ ครอบคลุมหลักทรัพย์ 6 แห่ง ซึ่งถูกยื่นเข้าระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม 2569 โดยผู้รายงานอ้างว่าสะสมหุ้นมาตั้งแต่ปี 2564 และจากการตรวจสอบร่วมกับบริษัทจดทะเบียน ก.ล.ต. พบข้อสังเกตสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การไม่พบชื่อดังกล่าวในสมุดทะเบียนย้อนหลังของ 5 หลักทรัพย์ การอ้างถือครองหลักทรัพย์ที่บริษัทไม่เคยออกเสนอขาย สัดส่วนการถือหุ้นที่ขัดแย้งกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่บริษัทแจ้งไว้ การยื่นรายงานตามมาตรา 59 ทั้งที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหาร และปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้ขึ้นข้อความเตือนในรายงานดังกล่าวว่า ‘อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง’ แล้ว

 

ขณะเดียวกัน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับให้เลขาธิการ ก.ล.ต. เร่งติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในตลาดทุนไทย และความน่าเชื่อถือในการกำกับดูแลของ ก.ล.ต.

 

ทั้งนี้ ระบบรายงานแบบ 246-2 เป็นระบบที่ผู้ยื่นรับรองความถูกต้องของข้อมูลด้วยตนเอง เพื่อให้การเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นทำได้รวดเร็ว แต่หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการจงใจแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

นักวิเคราะห์คาดกำไรหุ้นไทยปีนี้ทะลุ 100 บาทต่อหุ้น สูงสุดรอบ 3 ปี

 

ฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลท. เปิดเผยว่า ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยปีนี้จากความเห็นของนักวิเคราะห์โดยเฉลี่ย (Consensus) ถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 100.7 บาทต่อหุ้น ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี หลังจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยไตรมาสแรกเติบโตขึ้นราว 25%

 

ขณะที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับสู่หุ้นไทยอีกครั้ง โดยล่าสุด ณ วันที่ 7 กรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 4.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 74,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 65,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี 6 วันทำการที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยเกิน 1 แสนล้านบาท

 

ปัจจัยภายในประเทศที่เป็นแรงหนุนตลาดหุ้นไทยในเดือนมิถุนายน 2569 ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็น 2.3% จากประมาณการเดิมที่ 2% โดยมีภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี

 

ขณะที่ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะเดียวกัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำอย่าง Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories