×

เปิดเส้นทางเงินมูลนิธิองค์กรทำดี ยอดบริจาค 815 ล้านบาท พบธุรกรรมต้องสงสัย 527 ล้านบาท ตำรวจเร่งขยายผลคดีฟอกเงิน

โดย THE STANDARD TEAM
07.11.2026
ตำรวจสอบสวนกลางแถลงข่าวผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินมูลนิธิองค์กรทำดี

วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นำโดย พล.ต.ต. สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ พล.ต.ต ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ร่วมแถลงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือบุ๋ม ปนัดดา เป็นประธานมูลนิธิ และอธิป อนันทวรรณ สามี ภายหลังมีผู้ร้องเรียนให้ตรวจสอบการรับบริจาคและการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

 

โดยผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน มีเงินบริจาคหมุนเวียนเข้าสู่บัญชีที่เกี่ยวข้องรวมประมาณ 815 ล้านบาท จากการบริจาคมากกว่า 3.2 ล้านครั้ง และมีการตรวจพบธุรกรรมที่เข้าข่ายนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์และเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินประมาณ 527 ล้านบาท

 

จุดเริ่มต้นของคดีเกิดจากการที่ผู้ร้องเรียนใช้ชื่อว่า ออยศรี ทำหนังสือร้องเรียนมายัง บช.ก. เพื่อขอให้ตรวจสอบความผิดปกติในการรับบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี ก่อนเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ให้ดำเนินคดีกับปนัดดา มูลนิธิองค์กรทำดี และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ

 

ภายหลังรับเรื่อง เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างต่อเนื่อง จนพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จึงขยายผลตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินและดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินเพิ่มเติม

 

จากการตรวจสอบพบว่า การเปิดบัญชีรับบริจาคเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2558 โดยปนัดดาโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคผ่านบัญชีส่วนตัวชื่อ ‘กองทุน องค์กรทำดี’ โดยระบุว่าจะนำเงินไปใช้ในกิจกรรมการกุศล ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ได้จัดทำเพจเฟซบุ๊กชื่อ ‘องค์กรทำดี’ เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมและเชิญชวนประชาชนบริจาคเงินเข้าบัญชีดังกล่าว

 

กระทั่งวันที่ 30 มีนาคม 2565 มีการจัดตั้งมูลนิธิองค์กรทำดีและจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่เขตบางเขน โดยมีปนัดดาเป็นประธานมูลนิธิ พร้อมคณะกรรมการรวม 5 คน ก่อนเปลี่ยนชื่อเพจเฟซบุ๊กเป็น ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2565

 

ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 มีมติรับรองให้นำบัญชีส่วนตัวเดิม ซึ่งลงท้ายด้วยเลข 903 มาใช้เป็นบัญชีหลักในการรับบริจาค พร้อมมีมติให้เปิดบัญชีในนามมูลนิธิ และดำเนินการเปิดบัญชีธนาคารเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 อย่างไรก็ตาม บัญชีส่วนตัวเดิมยังคงเปิดรับบริจาคควบคู่ไปกับบัญชีในนามมูลนิธิ โดยไม่มีการยกเลิกบัญชีเดิม

 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2568 ซึ่งมีแผนย้ายที่ตั้งมูลนิธิไปยังจังหวัดปทุมธานี ปนัดดาได้เปิดบัญชีส่วนตัวเพิ่มเติมในชื่อ ‘บัญชีสมทบ องค์กรทำดี’ เพื่อรับเงินบริจาคสำหรับการก่อสร้างมูลนิธิแห่งใหม่

 

จากการตรวจสอบพบว่ามีบัญชีหลักที่เกี่ยวข้องกับการรับบริจาคทั้งหมด 3 บัญชี ได้แก่ บัญชีส่วนตัวเดิมในชื่อกองทุนองค์กรทำดี บัญชีในนามมูลนิธิองค์กรทำดี และบัญชีสมทบองค์กรทำดี โดยทั้ง 3 บัญชีมีปนัดดาเป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายแต่เพียงผู้เดียว

 

สำหรับผลการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2558 มีประชาชนบริจาคเงินเข้ามามากกว่า 3.2 ล้านครั้ง จากบัญชีผู้บริจาคประมาณ 1 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดเงินรวมประมาณ 815 ล้านบาท ขณะที่เงินซึ่งถูกตรวจพบว่ามีการนำออกไปใช้ผิดวัตถุประสงค์มีจำนวนประมาณ 527 ล้านบาท โดยมีเงินที่นำไปใช้ในกิจการของมูลนิธิตามวัตถุประสงค์จริงประมาณ 280 กว่าล้านบาท หรือไม่ถึง 70% ของยอดเงินที่ได้รับบริจาคทั้งหมด

 

เจ้าหน้าที่ตรวจพบธุรกรรมที่มีความผิดปกติหลายลักษณะ รวม 12 กลุ่มรายการสำคัญ โดยพบการโอนเงินจากบัญชีรับบริจาคไปยังบัญชีส่วนตัวอื่นของปนัดดา 9 บัญชี รวมประมาณ 243 ล้านบาท และโอนให้สามีประมาณ 99 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบการโอนเงินให้บิดาของปนัดดา 28 ครั้ง รวมประมาณ 4.6 ล้านบาท

 

ส่วนการใช้เงินในลักษณะการซื้อทรัพย์สินและการทำธุรกรรมอื่น พบการโอนเงินให้ช่างก่อสร้างพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ตประมาณ 18 ล้านบาท โดยเมื่อตรวจสอบธุรกรรมที่ผ่านช่างเอ๋ พบยอดโอนรวมมากกว่า 90 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าตามสัญญาก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 72 ล้านบาท และมีเงินบางส่วนถูกโอนกลับมาให้สามีของปนัดดาเกือบ 50 ล้านบาท ก่อนจะมีการโอนกลับเข้าบัญชีของปนัดดาอีกทอดหนึ่ง

 

นอกจากนี้ ยังพบการโอนเงินให้กรรมการมูลนิธิรายหนึ่งประมาณ 36 ล้านบาท รวมถึงการโอนเงินให้นิติบุคคล 2 แห่งที่จัดตั้งโดยช่างเอ๋ เป็นเงินประมาณ 2.4 ล้านบาท และ 17 ล้านบาทตามลำดับ ตลอดจนการนำเงินไปซื้อประกันชีวิตมูลค่า 10 ล้านบาท ซึ่งมีบุคคลอื่นเป็นผู้รับผลประโยชน์ และซื้อกองทุนรวม 6 กองทุน รวมประมาณ 24 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม รวมประมาณ 2.77 ล้านบาท การถอนเงินสดผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร 30 ครั้ง รวมประมาณ 42 ล้านบาท และการนำเงินไปชำระหนี้บัตรเครดิตส่วนตัวของปนัดดา 2 ใบ จำนวน 251 ครั้ง รวมประมาณ 19 ล้านบาท

 

ส่วนบัญชีสมทบองค์กรทำดี พบการโอนเงินไปยังบัญชีส่วนตัวของปนัดดาประมาณ 12 ล้านบาท โอนให้สามีมากกว่า 500,000 บาท และโอนให้นักธุรกิจรายหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 880,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงของผู้รับโอนและวัตถุประสงค์ของธุรกรรมแต่ละรายการเพิ่มเติม

 

นอกเหนือจากความผิดปกติด้านเส้นทางการเงิน เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบพบข้อบกพร่องในการดำเนินงานของมูลนิธิหลายประการ โดยพบว่าไม่มีการยื่นขออนุญาตจัดให้มีการเรี่ยไรตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร อีกทั้งไม่เคยจัดส่งรายงานผลการดำเนินงานประจำปีและไม่มีการจัดประชุมประจำปีเพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานต่อนายทะเบียนตามข้อบังคับของมูลนิธิ

 

ด้านการยื่นงบการเงินและภาษีต่อกรมสรรพากร พบว่ามูลนิธิยื่นงบการเงินเพียง 2 ปีภาษี คือปี 2565 และ 2566 โดยยอดเงินที่แจ้งไว้ต่ำกว่ายอดเงินบริจาคที่ตรวจสอบพบจริงหลายเท่า ขณะที่ปี 2567-2568 ซึ่งเป็นช่วงที่มีเงินบริจาคเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยแต่ละปีมียอดบริจาคประมาณ 200-300 ล้านบาท หรือรวมประมาณ 500-600 ล้านบาท กลับไม่พบการยื่นเสียภาษีในช่วงเวลาดังกล่าว

 

นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปนัดดาย้อนหลัง 10 ปี พบว่ามีการแจ้งรายได้ไม่เกินปีละ 2.5 ล้านบาท หรือรวมตลอด 10 ปีไม่เกิน 25 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่นำมาเปรียบเทียบกับรายการใช้จ่าย การซื้อทรัพย์สิน และธุรกรรมทางการเงินที่ตรวจพบ เพื่อประกอบการตรวจสอบที่มาของเงินและความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับทรัพย์สินที่ปรากฏ

 

จากพยานหลักฐานและผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินดังกล่าว พนักงานสอบสวนได้รวบรวมหลักฐานยื่นขอศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาหลัก 2 ราย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ได้แก่ ปนัดดา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ และร่วมกันฟอกเงิน ส่วนอธิป สามี ถูกออกหมายจับในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน

 

ต่อมาในช่วงเช้าวันศุกร์ 6 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. นำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด ประกอบด้วย บ้านพักของปนัดดาและสามีภายในหมู่บ้านนราสิริ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นจุดที่สามารถจับกุมปนัดดาได้เป็นรายแรก สถานที่ก่อสร้างมูลนิธิแห่งใหม่ในจังหวัดปทุมธานี บ้านพักของอธิปในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี และที่ตั้งมูลนิธิองค์กรทำดีแห่งเดิมในเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

 

ส่วนอธิปได้ประสานขอเข้าพบพนักงานสอบสวน ก่อนถูกจับกุมตามหมายจับ โดยระหว่างการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ตรวจยึดกระเป๋าแบรนด์เนมหลายใบ มูลค่ารวมประมาณ 3-4 ล้านบาท พร้อมเครื่องประดับอีกหลายรายการ เพื่อนำส่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พิจารณาดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

สำหรับการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ปนัดดาให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ยอมรับข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ดำเนินการทำธุรกรรมทางการเงินและเป็นผู้ใช้เงินจริง โดยอ้างว่าเกิดความสับสนในการเบิกจ่าย เนื่องจากมีรายการธุรกรรมจำนวนมาก ส่วนอธิปให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าการทำธุรกรรมต่าง ๆ เป็นไปตามคำสั่งของปนัดดา

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่าจากการตรวจสอบพฤติการณ์พบว่าทั้ง 2 คนยังคงใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยาทั้งในทางพฤตินัยและนิตินัย จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงของธุรกรรมทางการเงินและบทบาทของแต่ละบุคคลอย่างละเอียด

 

สำหรับแนวทางการดำเนินคดีหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่แบ่งกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นผู้ต้องหาหลัก ได้แก่ ปนัดดาและอธิป กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มบุคคลใกล้ชิดและคณะกรรมการมูลนิธิ รวมถึงช่างเอ๋และช่างเอ็ม ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือเป็นเพียงพยาน โดยเฉพาะกรรมการมูลนิธิที่ตรวจพบเงินโอนเข้าบัญชีประมาณ 36 ล้านบาท ส่วนกลุ่มที่ 3 เป็นบุคคลที่มีธุรกรรมรับโอนเงินจากบัญชีที่เกี่ยวข้อง อาทิ บิดาของปนัดดา นักธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ และบุคคลอื่น ๆ ที่ปรากฏในเส้นทางการเงิน

 

นอกจากนี้ ในประเด็นสนามเทรลจังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับการบุกรุกที่ราชพัสดุและอยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรบ้านนา ทาง บช.ก. ระบุว่าได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเส้นทางการเงินระหว่างหน่วยงาน และทราบแล้วว่าเงินที่นำไปใช้ในกิจกรรมดังกล่าวมีต้นทางมาจากที่ใดแล้ว

 

ส่วนกรณีการแจ้งความดำเนินคดีกับสามีของตนเองก่อนหน้านี้ พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาว่าการแจ้งความดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานแจ้งความเท็จหรือไม่

 

พล.ต.ต. สุวัฒน์ ยังฝากถึงประชาชนว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่ควรทำให้มูลนิธิหรือองค์กรที่ดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์และมีเจตนาสุจริตต้องเสียกำลังใจ ขณะที่ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือขององค์กรก่อนตัดสินใจบริจาคเงิน พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง กรมสรรพากร และสถาบันการเงิน เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลและร่วมแจ้งเบาะแสเมื่อพบความผิดปกติ

 

ทั้งนี้ ตำรวจสอบสวนกลางยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม เพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามพยานหลักฐาน โดยเฉพาะบทบาทของคณะกรรมการมูลนิธิ บุคคลใกล้ชิด และผู้รับโอนเงินจากบัญชีรับบริจาค เพื่อให้การตรวจสอบครอบคลุมถึงผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทั้งหมด


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories