×

เบื้องหลังห้องแล็บคณิตศาสตร์ประกันภัย: ทำไมประกันสะสมทรัพย์ถึงให้ IRR เท่านั้น? (และมันถูกสร้างมาเพื่ออะไรกันแน่)

19.07.2026
  • LOADING...
ภาพคอลลาจกระดาษแสดงผู้คนกำลังคิดเกี่ยวกับประกันสะสมทรัพย์และ AI

เวลาเห็นบทความแกะรอย IRR ประกันสะสมทรัพย์แล้วพบว่าตัวเลขการันตีเหลือไม่ถึง 1% หลายคนอาจจะรู้สึกโกรธฝั่งคนออกแบบ และตั้งคำถามว่า ‘พวกนักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuary) ดีไซน์ผลิตภัณฑ์แบบนี้ออกมาหน้าตาเฉยได้อย่างไร?’

 

ในฐานะคนที่นั่งอยู่ในห้องแล็บคำนวณตัวเลขเหล่านี้ ผมอยากมาชวนเปิดพิมพ์เขียวหลังบ้านดูครับ ว่าในทางคณิตศาสตร์ประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง

 

โครงสร้างที่ดู ‘เสียเปรียบ’ ในสายตาคนซื้อ แท้จริงแล้วมันถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกอะไร และทำไมมันถึงไม่ควรถูกนำไปเปรียบเทียบกับหุ้นหรือกองทุนรวมตั้งแต่แรก

 

  • 1. สัญญาประกันชีวิตคือ ‘พันธสัญญาระยะยาว เช่น 60 ปี’ ที่บริษัทถอยหลังกลับไม่ได้เวลาคนซื้อมองผลตอบแทนฝากประจำหรือพันธบัตรรัฐบาล เรามองกันที่ระยะเวลา 1 ปี 5 ปี หรือเต็มที่ 10 ปี แต่สำหรับนักคณิตศาสตร์ประกันภัย แบบประกันสะสมทรัพย์ยาวๆ คือ ‘ภาระผูกพันระยะยาว (Long-term Liabilities)’ ที่ยาวนานครึ่งค่อนชีวิตคน

 

สมมติ อายุ 48 ปี สัญญาคุ้มครองถึงอายุ 88 ปี แปลว่าบริษัทประกันกำลังเซ็นสัญญาค้ำประกันผลตอบแทนและจ่ายเงินคืนให้ผู้เอาประกันล่วงหน้ายาวนานถึง 40 ปี

 

ในโลกการเงิน ไม่มีใครรู้อนาคต อีก 30 ปีข้างหน้า ดอกเบี้ยนโยบายอาจจะติดลบเหมือนญี่ปุ่น หรือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรงกี่ครั้งก็ได้แต่ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ตัวเลข ‘เงินคืนการันตี’ ที่เราเขียนไว้ในกรมธรรม์วันนี้ บริษัทต้องจ่ายตามนั้น ห้ามเบี้ยว ห้ามลดเด็ดขาด

 

ดังนั้น IRR ส่วนการันตีที่เห็นว่าต่ำ มันคือ ‘ต้นทุนของความปลอดภัยขั้นสูงสุด (Cost of Guarantee)’ ที่ถูกคำนวณมาเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในอีกครึ่งศตวรรษข้างหน้า ไม่ใช่เพราะบริษัทอยากเอาเปรียบ แต่เพราะบริษัทต้องอยู่รอดเพื่อจ่ายเงินก้อนนั้นให้คุณในวันที่ผู้เอาเประกันอายุ 88 ปีจริงๆ

 

  • 2. มายากลของ ‘ทุนประกันต่ำกว่าเบี้ย’ และการโอนย้ายความเสี่ยง (Insurance Risk) จุดที่คนมักสงสัยคือ ทำไมจ่ายเบี้ยปีละแสน แต่ได้ทุนประกันแค่แสนต้นๆ?

 

ในเชิง คณิตศาสตร์ประกันภัย เราพิจารณาสัญญาตาม สาระสำคัญของความเสี่ยง (Substance over Form) ตามมาตรฐานสากล (เช่น IFRS 17) ผลิตภัณฑ์สะสมทรัพย์ระยะยาวถูกออกแบบมาโดยมีโจทย์ผสม (Hybrid) คือต้องการให้เงินต้นของผู้ซื้ออยู่ครบ (Capital Preservation) ควบคู่ไปกับการมีความคุ้มครองชีวิต

 

เงินเบี้ยประกัน 100,000 บาทที่ผู้เอาประกันจ่ายในแต่ละปี ไม่ได้วิ่งเข้าพอร์ตลงทุนทั้งหมดทันที แต่มันถูกแตกออกเป็น 3 สายน้ำหลักๆ เช่น Cost of Insurance (ค่าความเสี่ยงภัย) ต้นทุนสำหรับซัพพอร์ตความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต เช่น 900% ของทุนประกัน (ซึ่งบริษัทต้องจ่ายเป็นล้านทันทีหากเกิดเหตุไม่คาดฝันตั้งแต่วันแรกๆ) และ Operating Expenses (ค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน) ซึ่งก็คงไม่พ้น ค่าคอมมิชชันตัวแทน ค่าบริหารจัดการ และค่าเงินกองทุนหรือเงินสำรองตามกฎหมาย Investment Component (ส่วนเงินออมเพื่อลงทุน)

 

เงินส่วนที่เหลือหลังจากหัก 2 ส่วนแรกแล้ว ถึงจะถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำจัด เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เพื่อสร้างเงินคืนการันตีกลับมาให้ผู้เอาประกันเมื่อเงินออมตั้งต้นถูกหักต้นทุนความคุ้มครองและค่าบริหารจัดการออกไปตั้งแต่แรก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสมการคณิตศาสตร์ประกันภัยถึงดันให้ IRR ตัวเลขสุดท้ายออกมาได้เท่านี้

 

  • 3. ‘เงินปันผลไม่รับรอง’ ไม่ใช่เรื่องขายฝัน แต่คือการแบ่งปันผลประโยชน์ (Profit Sharing) หลายคนมองดอกจันคำว่า ‘ไม่รับรองการจ่าย’ ด้วยความระแวง แต่ในมุมของคนดีไซน์แบบประกัน นี่คือเครื่องมือที่เรียกว่า Participating Policy (แบบประกันประเภทมีเงินปันผล) ซึ่งแฟร์กับผู้บริโภคมากที่สุดในสภาวะดอกเบี้ยผันผวนเนื่องจากเราไม่สามารถการันตี IRR สูงๆ ยาว 40 ปีได้ (เพราะเสี่ยงทำบริษัทเจ๊ง) บริษัทประกันจึงต้องตั้ง ‘พื้นการันตี’ ไว้ในระดับที่ปลอดภัยต่ำๆ ก่อน จากนั้นหากปีไหนพอร์ตลงทุนของบริษัท (ซึ่งบริหารโดยมืออาชีพและเน้นสินทรัพย์มั่นคง) ทำกำไรได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ บริษัทก็จะนำกำไรส่วนเพิ่มนั้นมา ‘แบ่งปัน’ กลับคืนให้ผู้ถือกรมธรรม์ในรูปแบบเงินปันผล

 

มันไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อปิดการขาย แต่คือการดีไซน์เพื่อให้สัญญายืดหยุ่นและเติบโตไปตามภาวะเศรษฐกิจจริง โดยที่ผู้ซื้อยังมี ‘ตาข่ายรองรับความปลอดภัย’ ของเงินต้นอยู่ตลอดเวลา

 

  • ทำไมประตูทางออก (เวนคืน) ถึงขาดทุนย่อยยับ? ประเด็นเรื่องการเวนคืนแล้วขาดทุนหนักในช่วง 10-20 ปีแรก ในภาษาประกันภัยเราเรียกว่าโครงสร้างแบบ Back-loaded เหตุผลทางคณิตศาสตร์ตรงตัวมากครับ คือบริษัทประกันมี ‘ต้นทุนเริ่มแรก (Initial Costs)’ ที่สูงมาก ทั้งค่าตรวจสุขภาพ ค่าออกกรมธรรม์ และค่าดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งบริษัทออกเงินก้อนนี้ล่วงหน้าไปก่อน โดยหวังว่าจะได้เงินเบี้ยประกันในปีต่อๆ มาช่วยเฉลี่ยต้นทุนหากผู้เอาประกันขอยกเลิกสัญญากลางคัน เงินสำรองที่สะสมอยู่ในกรมธรรม์จึงต้องถูกหักกลับเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่วันแรก โครงสร้างนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อกักขัง แต่ทำมาเพื่อปกป้องกองทุนรวมของผู้เอาประกันคนอื่นๆ ที่ยังถือสัญญาอยู่ ไม่ให้ต้องมาแบกรับภาระต้นทุนของคนที่เดินจากไปก่อนกำหนดครับ

 

บทสรุปจากห้องคำนวณ : เลือกใช้เครื่องมือให้ถูกประเภท

 

ในฐานะนักคณิตศาสตร์ประกันภัย ผมมักจะพูดเสมอว่า ‘ไม่มีแบบประกันที่ไม่ดี มีแต่การนำเสนอขายที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์’

 

หากคุณต้องการ ความมั่งคั่ง (Wealth) ให้เดินไปหา หุ้น, กองทุนรวม หรืออสังหาริมทรัพย์ ที่นั่นมี IRR ระดับ 6 – 10% ให้เลือก (พร้อมความเสี่ยงที่เงินต้นจะลดลง)

 

หากคุณต้องการ ความมั่นคงสูงสุดและปกป้องเงินต้นยาวนานชั่วชีวิต (Security) ประกันสะสมทรัพย์คือคำตอบ เพราะไม่มีสินทรัพย์ไหนในโลกที่จะการันตีตัวเลขเงินคืนให้เราได้ยาวนานครึ่งค่อนศตวรรษขนาดนี้อีกแล้ว

 

ปัญหาในปัจจุบันไม่ใช่โครงสร้างคณิตศาสตร์ประกันภัยของผลิตภัณฑ์ แต่คือ ‘การเอาไม้บรรทัดของการลงทุน (เช่น การเค้นเอา IRR สูงๆ หรือสภาพคล่องสูง) มาตัดสินผลิตภัณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อความมั่นคงระยะยาว’

 

ครั้งต่อไปที่เปิดโบรชัวร์ประกัน ลองมองข้ามคำว่า ‘ผลตอบแทนกี่เท่า’ แล้วถามตัวเองคำเดียวครับว่า โจทย์ในชีวิตตอนนี้ของคนซื้อคือการ ‘เร่งเติบโตทรัพย์สิน’ หรือการ ‘สร้างหลุมหลบภัยที่ไม่มีวันพัง’

 

แล้วคนนั้นจะเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของตัวเลขที่นักคณิตศาสตร์ประกันภัยออกแบบมาครับ

 

ภาพ: Shutterstock.AI

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories